วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม 2569

Login
Login

ทลาย ‘Data Silo’ สร้างคลังศูนย์ข้อมูล ’ดีอี‘ หวังกฎหมายใหม่ช่วยล่าสแกมเมอร์

พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ สามารถพลิกเกมปราบอาชญากรรมออนไลน์ ลดความเสียหายจากสแกมเมอร์กว่า 70% ใน 4 เดือน ชี้หัวใจไม่ใช่แค่ “อายัดเร็ว” แต่คือเชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงาน เห็นทั้งเครือข่าย ตัดวงจรได้ถึงต้นน้ำ

การประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา อาจถูกจับตาจากตัวเลขความเสียหายของประชาชนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) ระบุว่า ความเสียหายจากสแกมเมอร์ลดลงกว่า 70% ภายในเวลาเพียง 4 เดือน จาก 2,111 ล้านบาทในเดือนมีนาคม เหลือ 530 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน

แต่เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าว มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่อาจเป็น “อาวุธใหม่” ของภาครัฐในการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ นั่นคือการทลายกำแพงข้อมูลแบบแยกส่วน หรือ Data Silo และนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาเชื่อมโยงเพื่อให้เห็นภาพเครือข่ายมิจฉาชีพได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

ทลายกำแพงข้อมูล รัฐเห็นภาพเดียวกัน

ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐต่างมีข้อมูลอยู่ในมือ แต่ข้อมูลมักแยกขาดจากกันตามภารกิจของแต่ละองค์กร กรมสรรพากรมีข้อมูลด้านภาษี ธนาคารแห่งประเทศไทยติดตามข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล

ช่องว่างระหว่างข้อมูลเหล่านี้ กลายเป็นพื้นที่ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้หลบซ่อนตัว ไม่ว่าจะเป็นการตั้งบริษัทบังหน้า เปิดบัญชีในชื่อนิติบุคคลเพื่อรับเงินจากเหยื่อ ก่อนโยกเงินผ่านบัญชีหลายทอดอย่างรวดเร็ว

ในอดีต การขอข้อมูลข้ามหน่วยงานอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ แต่ในโลกของอาชญากรรมออนไลน์ เงินสามารถถูกโยกย้ายออกจากระบบไปก่อนที่กระบวนการราชการจะตามทัน

กฎหมายใหม่นี้จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างข้อมูลชุดใหม่ แต่เป็นการ ปลดล็อกการเข้าถึงและเชื่อมโยงข้อมูลที่รัฐมีอยู่แล้ว ให้เกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนดชัดเจน

และในสงครามกับสแกมเมอร์ ความเร็วอาจเป็นตัวแปรสำคัญระหว่างการอายัดเงินได้ทัน หรือปล่อยให้เงินของเหยื่อสูญหายไปตลอดกาล

ต้องไม่ใช่แค่เร็วแต่ต้องเร็วและแม่น

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดอยู่ที่การทำงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 ซึ่งมีเป้าหมายระงับบัญชีต้องสงสัยภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับแจ้งเหตุ

อย่างไรก็ตาม การทำงานให้เร็วเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากเจ้าหน้าที่มีข้อมูลยืนยันตัวตนหรือข้อมูลประกอบการตัดสินใจไม่ครบถ้วน ความเสี่ยงของการอายัดผิดบัญชี หรือปล่อยให้บัญชีมิจฉาชีพหลุดรอด ยังคงมีอยู่

การเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ข้อมูลศุลกากร กรมสรรพากร และทะเบียนนิติบุคคล จึงเข้ามาเพิ่ม คุณภาพของข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจ

ที่ผ่านมา ดีอี พ.ร.ฎ.ไม่ได้ทำให้ AOC 1441 มีเวลาทำงานเพิ่มขึ้น แต่ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตัดสินใจได้ แม่นยำขึ้นภายในกรอบเวลา 1 ชั่วโมงเท่าเดิม

เปลี่ยนเกมจากไล่ปิดบัญชี สู่ทลายเครือข่ายต้นน้ำ

อีกจุดสำคัญคือ การเชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงานช่วยขยายการปราบปรามจาก “ปลายน้ำ” ไปสู่ “ต้นน้ำ” ของขบวนการมิจฉาชีพ

ที่ผ่านมา การปราบสแกมเมอร์มักมุ่งไปที่บัญชีม้า ซึ่งเป็นปลายทางของเส้นทางการเงิน แม้การอายัดบัญชีจะช่วยลดความเสียหายได้ทันที แต่มิจฉาชีพสามารถเปิดบัญชีใหม่ขึ้นมาทดแทนได้

ดังนั้น เมื่อข้อมูลทะเบียนนิติบุคคลถูกนำมาเชื่อมกับข้อมูลพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ หน่วยงานรัฐจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังบริษัทบังหน้า ธุรกิจปลอม หรือโครงสร้างนิติบุคคลที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงได้

ภาพที่รัฐเห็นจึงไม่ใช่เพียง “บัญชีต้องสงสัย 1 บัญชี” แต่มีโอกาสเห็นความเชื่อมโยงของเครือข่ายอาชญากรรมทั้งระบบ

นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการไล่ปิดบัญชีม้าทีละบัญชี ไปสู่การพยายามตัดวงจรตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อขบวนการมิจฉาชีพได้ลึกและยั่งยืนกว่า

เดิมพันใหม่ของรัฐไทย สู้สแกมเมอร์ด้วย “ข้อมูล”

ตัวเลขความเสียหายที่ลดลงกว่า 70% อาจเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ง่ายที่สุด แต่สาระสำคัญของ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้อาจอยู่ลึกกว่าตัวเลขรายเดือน

เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการเปลี่ยนระบบราชการจากการทำงานแบบต่างคนต่างเก็บข้อมูล ไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นภาพเดียวกัน และตอบสนองต่อภัยอาชญากรรมที่เคลื่อนที่เร็วได้ทันเวลา

ดังนั้น “คลังข้อมูลรวมศูนย์” หรือการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยให้ AOC 1441 ทำงานเร็วขึ้น แต่เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในการเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็นอาวุธของรัฐ

หากการบูรณาการข้อมูลดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รัดกุม ไทยอาจไม่ได้เพียงลดความเสียหายจากสแกมเมอร์ในระยะสั้น แต่กำลังสร้างโครงสร้างใหม่สำหรับรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต