นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวการติดตามตรวจสอบความคืบหน้าของการลงทะเบียนล่วงหน้าโครงการ TH-AI Passport โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)
นายพชร กล่าวว่า ตามที่ได้รับความสนใจจากประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 และจะสามารถเข้าสู่ระบบเริ่มการใช้งานจริงได้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นั้น ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วจำนวน 1,132,496 ราย ( ข้อมูล ณ เวลา 13.30 น.วันที่ 21 สิงหาคม 2569)
ทั้งนี้เรื่องของสัญญาเดิมตามโครงการนั้น สดช. ใช้สัญญามาตรฐานตามตัวอย่างสัญญาที่คณะกรรมการนโยบายจัดซื้อจัดจ้างและการพัสดุภาครัฐกำหนด ซึ่งการกำหนดการจ่ายเงินตามสัญญาจะต้องกำหนดวงเงินที่แน่นอน
ยกเว้นสัญญาจะซื้อจะขายแบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ (ซึ่งเป็นการแจ้งคำสั่งซื้อ และจ่ายเงินตามจำนวนของที่ใช้งานจริง เช่น กรมราชทัณฑ์ซื้อข้าวสารอาหารสำหรับผู้ต้องขัง โรงพยาบาลสั่งวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารเลี้ยงผู้ป่วย)
ขณะที่สัญญาซึ่งได้รับการแก้ไขใหม่ เป็นการจ่ายแบบ Pay Per Active User ซึ่งยังสอดคล้องกับสัญญาเดิม ที่จะจ่ายเงินตามการใช้งานจริงคือ บริษัทต้องส่งมอบแผนการดำเนินงานที่มีผู้เข้ามา login เป็นจำนวน 5,000,000 สิทธิแล้ว จึงจะตรวจรับและเบิกจ่ายเงิน (กรณีไม่ครบ 5,000,000 สิทธิ ผู้รับจ้างจะต้องถูกปรับตามข้อ 11 ของสัญญาเดิมในส่วนของผู้เข้ามา login จริง)
การกำหนดการจ่ายเงินแบบ Pay Per Active User ตามสัญญาที่แก้ไขใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของการจ่ายเงินมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของสัญญาเดิม โดยในการแก้ไขสัญญาครั้งนี้ได้ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาด้วยแล้ว
ด้านสิทธิผู้ที่ลงทะเบียนเมื่อมีการเปิดใช้งาน TH-AI Passport ผู้สมัครเข้าใช้งาน 3 เดือนแรก จะได้รับสิทธิ Innovator (ผู้สร้างสรรค์) ระยะเวลา 30 วัน เพื่อให้ได้ใช้ Model ระดับ Pro หลังจากนั้นจะต้องอบรมให้ได้คะแนน 100 คะแนน และมีการสะสมคะแนน 100 คะแนนเป็นอย่างน้อยในแต่ละเดือน เพื่อรับสิทธิต่อในระดับ Innovator สำหรับใช้งานในเดือนต่อไป
ผู้ลงทะเบียนหลัง 30 พฤศจิกายน 2569 จะได้รับสิทธิเป็น Beginner (ผู้เริ่มต้น) จากนั้นจะต้องอบรมให้ได้คะแนน 100 คะแนน เพื่อเลื่อนระดับเป็น Innovator (ผู้สร้างสรรค์)
จากการติดตามความคืบหน้าพบว่า ประชาชนมีข้อสงสัยต่อประเด็นเรื่องการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI ของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ
กระทรวงดีอี ขอยืนยันว่า ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานในโครงการ TH-AI Passport ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเรียนออนไลน์ ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน การประมวลผลการลงทะเบียน การเรียนออนไลน์ การจัดทำ Dashboard โดยทั้งหมดจะถูกจัดเก็บ และประมวลผลภายในประเทศไทย และปฏิบัติตามกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้โครงการ TH-AI Passport ได้ออกแบบระบบให้มีการตรวจจับ คัดกรอง และปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอ่อนไหว (Masking) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนนำข้อมูลคำสั่ง (Prompt) ไปประมวลผลกับผู้ให้บริการ AI ทั้งใน และต่างประเทศ ซึ่งผู้ให้บริการไม่สามารถนำข้อมูลที่ประมวลผลไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น หรือนำไปเทรน AI Model ของตนเองได้ และเมื่อส่งผลลัพธ์กลับมาแล้ว ผู้ให้บริการ AI จะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวภายหลังการประมวลผลเสร็จสิ้นอย่างแน่นอน
ในส่วนกรณีการใช้โดเมนนามสกุล .go.th และ .net ไม่ได้มีการกำหนดไว้ว่าจะต้องใช้ .net โดยเมื่อเริ่มเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ จะเปลี่ยนการใช้โดเมนนามสกุลเป็น .go.th ทั้งนี้ประชาชนที่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านช่องทางเดิม (.net) แล้ว ไม่ต้องดำเนินการใดๆ โดยถือว่าเป็นการลงทะเบียนสำเร็จ ระบบจะย้ายข้อมูลไปยัง .go.th แบบอัตโนมัติให้ทันที
กระทรวงดีอี ขอยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงสัญญาฉบับใหม่นั้นถูกต้องตามกฎหมาย และได้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว โดยปรับการจ่ายเงินเป็นแบบ Pay Per Active User เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณนั้นเกิดความคุ้มค่าที่สุด ขณะที่เรื่องของการจัดเก็บข้อมูล และประมวลผลจะดำเนินการอยู่ในประเทศไทย และปฏิบัติตามกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเคร่งครัด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



