วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม 2569

Login
Login

ศาลปกครองไม่รับฟ้อง “นพ.สรณ” เปิดทางเดินหน้าทูลเกล้าฯ พ้นประธาน กสทช.

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง “ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” พร้อมจำหน่ายคดีออกจากสารบบ กรณีขอเพิกถอนคำวินิจฉัยกรรมการสรรหา กสทช. และขอทุเลาการพ้นตำแหน่ง ชี้ไม่มีเหตุระงับกระบวนการตามกฎหมาย ขณะที่ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาย้ำ นายกฯ มีหน้าที่นำความกราบบังคมทูลตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้ยื่นฟ้องคดีต่อ ศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 และขอให้ทุเลาการบังคับทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา โดยขอให้ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ ขอให้ระงับการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง โดยให้ตนปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไป และขอให้ระงับการคัดเลือกและแต่งตั้งประธาน กสทช. คนใหม่แทนตนเอง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความทันที โดยศาลมีความเห็นว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก น.พ.สรณ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 (2) แห่ง พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เป็นกรณีที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา 20 ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง 

ซึ่งความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการในส่วนนี้ มีข้อสังเกตว่า ศาลไม่ได้ระบุถึงขั้นตอนตามที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าต้องแจ้งวุฒิสภาก่อนนำความกราบบังคมทูล เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ไม่ได้กำหนดในกฎหมายแต่อย่างใด

แหล่งข่าวจากกสทช. ระบุว่า สิ่งที่น่าสังเกตุคือ ผลของคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าว ทำให้คำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ เป็นที่สุดในทางคดี ไม่มีเหตุที่ ศ.คลินิก น.พ.สรณ จะกล่าวอ้างได้อีกว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่มีผลเป็นที่สุด และคำขอต่างๆ ที่ขอต่อศาล ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ไม่ว่า การขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ การขอให้ระงับการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง

หรือแม้แต่การขอให้ระงับการคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งแทนตนเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ในกระบวนการต่างๆ จึงสามารถดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้ เนื่องจากไม่มีเหตุให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการใดๆ ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีความเห็นเกี่ยวกับการนำความกราบบังคมทูล ตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไว้แล้วว่า กสทช. เป็นกรรมการขององค์กรของรัฐที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ และสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ และกฎหมายมิได้บัญญัติให้กระบวนการที่เกี่ยวข้อง อยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ 

ดังนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจึงมีหน้าที่ต้องนำความกราบบังคมทูลพร้อมทั้งเสนอข้อมูลทั้งปวงและความเห็นประกอบพระบรมราชวินิฉัย จึงไม่มีเหตุใดที่นายกรัฐมนตรีจะไม่ดำเนินการตามความเห็นของศาลปกครองและคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกต่อไป เพื่อเร่งยุติปัญหาการชะงักชะงันในการประชุม กสทช. เนื่องจาก ศ.คลินิก น.พ.สรณ ดึงดันที่จะเข้าร่วมประชุม กสทช. ทั้งที่มีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้วว่า ตามกฎหมายถือได้ว่า ศ.คลินิก น.พ.สรณ สละสิทธิอย่างสมบูรณ์แล้ว

แหล่งข่าวจากกสทช.เปิดเผยว่า ในส่วน ศ.คลินิก น.พ.สรณ ย่อมทราบดีว่า เมื่อศาลมิได้สั่งตามคำขอให้ศาลทุเลากการบังคับทางของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ และได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความพร้อมแจ้งคำสั่งให้ตนทราบแล้ว ย่อมหมายถึงว่า ปัจจุบันคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลบังคับต่อตนเองอย่างไม่อาจโต้แย้งได้อีกต่อไป