การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ต้องล่มเป็นครั้งที่ 3 ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องสถานะของ 'นพ.สรณ' ประธาน กสทช. ส่งผลให้วาระสำคัญขององค์กรกว่า 98 วาระยังคงค้างการพิจารณา เล็งยื่นหนังสือถึงนายกฯ ช่วยปลดล็อกปัญหาสุญญากาศในองค์กร
วันนี้ (6 ส.ค.69) บรรยากาศการประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ บอร์ด กสทช. ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังการประชุมสองครั้งก่อนหน้าคือวันที่ 5 ส.ค.69 และวันที่ 27 ก.ค.69 ที่ผ่านมา ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ
โดยสาเหตุจากกรรมการ 3 คนยืนยันไม่เข้าร่วมประชุม เนื่องจากเห็นว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดสถานะทางกฎหมายภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติจากการมีตำแหน่งทับซ้อนในวันที่เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช.
เมื่อถึงเวลาประชุม 09.25 น. กรรมการทุกคนเดินทางมายังสำนักงาน กสทช. รวมถึง นพ.สรณ แต่ทันทีที่กำลังจะเริ่มประชุม กรรมการ 3 คน ได้แก่
- ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต
- นายศุภัช ศุภชลาศัย
- พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ
ได้เดินออกจากห้องประชุมทันที ขณะที่ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ยื่นใบลากิจ และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ ได้ยื่นใบลาป่วย ส่วน พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร เข้าประชุมออนไลน์ ทำให้เหลือผู้ร่วมประชุมเพียง นพ.สรณ และ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร ไม่ครบองค์ประชุมจนต้องปิดประชุมในเวลา 10.00 น.
“พิรงรอง” ย้ำร่วมประชุมเสี่ยงผิดกฎหมาย
ศ.ดร.พิรงรอง ชี้แจงว่า ไม่สามารถร่วมประชุมกับ นพ.สรณ ได้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้มีคำวินิจฉัยซึ่งถือเป็นที่สุดเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. แล้ว หากเข้าร่วมประชุมหรือลงมติ อาจทำให้มติทั้งหมดไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย และเสี่ยงต่อความรับผิดทั้งทางอาญา และทางปกครอง
สำหรับกรณีที่ นพ.สรณ ระบุว่าการยุติปฏิบัติหน้าที่อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น ศ.ดร.พิรงรอง ยกตัวอย่างกรณีของ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ซึ่งยุติปฏิบัติหน้าที่ทันทีภายหลังมีคำพิพากษา แม้จะใช้เวลานานกว่า 9 เดือนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่ปรากฏว่ามีความผิดตามมาตรา 157 และองค์กรยังสามารถเดินหน้าทำงานได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ยังระบุว่า ในอดีตเมื่อ นพ.สรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่ได้เข้าร่วมประชุม ที่ประชุมสามารถเลือกกรรมการคนอื่นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้ รวมถึงการประชุมวาระสำคัญอย่างการควบรวมกิจการโทรคมนาคมโดยไม่เกิดปัญหาทางกฎหมาย
ส่วนการลงนามประกาศหรือเอกสารราชการนั้น ศ.ดร.พิรงรอง ระบุว่า ในอดีตสมัย พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี เป็นประธาน กสทช. คณะกรรมการเคยมีมติมอบหมายให้นายนที ศุกลรัตน์ ลงนามแทนประธานได้ และศาลปกครองก็มีคำวินิจฉัยรับรองว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้ หากเป็นมติของคณะกรรมการทั้งคณะ
มีความเป็นไปได้ที่จะทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยหาทางออกให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หนังสือต้องออกจากบอร์ดที่เหลือ 6 คน
ยืนยันไม่ใช่ “วอล์กเอาต์” พร้อมกลับมาทำงาน หากกฎหมายชัดเจน
นายศุภัช กล่าวว่า การที่กรรมการบางส่วนไม่ได้เข้าร่วมประชุม ไม่ใช่การ “Walk Out” แต่เป็นการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีหลักประกันทางกฎหมาย หากเกิดความเสียหายในภายหลังจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง
เขาระบุว่า ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมมีไม่น้อยกว่า 4 คน และทุกฝ่ายพร้อมกลับมาปฏิบัติหน้าที่ทันที หากได้รับความชัดเจนทางกฎหมาย ไม่ว่าจะมาจากนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย หรือหน่วยงานที่มีอำนาจวินิจฉัย
ด้าน พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวว่า ตนได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษากฎหมายไม่ให้เข้าร่วมประชุมกับบุคคลที่อาจไม่มีสถานะทางกฎหมาย เพราะอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมและประเทศในวงกว้าง หากการตัดสินใจของ กสทช. ถูกโต้แย้งในภายหลัง พร้อมยืนยันว่าหากข้อพิพาทยังหาข้อยุติไม่ได้ ก็จำเป็นต้องให้หน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจเข้ามาวินิจฉัย
พร้อมกันนี้ ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาว่า เป็นผู้ขัดขวางการทำงานของ กสทช. โดยระบุว่า ตนเป็นผู้เรียกร้องให้เร่งพิจารณาวาระค้างสำคัญ ทั้งเรื่องทีวีดิจิทัล โรดแมปคลื่นความถี่ และวาระสำคัญอื่นๆ มาโดยตลอด และมีหลักฐานยืนยันว่าการประชุมที่ผ่านมา วาระค้างไม่ได้ลดลงเลย
“นพ.สรณ” พึ่งนายกฯ ขอความเป็นธรรมให้ตัวเอง
ภายหลังองค์ประชุมล่ม นพ.สรณ กล่าวในที่ประชุมให้บันทึกไว้ว่า ตนได้เดินทางเข้าร่วมประชุมตามหน้าที่ แต่เมื่อองค์ประชุมไม่ครบจึงจำเป็นต้องยกเลิกการประชุม และเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้าคือวันที่ 11 และ 13 ส.ค.69 นี้
จากนั้น นพ.สรณ แถลงว่า วันนี้กรรมการ 3 คนเดินทางมาถึงห้องประชุม มีการทักทายกันตามปกติ แต่ไม่เข้าร่วมประชุม ทั้งที่มีวาระสำคัญถึง 98 วาระรอการพิจารณา ซึ่งทุกอย่างควรเดินหน้าไปตามกฎหมาย และระเบียบของ กสทช.
สำหรับข้อเสนอของกรรมการ 3 คนที่ต้องการให้หารือนอกรอบก่อนประชุมนั้น นพ.สรณ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย พร้อมตั้งคำถามว่า “มีกฎหมายข้อไหนให้ไปตกลงกันก่อนประชุม เพราะการหารือนอกรอบจะเข้าข่ายการฮั้ว”
ผมได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เพื่อขอความเป็นธรรมและขอให้ช่วยหาทางออกให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าตนไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทุกประการ รวมทั้งมีหลักฐานการลาออกจากการเป็นแพทย์ และได้ส่งเอกสารต่อประธานวุฒิสภาแล้ว
เขาระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การตั้งเงื่อนไข แต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรม และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายจะสามารถเข้ามาช่วยปลดล็อกปัญหาสุญญากาศของ กสทช. เพื่อให้องค์กรกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ ไม่ปล่อยให้เกิดภาวะชะงักงันที่ส่งผลกระทบต่อการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม และผลประโยชน์ของประชาชน
ส่วนกระแสเรียกร้องให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเปิดทางให้องค์กรเดินหน้าต่อนั้น นพ.สรณ ยืนยันว่าจะไม่ลาออก โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต และยึดหลักกฎหมาย แม้ต้องเผชิญแรงกดดัน และมรสุมมาโดยตลอด
ผมเชื่อมั่นว่าตนไม่ได้กระทำผิด และขอให้กรรมการทุกคนกลับเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ กสทช. สามารถทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชนได้ต่อไป
ทั้งนี้ กสทช. เตรียมนัดประชุมบอร์ดอีกครั้งในช่วงวันที่ 11-13 สิงหาคม โดยยังต้องจับตาว่า การยื่นเรื่องถึงนายกรัฐมนตรีจะเป็นจุดเริ่มต้นของการหาทางออก และปลดล็อกภาวะสุญญากาศขององค์กรได้หรือไม่ หลังการประชุมล่มติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 และมีวาระสำคัญจำนวนมากยังรอการพิจารณา
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



