การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ บอร์ด กสทช. 23/2569 ล่มเป็น ครั้งที่ 4 หลังกรรมการ กสทช. 3 ราย ได้แก่ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต , พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ุ หร่ายเจริญ , รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย เดินออกจากห้องประชุมทันทีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินเข้าร่วมประชุม
ความขัดแย้งครั้งล่าสุด เกิดขึ้นท่ามกลางข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติ และการดำรงตำแหน่ง ขณะที่ฝ่าย นพ.สรณ ยืนยันว่า ตนยังมีสถานะ และอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
“พิรงรอง” ยัน 3 กสทช. ไม่ได้เล่นเกม
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เปิดเผยภายหลังเดินออกจากห้องประชุมว่า การมาปรากฏตัวในวันนี้มีเป้าหมายเพื่อยืนยันว่า กรรมการทั้ง 3 คนยังพร้อมปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับบุคคลที่เห็นว่าไม่มีสถานะทางกฎหมายได้
เรียนตรงๆ และยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ได้เล่นเกม เรา 3 คนไม่สามารถประชุมร่วมกับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายได้ ตรงนี้เป็นหน้าที่ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เข้ามาให้ปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลต่อกระแสข่าวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งมีการนำประเด็นความขัดแย้ง และคดีความภายในสำนักงาน กสทช. มานำเสนอในลักษณะที่ทำให้สังคมเข้าใจว่า กรรมการ กสทช. ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ และอาจนำไปสู่การยุติการทำงานของ กสทช. ผ่านการออกพระราชกำหนด
เธอระบุว่า การนำเสนอประเด็นดังกล่าวต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้รอบด้าน เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่า กสทช. ทั้งองค์กรไม่สามารถทำงานได้ และไม่ควรนำปัญหาที่เกิดจากบุคคลเพียงรายเดียวมาเป็นเหตุผลในการยุติการทำงานขององค์กรทั้งหมด
ถ้าท่านจะเล่นเกมกัน เพื่อที่จะให้มีการออก พ.ร.ก.มาล้ม กสทช. ทั้งหมด ทั้งๆ ที่สาเหตุมาจากคนๆ เดียวที่ประชุมไม่ได้ ก็เห็นอยู่ เชิญให้สื่อมีวิจารณญาณ ดูเอาแล้วกันว่าสาเหตุจริงๆ มันคืออะไร
เปิดปมคดี “3 บวก 1” ถูกฟ้อง
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ยังชี้แจงถึงกรณีคดีความระหว่างกรรมการ กสทช. โดยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีการนำเรื่องการฟ้องร้องมาเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในการทำงานจนถูกมองว่าเป็นปัญหาของกรรมการทั้งชุด
เธอยืนยันว่า หากพิจารณารายละเอียดของคดีจะพบว่า กรรมการ 3 คน รวมถึงอีก 1 คน เป็นฝ่ายถูกฟ้องเป็นหลัก ขณะที่คดีที่กรรมการกลุ่มนี้เป็นฝ่ายฟ้องประธาน กสทช. มีเพียงกรณีเดียว คือ การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเกี่ยวกับการดำเนินการตามมติบอร์ดในประเด็นเงินสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 600 ล้านบาท
พวกเราถูกฟ้องทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง พวกเราเป็นผู้ถูกกระทำ
เธอยอมรับด้วยว่า บรรยากาศภายในสำนักงานตลอดช่วงที่ผ่านมาเต็มไปด้วยแรงกดดัน เป็นเหมือน "หมาตัวหนึ่ง" จนบางครั้งกรรมการบางคนรู้สึกเสมือนเป็น "กสทช. ชั้น 2" แต่ยังคงยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมา
"ธนพันธ์ุ-ศุภัช" ชี้สถานะ นพ.สรณ มีปัญหา
ด้าน พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ุ ยืนยันจุดยืนว่า นพ.สรณ หมดสภาพการเป็นกรรมการ กสทช. แล้ว ขณะที่ข้อกล่าวอ้างว่ามีวาระการประชุมค้างจำนวนมากนั้น ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น
โดยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือทักท้วงประธาน กสทช. หลายครั้ง เพื่อขอให้มีการประชุม และพิจารณาวาระที่คั่งค้าง
ขณะที่ รศ.ดร.ศุภัช กล่าวว่า หากต้องการให้การทำงานของ กสทช. เดินหน้าต่อไป ข้อเท็จจริงคือ กรรมการ กสทช. จำนวน 4 คนยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงไม่ควรปล่อยให้ความขัดแย้งด้านสถานะของบุคคลหนึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรทั้งหมด
โต้ยังมีอำนาจ จ่ออุทธรณ์ศาลปกครอง
ด้าน ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวภายหลังการประชุมล่มว่า เหตุผลที่ยังคงนัดประชุม กสทช. เนื่องจากมีเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบ ทั้งคำสั่งศาลปกครองที่ไม่รับฟ้อง และพยานหลักฐานใหม่จากมหาวิทยาลัยมหิดล แม้กรรมการบางคนจะไม่เข้าร่วมประชุมก็ตาม
สำหรับคำสั่งศาลปกครองที่ไม่รับฟ้องนั้น นพ.สรณ ระบุว่า ศาลให้เหตุผลว่า ตนไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ซึ่งในมุมของตนหมายความว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไม่มีผลต่อการดำรงตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่ และตนยังต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
นพ.สรณ ระบุว่า คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าตนสละสิทธิ์ และไม่เคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ต้น แต่ตามกฎหมาย การสละสิทธิ์ต้องเกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งขณะนั้นนายกรัฐมนตรีน่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ช่วงปลายเดือนม.ค. ขณะที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 13 เม.ย.
ดังนั้น จึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ระบุว่ามีผลทันทีไม่ถูกต้อง และขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง
เปิดหลักฐานใหม่ยันลาออกตั้งแต่ปี 65
หนึ่งในประเด็นหลักที่ นพ.สรณ นำมาโต้แย้ง คือ หนังสือตอบจากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งยืนยันว่า ได้ลาออกจากความเป็นพนักงาน และลูกจ้างของมหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2565
ส่วนช่วงวันที่ 8 ม.ค. ถึง 12 เม.ย. 2565 เป็นเพียงการประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระเฉพาะทางตามความจำเป็นในการส่งต่อผู้ป่วย ไม่ได้รับเงินโดยตรงจากมหาวิทยาลัย และมีหลักฐานการเสียภาษีประจำปี 2565 ยืนยันว่าเป็นรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่เงินเดือนหรือค่าจ้างตามมาตรา 40(1) ตามที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัย
ผมมีคำถามฝากไปยังคณะกรรมการสรรหาว่า เหตุใดจึงไม่รอหนังสือตอบจากมหาวิทยาลัยมหิดล ทำไมต้องเร่งรีบประชุมถึง 4 ครั้งภายในเวลาเพียง 37 วัน และได้ตรวจสอบเอกสารจากภาครัฐครบถ้วนหรือไม่
นพ.สรณ ยังตั้งข้อสังเกตถึงสถานะของประธานกรรมการสรรหา โดยระบุว่า ประธานกรรมการสรรหาเองน่าจะสิ้นสุดความเป็นกรรมการไปแล้ว เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2566 ซึ่งควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับการพิจารณาสถานะกรรมการ กสทช. แต่ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกนำขึ้นมาพิจารณา
“ประเวศน์” ลาออกจริง ปิดปมกระแสข่าว
สำหรับกระแสข่าวการลาออกของ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขานุการประจำตัว นพ.สรณ นั้น ประธาน กสทช. ยืนยันว่า พ.ต.อ.ประเวศน์ ยื่นหนังสือลาออกจริงตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนเหตุผลและนัยสำคัญของการลาออกต้องสอบถามเจ้าตัวโดยตรง
นพ.สรณ ยืนยันว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เผชิญแรงกดดันมาโดยตลอด แต่ยังยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดกฎหมายหรือขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง นอกจากนี้ ตนคิดว่า ตัวเองกำลังอยู่ในเกมของอำนาจที่จะมองว่าถูกกลั่นแกล้งก็ได้
แจงปม USO ไม่ได้อนุมัติเพียงคนเดียว
ส่วนกระแสข่าวว่า มีการเร่งจัดประชุมเพื่ออนุมัติงบประมาณโครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง และบริการเพื่อสังคม หรือ USO นั้น นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงว่า ประธาน กสทช. ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติโครงการเพียงคนเดียว
ทุกโครงการต้องผ่านการอนุมัติหลักการจากบอร์ด กสทช. ก่อน จากนั้นสำนักงานจะดำเนินการตรวจราคา และจัดหาผู้รับจ้างตามระเบียบ และกฎหมายด้านการเงินการคลัง เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้นจึงเสนอประธาน กสทช. ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงาน เพื่อรับทราบหรือเห็นชอบในการลงนามสัญญาจ้างตามขั้นตอน
ไม่กดดันนายกฯ แต่เตรียมส่งหลักฐานใหม่
สำหรับกรณีที่มีการจับตาว่า ปัญหาสถานะของ นพ.สรณ อาจนำไปสู่แรงกดดันต่อนายกรัฐมนตรีนั้น นพ.สรณ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และตนเคารพนายกรัฐมนตรี จึงไม่ต้องการส่งสัญญาณกดดันใด ๆ
อย่างไรก็ตาม เตรียมทำหนังสือแจ้งข้อมูล และหลักฐานใหม่ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และยืนยันว่าผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไม่ถูกต้องตามที่ตนเห็น
ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน นพ.สรณ ยืนยันว่า ยังคงทำงานเต็มเวลา และต้องปฏิบัติหน้าที่ออกใบอนุญาตตามกฎหมาย หากหยุดปฏิบัติหน้าที่อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157
ขณะเดียวกัน ยังยืนยันว่า การรับค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพแพทย์ในวันเสาร์-อาทิตย์ก่อนหน้านี้ เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และไม่ขัดหรือแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กสทช. ที่ล่มซ้ำเป็นครั้งที่ 4 จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการนับองค์ประชุม แต่กำลังสะท้อนวิกฤติเชิงโครงสร้างขององค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศ
เมื่อกรรมการแต่ละฝ่ายมีจุดยืนทางกฎหมายแตกต่างกัน และไม่สามารถนั่งร่วมโต๊ะเพื่อพิจารณาวาระสำคัญได้ ใครจะเป็นผู้ปลดล็อกสถานการณ์ และจะทำอย่างไร ไม่ให้ข้อพิพาทเรื่องสถานะของกรรมการรายหนึ่ง กลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อการทำงานของ กสทช. ทั้งองค์กร
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



