เมื่อ AI ก้าวพ้นจากการเป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงาน สู่การเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กร คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “จะใช้ AI อย่างไร” แต่คือจะปรับผู้นำ กลยุทธ์ โครงสร้างธุรกิจ และคนอย่างไรให้พร้อมกับเกมการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนไป
เวทีเสวนา AI 002 : “Leading in The Age of AI (AI Ecosystem)” จัดโดย CP-CoEX: AI Business Accelerator เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) รวบรวมมุมมองจากบิ๊กเทคคอมพานี และการศึกษา ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก AI ทั้งในมิติของการวาง AI เป็นแกนกลางของธุรกิจ การปรับกลยุทธ์และบทบาทผู้นำ การก้าวสู่ Agentic AI ไปจนถึงการพัฒนาคนให้พร้อมรับมือกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
‘ไอบีเอ็ม’ ชี้ “Day Zero” จุดตัดสินเกม AI
อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่เรียกว่า “Day Zero” ของการปฏิวัติ AI ซึ่งไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี AI แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจว่าองค์กรจะนำ AI ไปใช้เพื่อสร้างอนาคตทางธุรกิจอย่างไร
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บทสนทนาเกี่ยวกับ AI เปลี่ยนไปจากคำถามว่า AI ทำอะไรได้บ้าง มาเป็นคำถามว่าใครจะเป็นผู้ชนะ และใครจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเริ่มเห็นองค์กรจำนวนหนึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจจาก AI ได้จริง ขณะที่อีกจำนวนมากยังคงติดอยู่ในขั้นทดลองหรือโครงการนำร่อง
ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่งบประมาณ จำนวนการเชื่อมต่อระบบ หรือขนาดของโมเดล AI แต่อยู่ที่วิธีคิดขององค์กรว่าจะมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ หรือจะใช้ AI เป็นรากฐานของรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า
เขากล่าวว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “AI-First Enterprise” โดยวาง AI เป็นแกนกลางขององค์กรเพื่อสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และสร้างแหล่งรายได้หรือคุณค่าใหม่ ไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ขณะเดียวกัน AI กำลังพัฒนาจากการเป็นเพียงเครื่องมือไปสู่ “Agentic AI” หรือ “Digital Workforce” ที่สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ใช้เหตุผล เรียนรู้ และตัดสินใจได้มากขึ้น ทำให้องค์กรไม่สามารถเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวในการขับเคลื่อนธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การบริหาร “บ้านหลังเดิม” หรือธุรกิจและโมเดลการดำเนินงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ควบคู่กับการสร้าง “บ้านหลังใหม่” ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยต้องจัดสรรทรัพยากร เวลา และการลงทุนให้สมดุลระหว่างการรักษาธุรกิจเดิมและการสร้างการเติบโตในอนาคต
กติกาของโลก AI ยังอยู่ระหว่างการเขียน ผู้ที่สามารถกำหนดกติกาและปรับตัวได้ก่อน จะเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันรอบใหม่
‘Yesterday’s Playbook’ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI ทำให้แนวทางการบริหารและวางกลยุทธ์แบบเดิมไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้อง “Reimagine” แนวทางการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับบทบาทผู้นำ Operating Model และวิธีใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ
เอคเซนเชอร์ พบว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงมีจุดร่วมสำคัญ คือไม่ยึดติดกับแนวทางเดิม และสามารถเรียนรู้ ปรับเปลี่ยน และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างรูปแบบการดำเนินงานใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
ในอดีตองค์กรสามารถวางกลยุทธ์โดยอาศัยข้อมูลและแนวโน้มที่ผ่านมา จากนั้นกำหนดแผนงานและทบทวนผลเป็นรอบปี แต่ในปัจจุบันความเร็วของเทคโนโลยีและความผันผวนของธุรกิจทำให้ “Yesterday’s Playbook” หรือแนวทางที่เคยใช้ ไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป
โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าองค์กรใช้ AI หรือไม่ แต่คือองค์กรสามารถนำข้อมูลและ AI มาใช้ประกอบการตัดสินใจได้เร็วและมีประสิทธิภาพเพียงใด
สถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ทำให้การใช้ข้อมูลแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ องค์กรจำเป็นต้องนำข้อมูลแบบ Real-time มาประกอบการตัดสินใจ และต้องสามารถเรียนรู้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง
ผู้นำต้อง ‘Learn to Let Go’
เอคเซนเชอร์มองว่า กลยุทธ์ธุรกิจยุคใหม่ไม่ควรเป็นเพียงแผนงานที่จัดทำปีละครั้ง แต่ต้องเป็น “Strategy is a Loop” หรือกระบวนการที่องค์กรนำกลยุทธ์ไปทดลอง ประเมินผล เรียนรู้ และกลับมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยควรทบทวนกลยุทธ์เป็นระยะ ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบหนึ่งปี
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงบทบาทของผู้นำ เพราะองค์กรจำนวนมากยังนำ AI มาใช้ภายใต้ Operating Model เดิม ทำให้ผลลัพธ์อาจจำกัดอยู่เพียงการทำงานที่เร็วขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ได้เปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง ปฐมามองว่า ผู้นำยุค AI จึงต้องรู้จัก “Learn to Let Go” เปิดพื้นที่ให้ทีมและเทคโนโลยีทำงานร่วมกันมากขึ้น
อีกประเด็นสำคัญคือการกำหนด KPI เมื่อองค์กรนำ AI มาใช้ เพราะหากตั้งเป้าหมายผิด การนำเทคโนโลยีมาใช้ก็อาจไม่สร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการ การวัดผลจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการทำงานเร็วขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ต้องพิจารณาว่า AI สามารถช่วยเพิ่มยอดขาย ยกระดับการขายต่อเนื่อง ลดต้นทุน หรือสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจใหม่ได้หรือไม่
วันนี้ไม่อยากใช้คำว่า Transformation แต่ใช้คำว่า Reimagine หรือ Reinvention เนื่องจากผู้นำในโลก AI ไม่ควรเพียงคาดการณ์ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ต้องเลือกใช้เครื่องมือและแนวทางที่เหมาะสมเพื่อสร้างอนาคตขององค์กรด้วยตัวเอง โดยจุดเริ่มต้นสำคัญคือ “คน”
NVIDIA มองเกม AI จาก GenAI สู่ Agentic AI
ป่านแก้ว สีหาวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายขายตลาดเอ็นเตอร์ไพรซ์ บริษัท เอ็นวิเดีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาของ AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค Generative AI ที่เน้นการสร้างเนื้อหา ไปสู่ยุค Agentic AI ซึ่ง AI สามารถทำงานที่ซับซ้อนขึ้น และเข้ามาเป็นผู้ช่วยหรือคู่หูในการทำงานของมนุษย์ โดยในระยะต่อไปจะขยับไปสู่ Physical AI ที่ AI สามารถเชื่อมโยงกับโลกกายภาพและระบบจริงได้
สำหรับการนำ AI มาใช้ในองค์กร สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงความฉลาดของโมเดล แต่รวมถึงคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูลที่นำมาใช้ โดย AI ที่สร้างบนองค์ความรู้ขององค์กรจะสามารถทำงานได้เฉพาะทางมากขึ้น และสอดคล้องกับกระบวนการทำงานของแต่ละธุรกิจ
แนวทางดังกล่าวทำให้เกิด Specialized และ Optimized AI ที่สามารถให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโมเดลระดับแนวหน้า แต่มีต้นทุนที่เหมาะสมกว่า และสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของแต่ละองค์กรได้
ทั้งนี้ องค์กรต้องพิจารณาระหว่างการ “Buy” กับ “Build” โดยทั่วไปงานหรือความสามารถที่เป็นเรื่องทั่วไปสามารถเลือกซื้อโซลูชันที่มีอยู่แล้ว ขณะที่ความสามารถซึ่งเป็น Core Business หรือมีลักษณะเฉพาะขององค์กร อาจพิจารณาพัฒนาขึ้นเอง
สำหรับอินวิเดีย ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ และการพัฒนา Open Model เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปปรับใช้กับความต้องการของตัวเอง ทั้งในด้าน Agentic AI สำหรับองค์กร Physical AI และการประมวลผลที่ Edge
อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ AI ขององค์กรไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะสร้างทุกอย่างเองหรือใช้โมเดลที่มีอยู่ทั้งหมด แต่ควรพิจารณาตามความสามารถที่องค์กรต้องการ ความเชี่ยวชาญที่มี และสิ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม
3 ทักษะรับมือโลกที่ AI เปลี่ยนเร็ว
เซียวจุน จาง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง-ลิเวอร์พูล กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของ AI กำลังทำให้โลกอนาคตมีความไม่แน่นอนมากขึ้น คำถามสำคัญของการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงว่าจะสอนทักษะอะไรให้คน แต่คือจะเตรียมคนให้พร้อมรับมือกับอนาคตที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างไร
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำตอบเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามพัฒนาการของ AI ดังนั้น การศึกษาไม่ควรมุ่งสร้างคนที่มีทักษะเฉพาะด้านเพียงรูปแบบเดียว แต่ต้องพัฒนาคนที่มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถสร้างคุณค่าและทำงานร่วมกันในอนาคต
สำหรับการพัฒนาคนในยุค AI ควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ “ความหมายของชีวิต” (Meaning of Life) “ความมั่นใจในการรับมือกับความไม่แน่นอน” (Confidence to Deal with Uncertainty) และ “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” (Uniqueness)
ประการแรก : คนต้องค้นหาความหมายของชีวิต เป้าหมาย และความสนใจระยะยาวของตัวเอง เพราะไม่มีใครรู้ว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะยังทำงานแบบเดิมหรือไม่ แม้แต่ผู้สอนในมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถรู้ได้ว่างานของตัวเองจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าตัวเองมีความสนใจและคุณค่าที่ต้องการสร้างอะไร
ประการที่สอง : คือความมั่นใจในการเรียนรู้และรับมือกับความไม่แน่นอน แม้จะไม่สามารถระบุได้ว่าทักษะใดจะสำคัญที่สุดในอนาคต แต่หากคนมีความสามารถและความมั่นใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ก็จะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
ประการสุดท้าย : “Uniqueness” หรือการสร้างคุณค่าเฉพาะตัว เพราะเมื่อ AI สามารถเข้าถึงความรู้และทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ความแตกต่างของมนุษย์จะไม่ได้อยู่เพียงความเชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่จะอยู่ที่ความสามารถในการผสานความรู้และสร้างคุณค่าที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งคนอื่นหรือ AI ไม่สามารถทดแทนได้ง่าย



