วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

'Shadow AI' เพิ่มแรงกดดันองค์กร เร่งปรับกลยุทธ์คุมความเสี่ยงไซเบอร์

การเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรกำลังเปลี่ยนโจทย์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ จากการรับมือภัยคุกคามภายนอก สู่การควบคุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นภายในองค์กรควบคู่กัน

ผลการวิจัยล่าสุดของ “แคสเปอร์สกี้” พบว่า องค์กรทั่วโลก 41% ระบุว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรเป็นปัจจัยที่ทำให้เพิ่มการลงทุนด้านความปลอดภัยไอที

ขณะที่องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีระดับความพร้อมในการนำ AI มาใช้แตกต่างกัน และเริ่มให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากช่องโหว่ของ AI ดีฟเฟก รวมถึงการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI จากภายนอกมาใช้ในการทำงาน

ผลสำรวจโดยศูนย์วิจัยภายในของแคสเปอร์สกี้พบว่า องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิก 13% ระบุว่า ช่องโหว่ AI เป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญที่สุด ขณะที่การโจมตีช่องโหว่ซอฟต์แวร์อยู่ที่ 20% และการโจมตีด้วยฟิชชิงอยู่ที่ 19%

เมื่อพิจารณารายประเทศ อินเดียมีสัดส่วนองค์กรที่ระบุช่องโหว่ AI เป็นภัยคุกคามสำคัญสูงที่สุดที่ 20% ตามด้วยมาเลเซีย 15% ไทยและเวียดนาม 13% เท่ากัน อินโดนีเซีย 10% และจีน 7%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่องค์กรในภูมิภาคต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับภัยไซเบอร์รูปแบบเดิม

‘Shadow AI’ เพิ่มแรงกดดันองค์กร

นอกจากภัยคุกคามจากช่องโหว่ของ AI แล้ว อีกความเสี่ยงที่องค์กรกำลังเผชิญคือการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI จากภายนอกมาใช้ในการทำงาน เช่น ChatGPT และ DeepSeek โดยอาจเกิดขึ้นในปริมาณมากและอยู่นอกการควบคุมขององค์กร หรือที่เรียกว่า “Shadow AI”

ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิก 30% ระบุว่า การที่พนักงานนำเครื่องมือ AI ภายนอกมาใช้งานเป็นปัจจัยเสี่ยงทั่วไป โดยอินเดียมีสัดส่วนสูงสุด 36% ตามด้วยมาเลเซีย 35% เวียดนาม 33% จีน 31% อินโดนีเซีย 24% และไทย 18%

การใช้เครื่องมือ AI ภายนอกโดยไม่มีการควบคุมอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลและการละเมิดความปลอดภัย ทำให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวทางและการควบคุมการใช้งาน AI ของพนักงาน

อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังเปิดให้ใช้เครื่องมือ AI จากภายนอกภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยผลสำรวจพบว่า 60% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกอนุญาตให้พนักงานใช้เครื่องมือ AI เธิร์ดปาร์ตี้ได้ภายใต้ข้อจำกัดบางประการ เช่น ห้ามอัปโหลดชื่อบริษัทหรือเอกสารภายใน รวมถึงมีการจัดทำแนวทางและฝึกอบรมเพื่อให้ใช้งานอย่างปลอดภัย

แนวทางดังกล่าวพบในหลายประเทศ โดยจีนอยู่ที่ 62% ส่วนอินเดีย มาเลเซีย และเวียดนามอยู่ที่ 61% เท่ากัน

แม้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่การนำ AI มาใช้ในองค์กรเอเชียแปซิฟิกยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดย 85% ของบริษัทอยู่ระหว่างการหารือ พัฒนา หรือทดลองใช้เครื่องมือ AI ภายในองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ขณะที่ 10% ขององค์กรได้บูรณาการเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ากับกระบวนการทำงานแล้ว

สำหรับองค์กรที่นำโซลูชัน AI ภายในมาใช้งาน แรงผลักดันหลักประกอบด้วยการตัดสินใจที่ดีขึ้น ประสิทธิภาพของกระบวนการที่เพิ่มขึ้น และการลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์

'Shadow AI' เพิ่มแรงกดดันองค์กร เร่งปรับกลยุทธ์คุมความเสี่ยงไซเบอร์

ความปลอดภัยต้องเดินคู่ AI

วลาดิสลาฟ ทุชคานอฟ ผู้จัดการกลุ่ม ศูนย์วิจัยเทคโนโลยี AI แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า เนื่องจากองค์กรนำ AI มาใช้เพื่อเร่งกระบวนการทางธุรกิจและลดภาระงานประจำ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งช่องโหว่ของ AI และ Shadow AI ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทุชคานอฟระบุว่า กลยุทธ์การป้องกันที่มีประสิทธิภาพคือการใช้โซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบครบวงจร เพื่อช่วยลดต้นทุนจากการป้องกันการละเมิดและปรับปรุงการจัดการความปลอดภัย เพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานผ่านการควบคุมและลดผลกระทบที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน และรวมเครื่องมือด้านความปลอดภัยเข้าด้วยกัน

ด้าน เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า องค์กรกำลังก้าวข้ามคำถามว่า AI จะมีบทบาทในการดำเนินธุรกิจหรือไม่ ไปสู่การหาวิธีนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ

การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลไม่ได้วัดจากการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการเข้าใจความเสี่ยง สร้างระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม และสร้างความไว้วางใจเมื่อนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง โดยธุรกิจที่บูรณาการความปลอดภัยทางไซเบอร์เข้ากับกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น จะอยู่ในจุดที่ดีกว่าในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยความมั่นใจ

‘3 แนวทาง’ รับมือความเสี่ยงจาก AI

แคสเปอร์สกี้เสนอแนวทางสำหรับองค์กรในการรับมือภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้แก่

1. ใช้โซลูชันแบบครบวงจร เพื่อการป้องกันแบบเรียลไทม์ การมองเห็นภัยคุกคาม การตรวจสอบ และความสามารถในการตอบสนองของ EDR และ XDR

โดยความสามารถที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถช่วยทำให้กระบวนการรักษาความปลอดภัยเป็นอัตโนมัติ ลดภาระงานของทีม และลดช่องว่างด้านทักษะ

นอกจากนี้ โมเดล AI เชิงสร้างสรรค์ภายในแพลตฟอร์มป้องกันสามารถแปลงข้อมูลที่รวบรวมได้เป็นข้อมูลที่มีโครงสร้างและนำไปใช้ได้สำหรับทีมรักษาความปลอดภัยและผู้มีอำนาจตัดสินใจ

2. เพิ่มการมองเห็นภัยคุกคามที่มุ่งเป้าองค์กร ใช้ข้อมูลเชิงลึกและบริบทตลอดวงจรการจัดการเหตุการณ์ เพื่อช่วยระบุความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้เร็วขึ้น

ระบบใช้การเรียนรู้ของเครื่องและ AI เชิงสร้างสรรค์สนับสนุนการจำแนกมัลแวร์ การวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคามขนาดใหญ่ และการสร้างบทสรุปด้วย AI ของตัวบ่งชี้การประนีประนอม เพื่อช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

3. ประเมินการใช้ AI ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมขององค์กร โดยองค์กรสามารถสำรวจคุณสมบัติ AI ขั้นสูงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

การวิจัยดังกล่าวสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์จำนวน 1,800 คน ซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรใน 18 ประเทศ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น ไอที การผลิต การเงิน การค้าปลีกและค้าส่ง ฯลฯ