ไทยเริ่มเห็นสัญญาณ “ฮิวแมนนอยด์” จากฐานผลิตชิ้นส่วน สู่การทดลองใช้งานจริงในภาคธุรกิจ ‘วีเอสทีฯ’ บริษัทเทคสัญชาติไทยประกาศความร่วมมือ AGIBOT จากจีน ชี้แรงหนุนจากเอไอ และระบบอัตโนมัติ ดันหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “หุ่นโชว์” สู่ “ผู้ช่วยทำงาน” โจทย์สำคัญอยู่ที่การต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิต เชื่อม AI ข้อมูล บุคลากร และการใช้งาน สร้างระบบนิเวศฮิวแมนนอยด์ไทย
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” หรือหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของโลกเทคโนโลยี หลังผู้เล่นรายใหญ่ตั้งแต่ Tesla, Figure AI, AgiBot, Unitree ไปจนถึงบริษัทเทคโนโลยีจากจีนและสหรัฐเร่งพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถเดิน หยิบจับ และทำงานร่วมกับมนุษย์ได้
แม้ภาพจำของฮิวแมนนอยด์ยังผูกติดกับการสาธิตเทคโนโลยีบนเวทีงานแสดงสินค้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กำลังเริ่มขยับจากการพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ ทั้งด้านการผลิต การพัฒนาซอฟต์แวร์ และการนำไปใช้งานจริง
‘ไทย’ ฮิวแมนนอยด์ ยังเริ่มต้น
สำหรับประเทศไทย แม้ตลาดยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่เริ่มเห็นสัญญาณการขยับตัวทั้งจากฝั่งผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้จัดจำหน่ายเทคโนโลยี และองค์กรที่กำลังศึกษาโอกาสการนำหุ่นยนต์ลักษณะดังกล่าวมาใช้งาน
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติส่งเสริมการลงทุนแก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากจีนจำนวน 5 ราย มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาทเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
การลงทุนดังกล่าวครอบคลุมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งกำลัง ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนไหว อุปกรณ์ Actuator และชิ้นส่วนโครงสร้าง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
การเข้ามาของผู้ผลิตเหล่านี้สะท้อนว่าไทยกำลังถูกมองเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ระดับโลก โดยเฉพาะจากข้อได้เปรียบด้านฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำสูงที่มีอยู่เดิม
ในอดีตไทยเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การเกิดขึ้นของฮิวแมนนอยด์อาจเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ช่วยต่อยอดศักยภาพดังกล่าวไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
มองตลาดไทยสัญญาณบวก
นายสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ใช่เพียงกระแสเทคโนโลยีระยะสั้น แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การให้บริการ และการยกระดับขีดความสามารถขององค์กรไทยในระยะยาว แม้ตลาดไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดรับเทคโนโลยีก็ตาม
เราเห็นสัญญาณของโอกาสที่ชัดเจนจากการเร่งนำ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์อัจฉริยะมาใช้เพื่อตอบโจทย์ประสิทธิภาพ คุณภาพบริการ และความต่อเนื่องทางธุรกิจในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การบริการ การศึกษา การแพทย์ ค้าปลีก และภาครัฐ
วีเอสที อีซีเอส มองว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะค่อย ๆ พัฒนาจากเครื่องมือสาธิตเทคโนโลยีไปสู่ผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้จริง และจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนองค์กรที่มี AI เป็นแกนกลางในอนาคต
ปัจจุบันแนวโน้มและเทรนด์ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีความต้องการด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งการแข่งขันในตลาดจะมุ่งเน้นไปที่ความสามารถด้าน AI, การสื่อสารกับมนุษย์ และการเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกันมากขึ้น
โดยมีเทคโนโลยีหลักอย่าง Generative AI, Voice Recognition, Cloud และ 5G เป็นตัวสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถนำมาใช้งานจริงได้มากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ งานบริการ, การแพทย์และสาธารณสุข, ธุรกิจค้าปลีก และงานอีเวนต์ต่าง ๆ
เชื่อม ‘เอไอ-ข้อมูล’ เพิ่มแต้มต่อธุรกิจ
หากมองจากความสนใจของภาคธุรกิจในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มที่เริ่มศึกษาและติดตามเทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคอุตสาหกรรม แต่เริ่มกระจายไปยังองค์กรที่มองเห็นบทบาทของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในเชิงยุทธศาสตร์
โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัยที่ต้องการสร้างองค์ความรู้ด้าน AI และ Robotics ภาคการผลิตที่มองหาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อจำกัดด้านแรงงาน
รวมถึงโรงพยาบาล ธุรกิจบริการ ค้าปลีก และองค์กรขนาดใหญ่ที่มองหาวิธีใหม่ในการให้บริการลูกค้าและสนับสนุนการปฏิบัติงานภายในองค์กร เช่น งานต้อนรับ ให้ข้อมูล สาธิตเทคโนโลยี และสนับสนุนการปฏิบัติงานภายในองค์กร
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายองค์กรเริ่มมองหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในฐานะแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมต่อกับ AI ข้อมูล และซอฟต์แวร์เฉพาะทางเพื่อสร้างรูปแบบการทำงานและบริการแบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิม มากกว่าการเป็นเพียงอุปกรณ์หรือเครื่องจักรชิ้นใหม่
จากหุ่นโชว์ สู่ผู้ช่วยทำงาน
นายสมศักดิ์ เผยว่า หลังประกาศความร่วมมือกับ AGIBOT ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากจีน บริษัทได้รับความสนใจจากลูกค้าองค์กร สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่ต้องการศึกษา ทดลอง และวางแผนใช้งานหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดไทยกำลังขยับจากช่วงการรับรู้เทคโนโลยี ไปสู่ช่วงของการประเมินเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
โดยประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ ความสามารถด้าน AI การโต้ตอบกับมนุษย์ การเชื่อมต่อกับระบบงานเดิม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้งานจริงในบริบทของประเทศไทย
ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างระบบนิเวศหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในประเทศ โดยบริษัทมุ่งทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเชื่อมโยงนวัตกรรมระดับโลกกับความต้องการขององค์กรไทย เพื่อผลักดันให้เทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะเกิดการใช้งานจริงอย่างยั่งยืนในอนาคต
สำหรับความกังวลของสังคมเรื่องผลกระทบต่อตลาดแรงงาน วีเอสที อีซีเอส ระบุว่า เข้าใจถึงความกังวลเรื่องการใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์ แต่บริษัทมองว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าการเข้ามาทดแทนมนุษย์ทั้งหมด
โดยเฉพาะในกลุ่มงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ (Routine) หรือใช้เวลานาน เพื่อช่วยให้บุคลากรสามารถโยกย้ายไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูงและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มากขึ้น อีกทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ยังช่วยสร้างโอกาสและตำแหน่งงานใหม่ ๆ ในอนาคต เช่น สายงานด้าน AI, ซอฟต์แวร์ และทีมสนับสนุนทางเทคนิค
AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ใช่เทคโนโลยีไกลตัวแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้งานเพื่อช่วยเพิ่ม Productivity และสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจในปัจจุบันได้จริง ไม่ว่าจะเป็นงานด้านบริการลูกค้า, เฮลท์แคร์, ค้าปลีก ตลอดจนสร้างกิจกรรมแบบ Interactive ภายในร้านค้าหรืองานอีเวนต์ต่าง ๆ
โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย
แม้ปัจจุบันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะยังไม่ถูกนำมาใช้งานในวงกว้างเหมือนแขนกลอุตสาหกรรมหรือระบบอัตโนมัติประเภทอื่น แต่หลายฝ่ายมองว่าเทคโนโลยีกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ ทั้งด้านต้นทุน ความปลอดภัย ความแม่นยำในการทำงาน การทำงานต่อเนื่อง และการเชื่อมต่อกับระบบงานเดิมขององค์กร
นั่นทำให้ในระยะสั้นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจยังไม่เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในวงกว้าง แต่มีแนวโน้มถูกนำไปใช้ในงานเฉพาะด้านที่ต้องอาศัยการโต้ตอบกับมนุษย์ การเคลื่อนที่ในสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาสำหรับคน หรือการทำงานที่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นมากกว่าระบบอัตโนมัติแบบเดิม
คำถามสำคัญของประเทศไทยในเวลานี้จึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ใช้งานเมื่อใด” แต่คือ “ไทยจะเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้ได้ลึกเพียงใด”
ในขณะที่ฝั่งการลงทุนเริ่มเห็นการตั้งฐานผลิตชิ้นส่วนในประเทศ และฝั่งผู้ใช้งานเริ่มเข้าสู่ช่วงทดลองและประเมินการใช้งานจริง ระบบนิเวศของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในไทยกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นทีละส่วน หากสามารถเชื่อมโยงการลงทุน การพัฒนาบุคลากร งานวิจัย AI และการใช้งานในภาคธุรกิจเข้าด้วยกันได้สำเร็จหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจกลายเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ช่วยต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิตของไทยไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่
แม้วันนี้ตลาดจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่สัญญาณที่เกิดขึ้นทั้งจากฝั่งการผลิตและผู้ใช้งานกำลังสะท้อนว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังขยับจากแนวคิดในห้องทดลองเข้าสู่การเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ภาคธุรกิจไทยเริ่มจับตาอย่างจริงจัง



