วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

ปรับตัวไม่ทัน! เอสเอ็มอีไทยเร่งใช้ AI แต่ติดปม IT องค์กร

Kintone ชี้การใช้ AI ของพนักงานไทยเติบโตเร็ว ขณะที่องค์กรยังปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้าน Digital Maturity เงินทุน และความไม่แน่นอนของ ROI

KEY POINTS

  • พนักงานไทยมีอัตราการใช้ AI เติบโตสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ความพร้อมขององค์กรยังตามไม่ทัน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นทดลองและไม่สามารถขยายผลในระดับการดำเนินงานได้
  • องค์กรไทยเกือบ 70% ยังมองว่าการนำ AI มาใช้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายไอที แทนที่จะเป็นวาระสำคัญที่ขับเคลื่อนโดยฝ่ายธุรกิจ ทำให้การประยุกต์ใช้ไม่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานจริง
  • กลุ่มธุรกิจ SMEs เผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความพร้อมทางดิจิทัลที่ยังอยู่ในระดับต่ำ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความไม่แน่ใจเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)
  • ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการขาดการพัฒนาทักษะ AI ให้กับพนักงาน และการที่บุคลากรที่เข้าใจธุรกิจไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางระบบ

การใช้ AI ในภาคธุรกิจไทยกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ความพร้อมขององค์กรยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องรับมือทั้งข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เงินทุน และทักษะบุคลากร

น้ำยา วายุภาพ กรรมการผู้จัดการ คินโทน ประเทศไทย กล่าวว่า การนำ AI เข้าไปเชื่อมกับกระบวนการทำงานยังเป็นช่องว่างสำคัญระหว่างการใช้งานของพนักงานกับความพร้อมขององค์กร

ข้อมูลการใช้ AI ยังสะท้อนว่าแรงงานไทยมีอัตราการนำ AI มาใช้เพิ่มขึ้นในระดับสูง โดยประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของการนำ AI มาใช้ 36.4% ต่อปี สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 17.8%

ขณะที่รายงาน Work Trend Index 2026 ของ Microsoft ระบุว่า พนักงานไทย 32% อยู่ในกลุ่มผู้ใช้ AI ขั้นสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกประมาณสองเท่า นอกจากนี้ พนักงานไทย 51% ระบุว่าผู้นำองค์กรสามารถสื่อสารทิศทางด้าน AI ได้อย่างชัดเจน เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 26%

ตัวเลขดังกล่าวบ่งบอกว่าการใช้งาน AI ในระดับบุคลากรของไทยกำลังขยายตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าองค์กรสามารถนำ AI ไปขยายผลในระดับการดำเนินงานได้ในสัดส่วนเดียวกัน

องค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงทดลอง

ผลสำรวจ Thailand Digital Transformation Survey 2026 ของ Deloitte พบว่า องค์กรไทยเกือบ 70% ยังคงมองว่า AI เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายไอที แทนที่จะกำหนดให้เป็นวาระสำคัญที่ขับเคลื่อนโดยฝ่ายธุรกิจ

ขณะที่ 81% ขององค์กรยังอยู่ในขั้นทดลองและโครงการนำร่อง แม้อัตราการนำ AI ไปใช้งานจริงเพิ่มขึ้นเป็น 61% แต่มีองค์กรเพียง 19% ที่สามารถขยายการใช้ AI ให้ครอบคลุมการดำเนินงาน

ด้านการพัฒนาทักษะยังเป็นอีกข้อจำกัด โดยองค์กรส่วนใหญ่ยังฝึกอบรมพนักงานให้มีทักษะด้าน AI ได้ไม่ถึง 30% ของบุคลากรทั้งหมด

ช่องว่างระหว่างการใช้งาน AI ของพนักงานกับความพร้อมขององค์กรจึงไม่ได้อยู่เฉพาะเรื่องเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับการกำหนดบทบาทของฝ่ายธุรกิจ กระบวนการทำงาน และการพัฒนาทักษะบุคลากรด้วย

SMEs เจอข้อจำกัดหลายด้าน

ประเด็นดังกล่าวเห็นได้ชัดในกลุ่มธุรกิจ SMEs ซึ่งมีสัดส่วนการจ้างงาน 68.8% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศไทย และคิดเป็น 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั่วประเทศ

ข้อมูลระบุว่า ในปี 2566 SMEs สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 6.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 35.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความพร้อมด้านดิจิทัลของ SMEs ยังมีข้อจำกัด โดยธุรกิจ SMEs ไทยมีคะแนน Digital Maturity Index ของ ETDA อยู่ที่ 2.45 จากคะแนนเต็ม 4.00 และส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม “Digital Followers”

กลุ่มดังกล่าวใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการสื่อสารและระบบขายหน้าร้านเป็นหลัก แต่ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการออกแบบกระบวนการทำงานค่อนข้างจำกัด

ขณะเดียวกัน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ชี้ถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่ ETDA ระบุว่าผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุน

ข้อจำกัดทั้งด้านความพร้อมทางดิจิทัล เงินทุน และความชัดเจนของผลตอบแทน ทำให้ SMEs ต้องพิจารณาแนวทางการนำ AI มาใช้ภายใต้ต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสมกับธุรกิจ

โจทย์ AI ขยับจาก IT สู่ธุรกิจ

น้ำยา กล่าวว่า บริษัทไทย 7 ใน 10 แห่งยังคงจัดให้ AI เป็นเรื่องของฝ่ายไอที สำหรับธุรกิจ SMEs การกำหนดให้ AI เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายไอทีอาจทำให้ภาระตกอยู่กับพนักงานเพียงคนเดียว ซึ่งต้องดูแลทั้งระบบเครือข่ายและแก้ปัญหาการใช้งานแล็ปท็อปอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน บุคลากรที่เข้าใจกระบวนการทำงานของธุรกิจ เช่น เหตุผลที่กระบวนการอนุมัติใช้เวลาหลายวัน อาจไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยเกี่ยวกับการปรับกระบวนการดังกล่าว

ภาพดังกล่าวทำให้โจทย์ของ SMEs ไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้ AI เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้าไปเชื่อมกับกระบวนการทำงาน เพื่อเปลี่ยนการใช้งานในระดับพนักงานไปสู่การใช้งานในระดับองค์กร