ฐนสรณ์ ใจดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์ จำกัด (True IDC) ฉายภาพอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ตั้งแต่จุดกำเนิดที่แทบไม่มีใครรู้จัก จนถึงวันที่กลายเป็นสมรภูมิการลงทุนระดับภูมิภาค ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นตัวเร่งสำคัญของอุตสาหกรรมนี้
ช่วงสองปีที่ผ่านมา ชื่อของ “ดาต้าเซ็นเตอร์” หรือศูนย์ข้อมูล กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ในข่าวเศรษฐกิจและเทคโนโลยีบ่อยครั้ง หลังจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งประกาศลงทุนในประเทศไทย ทั้งการสร้างศูนย์ข้อมูล การขยายบริการคลาวด์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับเอไอ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนทั่วไป ดาต้าเซ็นเตอร์อาจยังเป็นคำที่ฟังดูไกลตัว หลายคนอาจนึกถึงเพียงอาคารที่เต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือมองว่าเป็นสถานที่เก็บข้อมูลของบริษัทเท่านั้น
แต่สำหรับ ฐนสรณ์ ใจดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์ จำกัด (True IDC) ดาต้าเซ็นเตอร์คือ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัล ที่อยู่เบื้องหลังทั้งระบบโทรคมนาคม บริการคลาวด์ และในปัจจุบันคือการทำงานของเอไอ
เขาอธิบายว่า ความจริงแล้วดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ หากแต่มีบทบาทอยู่เบื้องหลังการทำงานของระบบดิจิทัลมานานหลายสิบปี เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นธุรกิจที่คนทั่วไปพูดถึงมากนัก หากย้อนกลับไปในยุคแรกของระบบโทรคมนาคม ทุกเครือข่ายล้วนต้องมีศูนย์กลางสำหรับติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายหรือ Core Network ซึ่งก็คือ ดาต้าเซ็นเตอร์ในรูปแบบหนึ่ง
แม้แต่ระบบสำคัญของประเทศอย่างศูนย์ข้อมูลของเครดิตบูโร หรือระบบขององค์กรขนาดใหญ่ ก็ล้วนต้องมีห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ระบบไฟฟ้า และระบบดับเพลิงอย่างเข้มงวด เพื่อให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่หยุดชะงัก
กล่าวอีกอย่างคือ ทุกบริการออนไลน์ที่ผู้คนใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ธนาคารออนไลน์ หรือระบบขององค์กร ล้วนต้องทำงานอยู่บนดาต้าเซ็นเตอร์
เมื่อโลกเปลี่ยนจากเซิร์ฟเวอร์ในออฟฟิศ สู่ยุคคลาวด์
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีคลาวด์เข้ามามีบทบาท จากเดิมที่ธุรกิจต้องมีเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองตั้งอยู่ในออฟฟิศ คลาวด์ทำให้ธุรกิจลดต้นทุนและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะสามารถใช้บริการพื้นฐานจากผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง อเมซอน ไมโครซอฟท์ กูเกิล อาลีบาบา หัวเว่ย เทนเซ็นต์ หรือแม้กระทั่งโลคอลคลาวด์ในประเทศไทย ทำให้ธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
ตามแนวคิด “fail fast, success fast” และเบื้องหลังของคลาวด์เหล่านี้ก็คือดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “เซิร์ฟเวอร์ฟาร์ม”
ฐนสรณ์อธิบายว่า โดยทั่วไปผู้ให้บริการคลาวด์มักจะตั้งศูนย์ข้อมูลกระจายอยู่ใน 3 ทำเลที่อยู่ใกล้กัน (ไม่เกินระยะทางที่กำหนด) เพื่อให้ระบบสามารถสำรองข้อมูลและทำงานทดแทนกันได้หากเกิดปัญหา
โดยขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งในยุคคลาวด์มักอยู่ที่ประมาณ 5-15 เมกะวัตต์ แล้วแต่ความต้องการของแต่ละประเทศ ซึ่งเพียงพอต่อการให้บริการคลาวด์ในยุคนั้น แต่เมื่อเอไอเข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
เอไอทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์โตขึ้นหลายเท่า
หลังจากยุคคลาวด์ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์มาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเอไอ ซึ่งฐนสรณ์มองว่าเป็นผลพวงจากการที่บริษัทผู้ผลิตชิปอย่างอินวิเดีย (NVIDIA) และรายอื่น ๆ เติบโตขึ้นมาในตลาด จนเกิดสิ่งที่เขาเรียกว่า “AI Boom”
“เอไอใช้พลังการประมวลผลมหาศาล” ฐนสรณ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า แม้หลายคนจะมองเห็นเพียงการพิมพ์คำถามลงในแชตบอต แต่เบื้องหลังการทำงานของเอไอต้องอาศัยการประมวลผลจำนวนมหาศาล โดยกระบวนการทำงานของเอไอสามารถแบ่งออกเป็นสองช่วงหลัก
ช่วงแรก คือ การฝึกโมเดล (Training) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ระบบเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาล กระบวนการนี้ต้องใช้ GPU จำนวนมากทำงานพร้อมกัน ใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน และหากผลลัพธ์ยังไม่ดี ก็ต้องกลับไปฝึกใหม่อีกครั้ง
“การเทรนโมเดลหนึ่งครั้ง ไม่ได้แปลว่าจะสำเร็จทันที ถ้าผิดก็ต้องกลับมาแก้ แล้วเทรนใหม่” ฐนสรณ์กล่าว ขั้นตอนนี้จึงต้องใช้ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่มาก ที่มีขนาดตั้งแต่ระดับ 50 เมกะวัตต์ ไปจนถึงกว่า 100 เมกะวัตต์
อีกขั้นตอนหนึ่งคือ การใช้งานโมเดล (Inference) หรือช่วงที่ประชาชนและธุรกิจใช้งานเอไอจริง เช่น การถามคำถามกับแชตบอต การสร้างรูปภาพวีดีโอ การค้นหาข้อมูล การแนะนำสินค้า หรือระบบแนะนำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่างๆ
แม้จะใช้พลังงานน้อยกว่าการฝึกโมเดล แต่เมื่อมีผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมหาศาล ก็ยังต้องอาศัยดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ข้อมูลในยุคเอไอจึงไม่ใช่เพียงอาคารสำหรับวางเซิร์ฟเวอร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรองรับทั้งการประมวลผลระดับสูง การใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล และระบบระบายความร้อนรูปแบบใหม่
ฐนสรณ์ยกตัวอย่างว่า เทคโนโลยีที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นคือ Liquid Cooling หรือการใช้น้ำเป็นตัวกลางระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์ เนื่องจากระบบทำความเย็นด้วยอากาศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับเครื่องประมวลผลรุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานสูงขึ้นเรื่อยๆ
“ดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ได้เกิดใหม่ แต่กำลังวิวัฒนาการ จากเดิมที่รองรับการประมวลผลแบบทั่วไป มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเอไอ”
จุดแข็งของไทยในสายตาผู้ลงทุน
เมื่อพูดถึงข้อได้เปรียบของประเทศไทย ฐนสรณ์ระบุปัจจัยหลายด้านที่ทำให้ไทยน่าสนใจสำหรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์
ปัจจัยแรกคือ ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ เขามองว่าไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดีของภูมิภาค คือตรงกลางพอดีทั้งในแนวเหนือ-ใต้ ทำให้มีความเหมาะสมในเชิงยุทธศาสตร์
ปัจจัยที่สองคือ คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อ ทั้งสายเคเบิลใต้น้ำและอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน ซึ่งฐนสรณ์อธิบายว่า “อินเทอร์เน็ตพื้นฐานเราดีมาก ผมว่าดีกว่าในหลายๆ ประเทศในยุโรปและสหรัฐ ทั้งในด้านคุณภาพของโครงข่ายท้องถิ่น และการเชื่อมต่อโดยรวม”
ปัจจัยที่สามคือ เรื่องไฟฟ้า ประเทศไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองพอสมควร แม้บางครั้งจะมีข้อจำกัดด้านสายส่งในพื้นที่ที่มีการลงทุนกระจุกตัว ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการขยายสายส่ง นอกจากนี้ยังมีนโยบายด้านไฟฟ้าสีเขียวและการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ที่กำลังจะออกมาสนับสนุนในอนาคต
ปัจจัยที่สี่คือ ความคล่องตัวในการทำธุรกิจ และวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยที่เป็นมิตรและมีมาตรฐาน ฐนสรณ์ระบุว่า นี่เป็นสิ่งที่เขาได้รับข้อคิดเห็นโดยตรงจากลูกค้าต่างชาติว่ารู้สึกสบายใจเวลาทำงานกับคนไทย
ปัจจัยที่ห้าคือ ศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานด้านการก่อสร้าง ฐนสรณ์มองว่า บริษัทก่อสร้างของไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาค โดยมีบริษัทไทยจำนวนมากที่เชี่ยวชาญด้านงานวิศวกรรมเครื่องกลและไฟฟ้า ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงประสบการณ์ด้านการดำเนินงานที่ True IDC สั่งสมมากว่า 20 ปี จนได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ
23 ปีของTrue IDC จากศูนย์ข้อมูลเล็กๆ ที่รัชดา สู่แคมปัสระดับภูมิภาค
ฐนสรณ์เล่าว่า True IDC ดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้ว 23 ปี หรือนับตั้งแต่ราวปี 2546 โดยเริ่มต้นจากการเป็นศูนย์ข้อมูลสำหรับโครงข่ายหลักของบริษัททรู ตั้งอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นเพียงห้องเล็กๆ ในยุคแรก
หลังจากนั้นบริษัทได้ขยายไปยังทำเลที่สองคือแถวเมืองทองธานี ซึ่งกลายเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ของบริษัท รองรับทั้งลูกค้ากลุ่มโครงข่ายโทรคมนาคม ลูกค้ากลุ่มคอนเทนต์ ลูกค้ากลุ่มคลาวด์ และลูกค้าระดับไฮเปอร์สเกลเลอร์ทั้งจากอเมริกาและจีนหลายราย
แม้ในยุคนั้นขนาดของศูนย์ข้อมูลจะยังไม่ใหญ่มาก เนื่องจากอยู่ในยุคของการประมวลผลแบบรวมศูนย์แบบดั้งเดิม
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในราวปี 2561 เมื่อบริษัทเห็นว่าธุรกิจถึงจุดที่ต้องเติบโตต่อ จึงขยายไปยังทำเลใหม่ที่บางนา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครออกไปกว่า 20 กิโลเมตร
ฐนสรณ์ระบุว่า ในเวลานั้นถือเป็นการบุกเบิก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่อยากย้ายออกจากตัวเมืองกรุงเทพ ด้วยความกังวลเรื่องความสะดวกในการเดินทาง แต่ผลลัพธ์กลับตรงข้าม อาคารแรกที่บางนาขนาดประมาณ 2 เมกะวัตต์เศษ มีลูกค้าเต็มภายในเวลาไม่ถึงปี ส่วนอาคารที่สองก็เต็มในเวลาไล่เลี่ยกัน
อาคารเหล่านี้น่าจะเป็นหนึ่งในดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นแรกๆ ของประเทศไทย และอาจรวมถึงระดับโลกที่มีการติดตั้งจีพียูสำหรับงานเอไอ แม้เขาจะไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นลูกค้ารายใด หลังจากนั้นบริษัทยังได้สร้างแคมปัสเฉพาะสำหรับลูกค้าไฮเปอร์สเกลเลอร์ ซึ่งออกแบบร่วมกับลูกค้าโดยตรงจนกลายเป็นพื้นที่ที่เขามองว่าอาจมีลักษณะเฉพาะที่สุดในโลก เพราะสามารถรองรับการตั้งคลาวด์รีเจียนของผู้ให้บริการได้ในพื้นที่เดียวกันทั้งหมด
โครงการกว่า 100 เมกะวัตต์ในอีอีซี ไซส์ใหญ่ที่สุดที่คนไทยเคยสร้าง
เมื่อความต้องการใช้งานเอไอเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว True IDC จึงขยายการลงทุนไปยังพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยฐนสรณ์เปิดเผยว่า บริษัทกำลังจะเปิดให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดกว่า 100 เมกะวัตต์ในเร็วๆ นี้ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่บริษัทไทยเคยสร้างขึ้นในประเทศไทย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ระยะเวลาก่อสร้าง ฐนสรณ์ระบุว่า โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้างนับจากวันตอกเสาเข็มเพียงประมาณ 12-13 เดือนเท่านั้น
ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ทั่วไปมักใช้เวลาก่อสร้างราว 15-18 เดือน และโครงการขนาดใหญ่สำหรับลูกค้าไฮเปอร์สเกลเลอร์ที่บางนาของบริษัทเองก็ใช้เวลาประมาณ 14-15 เดือน ทำให้โครงการในอีอีซีนี้ถือเป็นโครงการที่ก่อสร้างได้รวดเร็วเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมสำรองกำลังการผลิตไว้อีก 100 เมกะวัตต์ หากสามารถจัดหาไฟฟ้าได้เพียงพอในอนาคต พร้อมกันนี้ True IDCยังมีโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลอีกแห่งที่จังหวัดชลบุรีสำหรับรองรับธุรกิจคลาวด์ ซึ่งฐนสรณ์ระบุว่ามีความสนใจจากลูกค้าเข้ามาพอสมควรแล้ว
มากกว่าค่าบริการ ผลพวงทางเศรษฐกิจที่มองข้ามไม่ได้
ฐนสรณ์อธิบายว่า ประโยชน์ของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ต่อเศรษฐกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเม็ดเงินค่าบริการพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ให้บิ๊กเทคที่ไหลเข้าประเทศโดยตรงเท่านั้น แม้จุดนั้นจะเป็นประโยชน์ที่ตรงไปตรงมาที่สุดก็ตาม
ประโยชน์ในมิติแรกคือ การยกระดับทักษะวิศวกร เขาเล่าว่า วิศวกรเครื่องกลและไฟฟ้าที่เคยทำงานก่อสร้างอาคารทั่วไปในอดีต ต้องพัฒนาทักษะขึ้นไปอีกระดับเพื่อรองรับงานดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นงานที่มีความสำคัญสูงมาก
ฐนสรณ์ยกตัวอย่างว่า มีวิศวกรรายหนึ่งที่จบด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐ ฝั่งแปซิฟิก เข้ามาฝึกงานกับบริษัทเพราะต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเขามองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนงานทั่วไป
เช่น วิศวกรด้านบริหารจัดการอาคาร และวิศวกรด้านเครือข่าย ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญที่มากกว่าการดูแลระบบเครือข่ายหรืออาคารแบบทั่วไป
ประโยชน์ในมิติที่สองคือ การดึงดูดการลงทุนที่มากกว่าตัวดาต้าเซ็นเตอร์เอง ฐนสรณ์ยกตัวอย่างบริษัทโซเชียลมีเดียรายหนึ่งที่ไม่ได้เพียงลงทุนสร้างหรือใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย แต่ยังลงทุนด้านบุคลากรและสร้างระบบนิเวศของตนเอง จนทำให้สำนักงานในประเทศไทยของบริษัทนั้นมีขนาดใหญ่และมีพนักงานคนไทยทำงานอยู่จำนวนมาก เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ของบริษัทดังกล่าวมีฐานผู้ใช้ในไทยที่มั่นคง
ประโยชน์ในมิติที่สามคือ การดึงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเข้ามาในประเทศ ฐนสรณ์ยกตัวอย่างกรณีของมาเลเซีย ที่เมื่ออุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตถึงจุดหนึ่ง ผู้ผลิตจากต่างประเทศก็ได้ย้ายฐานการผลิตหน่วยจ่ายไฟ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไปตั้งโรงงานในมาเลเซีย พร้อมจ้างแรงงานท้องถิ่นมาประกอบชิ้นงาน
ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับยุคที่ไทยมีโรงงานผลิตรถยนต์ ยางรถยนต์ และเครื่องยนต์เข้ามาตั้งฐานการผลิตในอดีต ปัจจุบันก็เริ่มเห็นสัญญาณคล้ายกันในไทยแล้ว เช่น โรงงานผลิตตู้แร็คและสายเคเบิล ซึ่งทางบริษัทเองก็สนับสนุนการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยจำนวนมาก
ประโยชน์ในมิติที่สี่คือ การกระตุ้นอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียว ฐนสรณ์มองว่า ความต้องการไฟฟ้าสีเขียวระดับร้อยเมกะวัตต์จากดาต้าเซ็นเตอร์ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียวรองรับนโยบาย direct PPA และในระยะยาวอาจรวมถึงเทคโนโลยีอย่างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) หรือพลังงานไฮโดรเจนจากบริษัทต่างๆ ในอนาคต
“อย่าไปมองว่าเป็นแค่คนใช้พลังงาน ต้องคิดให้มันอีกแบบหนึ่ง ถ้าเรามองแบบนี้เราจะมีไอเดียที่สร้างสรรค์มากกว่าที่จะมามองให้มันเป็นปัญหา” ฐนสรณ์สรุปมุมมองของเขาในประเด็นดังกล่าว
ความท้าทายที่ต้องจัดการไปพร้อมกัน
แม้จะมองว่าอุตสาหกรรมนี้สร้างโอกาสมากกว่าปัญหา แต่ฐนสรณ์ก็ยอมรับว่ามีความท้าทายหลายด้านที่ต้องบริหารจัดการควบคู่ไปกับการเติบโต
ความท้าทายแรกคือ โครงข่ายไฟฟ้า ว่าจะรองรับการขยายตัวได้อย่างไร ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายอยู่ และต้องสร้างความสมดุลโดยไม่ทำให้ประเทศเสียโอกาสหรือเสียเปรียบ รวมถึงนโยบายไฟฟ้าสีเขียวและ direct PPA ที่หากออกมาได้ จะไม่ได้สนับสนุนเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ยังสนับสนุนธุรกิจอื่นๆ ในการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสีเขียวในอนาคต
ความท้าทายด้านที่ดินและน้ำ ฐนสรณ์ระบุว่า บริษัทมีความได้เปรียบจากการมีที่ดินในเครือที่หลากหลาย ซึ่งช่วยให้สามารถให้คำแนะนำกับลูกค้าในการเลือกทำเลที่เหมาะสม ทั้งเรื่องระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ระยะห่างจากสนามบิน และเงื่อนไขอื่นๆ ตามเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนเรื่องน้ำเขามองว่าเป็นสิ่งที่สามารถบริหารจัดการได้
ความท้าทายด้านพลังงานสีเขียว ฐนสรณ์ระบุว่า ลูกค้าต่างชาติยังต้องการพลังงานสีเขียว แต่เข้าใจว่าไทยไม่มีสัดส่วนพลังงานสะอาดจากธรรมชาติมากเท่าบางประเทศอย่างจีน ทำให้ในระยะแรกยังต้องพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงรูปแบบอื่นอยู่บ้าง โดยเขามองว่า ไทยกำลังมีพัฒนาการของตัวเองเพื่อมุ่งสู่พลังงานสีเขียวมากขึ้นในอนาคต แม้จะไม่ใช่เงื่อนไขที่ต้องพร้อมตั้งแต่วันแรก
ความท้าทายด้านอัตราค่าไฟฟ้า เป็นประเด็นที่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าพิเศษสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์
ฐนสรณ์ระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องฝากให้ภาครัฐเป็นผู้พิจารณา โดยเขาเชื่อว่ารัฐบาลจะหาจุดสมดุลระหว่างความเหมาะสมและประโยชน์สูงสุดของประเทศ และยืนยันว่าภาคเอกชนเองก็พร้อมยอมรับได้ หากอยู่ในกรอบที่เหมาะสมและธุรกิจยังเดินต่อได้ โดยเขาเปรียบเทียบว่าทุกฝ่ายทั้งภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาครัฐบาล ควรหาจุดสมดุลร่วมกันเพื่อให้เกิดผลดีกับทุกฝ่าย (win-win)
ใครอยู่เบื้องหลัง True IDC
ฐนสรณ์เผยว่า True IDC มาจากวิสัยทัศน์ของประธานศุภชัย เจียรวนนท์ ที่มองว่า ควรก้าวเข้าสู่ธุรกิจดิจิทัล โดยดาต้าเซ็นเตอร์ก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาพร้อมกันเมื่อกว่า 20 ปีก่อน และได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากประธานศุภชัยมาโดยตลอด
เขาอธิบายโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ True IDC ว่า ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นหลัก 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นกลุ่มที่ทำให้บริษัทยังคงเป็นบริษัทไทย โดยฐนสรณ์ระบุว่า บริษัทควบคุมนโยบาย ดำเนินธุรกิจ และบริหารงานโดยคนไทยเป็นหลัก
กลุ่มที่สองคือ จีไอพี (Global Infrastructure Partners) ภายใต้แบล็คร็อค (BlackRock) ซึ่งเข้ามาร่วมเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อปีที่แล้ว หรือช่วงปี 2568
จีไอพีเป็นบริษัทด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ครอบคลุมการลงทุนตั้งแต่ระบบรถไฟ สนามบิน และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจีไอพีเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ของสหรัฐ
เขาย้ำว่า การร่วมมือกับจีไอพีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเงินลงทุน แต่ยังรวมถึงการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการช่วยพัฒนาธุรกิจร่วมกัน โดยเขามองว่า เป็นการผสานจุดแข็งระหว่างระบบนิเวศของซีพีในประเทศไทย กับเครือข่ายและความสามารถระดับนานาชาติของจีไอพีและแบล็คร็อค ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักในบริษัทต่างๆ ทั่วโลกจำนวนมาก รวมถึงบริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์หลายแห่ง
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ดึงผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายรายเข้ามาร่วมทีม รวมถึงผู้บริหารระดับหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีจากบริษัทที่เขาระบุว่าอยู่ในกลุ่มท็อปไฟว์ของโลก
ส่วนตัวฐนสรณ์เองเข้ามาร่วมงานกับ True IDC เมื่อ 11 ปีก่อน โดยเขาระบุว่า ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา เขาให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานของบริษัท จนได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกในระดับเทียร์ 3 ทั้ง 3 ด้าน คือการออกแบบ การก่อสร้าง และการดำเนินงาน โดยเฉพาะด้านการดำเนินงานที่บริษัทได้รับการรับรองระดับโกลด์ ซึ่งเขาระบุว่าเป็นมาตรฐานที่หาได้ยากมาก อีกทั้งยังเดินหน้าคว้ามาตรฐานใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมนี้ให้ทัดเทียมระดับโลก
แผนขยายตัวในภูมิภาคและธุรกิจคลาวด์ที่เดินไปด้วยกัน
ในส่วนของธุรกิจคลาวด์ ฐนสรณ์เล่าว่า บริษัทดำเนินธุรกิจนี้ควบคู่กับดาต้าเซ็นเตอร์มาตั้งแต่ปี 2558 โดยเป็นพันธมิตรระดับสูงกับผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เกือบทุกรายในตลาด มีทีมงานด้านสถาปัตยกรรมระบบที่ช่วยออกแบบและพัฒนาระบบคลาวด์ให้กับลูกค้า ทั้งบริการให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค และบริการบริหารจัดการระบบ
ฐนสรณ์มองว่า การมีทั้งธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และธุรกิจคลาวด์อยู่ในบริษัทเดียวกัน ทำให้เกิดระบบนิเวศที่ครบวงจร กล่าวคือ บริษัทขายพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ให้กับผู้ให้บริการคลาวด์ที่เข้ามาตั้งฐานในไทย พร้อมกับขายบริการคลาวด์ของผู้ให้บริการเหล่านั้นต่อให้กับธุรกิจไทยอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเขาระบุว่า เป็นรูปแบบธุรกิจที่ยังไม่มีบริษัทอื่นในประเทศไทยทำในลักษณะเดียวกัน และปัจจุบันบริษัทกำลังพิจารณาขยายความสามารถไปสู่การให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานเอไอเพิ่มเติม
การเติบโตในอนาคต
เมื่อพูดถึงแผนการเติบโตในอนาคต ฐนสรณ์เผยว่า บริษัทมีการวางแผนกลยุทธ์ระยะเวลา 5 ปี แต่กลับกลายเป็นว่าสามารถทำเสร็จสิ้นได้ภายใน 7 เดือน ทำให้บริษัทต้องปรับแผนใหม่อย่างต่อเนื่องตามอัตราการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น
“ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อีโวลฟ์เร็วมาก ผมตอบได้แค่ว่าเรามีทรัพยากรที่จะทำให้เราโตไปกับมันได้ เรามีทรัพยากรที่จะสนับสนุนการโตนี้และโตไปกับมัน อยากโตเท่าไรก็มา True IDC ทำได้” ฐนสรณ์กล่าว
แม้จะไม่สามารถระบุตัวเลขเป้าหมายที่ชัดเจนได้ เนื่องจากตลาดมีการพูดถึงขนาดการลงทุนในระดับหลายร้อยเมกะวัตต์ไปจนถึงระดับกิกะวัตต์ ฐนสรณ์ระบุว่า บริษัทต้องการรักษาความเป็นที่หนึ่งของตลาด
ในท้ายที่สุด ฐนสรณ์สรุปแนวคิดหลักที่ยึดถือมาตลอดการทำงานในธุรกิจนี้ว่า เขาเชื่อว่าควรให้โอกาสคนไทยในการสร้างเส้นทางการเติบโตใหม่ (S-curve) ในอุตสาหกรรมนี้ โดยมองว่า ไทยมีความพร้อมทั้งทักษะบุคลากร ประสบการณ์ ที่ดิน การเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม และทรัพยากรต่างๆ แต่สิ่งที่เขามองว่าสำคัญไม่น้อยกว่าองค์ประกอบอื่นๆ คือทัศนคติและกรอบความคิดในการเติบโตไปกับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
“ผมอยากให้คนไทยได้โอกาสในการทำ S-curve ใหม่ๆ พอทำ S-curve ใหม่ๆ ผมเชื่อว่าคนไทยพร้อม ไม่งั้นเราไม่ทำดาต้าเซ็นเตอร์มานานหรอก เราเรียนรู้เร็ว เรามีศักยภาพ” ฐนสรณ์ กล่าวทิ้งท้าย



