วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

Microsoft ชี้ พนักงานไทยใช้ AI ขั้นสูงแซงค่าเฉลี่ยโลก 2 เท่า แต่องค์กรยังปรับตัวไม่ทัน

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เปิดเผยผลการศึกษาจากรายงาน Work Trend Index ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นรายงานที่จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสำรวจแนวโน้มการทำงานของคนในยุคที่เทคโนโลยีเอไอเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในองค์กรทั่วโลก 

ผลการศึกษาของประเทศไทยปีนี้คือ คนทำงานในไทยมีอัตราการใช้งานเอไอในระดับสูงมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า แต่ในอีกด้านหนึ่ง องค์กรจำนวนไม่น้อยกลับยังไม่สามารถปรับกระบวนการทำงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ทัน จนเกิดสิ่งที่ไมโครซอฟท์เรียกว่า “Transformation Paradox” หรือภาวะย้อนแย้งของการทรานส์ฟอร์ม

รายงานอ้างอิงข้อมูลจาก 2 ส่วน ได้แก่ พฤติกรรมการใช้งานจริงบนแพลตฟอร์ม Microsoft 365 ของผู้ใช้งานทั่วโลก และผลสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานกว่า 20,000 คน ใน 10 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มพนักงานออฟฟิศเป็นหลัก ไม่รวมแรงงานภาคสนาม เช่น เกษตรกรหรือพนักงานในโรงงาน 

นอกจากข้อมูลระดับโลกแล้ว ไมโครซอฟท์ยังทำการสำรวจเชิงลึกเฉพาะในประเทศไทยเพิ่มเติม โดยเก็บข้อมูลจากคนทำงานไทยจำนวน 2,000 คน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพรวมของโลก และของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Microsoft ชี้ พนักงานไทยใช้ AI ขั้นสูงแซงค่าเฉลี่ยโลก 2 เท่า แต่องค์กรยังปรับตัวไม่ทัน

คนทำงานในไทยใช้เอไอขั้นสูงมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก 2 เท่า

สัดส่วนของคนทำงานไทยที่อยู่ในกลุ่ม Frontier Professionals หรือกลุ่มผู้ใช้งานเอไอในระดับสูง อยู่ที่ 32% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 16% สะท้อนว่าคนทำงานในไทยมีการนำเอไอมาใช้ในระดับลึกมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า แม้จะยังตามหลังบางประเทศในภูมิภาคอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซีย

ไมโครซอฟท์อธิบายว่า Frontier Professionals ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ใช้เอไอเพื่อช่วยประหยัดเวลาในการทำงานประจำวันเท่านั้น แต่เป็นกลุ่มที่นำเอไอเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของตนเอง

ตัวอย่างคือ วิศวกรซอฟต์แวร์ ซึ่งเดิมมีหน้าที่หลักในการเขียนโคด แต่เมื่อเครื่องมือเอไอสามารถช่วยสร้างโคดได้มากขึ้น บทบาทของวิศวกรจึงขยับไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การประสานงานกับทีมงานด้านต่างๆ มากขึ้น จนบางองค์กรเริ่มลดความสำคัญของบทบาทการเป็นผู้เขียนโคดเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลยังพบว่า คนทำงานที่ใช้เอไอในระดับที่เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานอย่างชัดเจนกว่า 80% ระบุว่า พวกเขาสามารถทำงานบางอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน สะท้อนว่าเอไอไม่ได้ถูกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ๆ 

จากเครื่องมือช่วยค้นหา สู่ผู้ช่วยวิเคราะห์ และตัดสินใจ

ไมโครซอฟท์ระบุว่า รูปแบบการใช้งานเอไอในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก จากที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือค้นหาข้อมูลหรือตอบคำถามพื้นฐาน วันนี้เอไอกลายเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ 

สถิติการใช้งาน Microsoft Copilot ทั่วโลกพบว่า 49 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้งานเป็นการนำเอไอมาช่วยวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และช่วยตัดสินใจ และในสัดส่วนนั้น 28 เปอร์เซ็นต์เป็นการใช้เอไอช่วยตัดสินใจ และแก้ปัญหาในงานที่มีความสำคัญสูง

สำหรับประเทศไทย พนักงานที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Frontier Professionals ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าเอไอช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หรือช่วยให้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ขณะที่ตัวเลขเดียวกันนี้ในระดับโลกอยู่ที่ 58 เปอร์เซ็นต์

ส่วนกลุ่ม Frontier Professionals ของไทยนั้นตัวเลขยิ่งสูงขึ้นไปอีก โดยอยู่ที่ 86 เปอร์เซ็นต์ ที่ระบุว่าเอไอช่วยให้สร้างสรรค์งานในรูปแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

ทักษะที่ยังขาด: การควบคุม คุณภาพงาน และการคิดวิเคราะห์

แม้การใช้งานเอไอในประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่รายงานก็ชี้ให้เห็นจุดที่ยังเป็นความท้าทายอย่างชัดเจนเช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องทักษะสองด้านที่ไมโครซอฟท์มองว่าสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ต้องทำงานร่วมกับเอไอ

ด้านแรกคือ ทักษะการควบคุมคุณภาพผลลัพธ์ของเอไอ ซึ่งมีความสำคัญเพราะผลลัพธ์ที่เอไอสร้างขึ้นมานั้นไม่ควรถูกเชื่อถือแบบไม่มีการตรวจสอบ แต่ควรถูกมองเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของงาน

ข้อมูลพบว่าคนทำงานไทยถึง 89 เปอร์เซ็นต์ มองว่าผลลัพธ์จากเอไอเป็นเพียงจุดเริ่มต้นสำหรับพัฒนาต่อยอด ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 86 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อถามต่อว่าคนทำงานมองว่าทักษะการควบคุมคุณภาพงานมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ กลับพบว่ามีคนทำงานไทยเพียง 53 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นด้วย ทำให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 5 จาก 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่อินโดนีเซีย และเวียดนามมีสัดส่วนสูงกว่าที่ 60 เปอร์เซ็นต์

ด้านที่สองคือ ทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ซึ่งมีความสำคัญในการตรวจสอบว่าคำตอบที่ได้จากเอไอนั้นมาจากแหล่งข้อมูลใด มีความน่าเชื่อถือเพียงใด และยังมีทางเลือกอื่นที่ควรพิจารณาหรือไม่ 

ผลสำรวจพบว่า คนทำงานไทยที่มองว่าทักษะนี้สำคัญมีเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับสุดท้ายของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ฟิลิปปินส์ซึ่งอยู่อันดับหนึ่งของภูมิภาคมีสัดส่วนสูงถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และอินโดนีเซียอยู่ที่ 62 เปอร์เซ็นต์

ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ แต่การสนับสนุนยังไม่เพียงพอ

นอกจากมิติระดับบุคคลแล้ว รายงานยังให้ความสำคัญกับปัจจัยระดับองค์กรเป็นพิเศษ โดยระบุว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร การสนับสนุนจากหัวหน้างาน และการพัฒนาทักษะบุคลากร ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำเอไอมาใช้มากกว่าปัจจัยระดับบุคคลถึง 2 เท่าตัว ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลระดับโลกที่พบว่าการนำเอไอไปปรับใช้ในระดับองค์กร 

เช่น การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งระบบ จะสร้างผลกระทบทางธุรกิจได้มากกว่าการใช้เอไอในระดับปัจเจกบุคคลถึงสองเท่าเช่นกัน

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลพบว่าคนทำงานถึง 51 เปอร์เซ็นต์ รับรู้ว่าผู้บริหารขององค์กรมีทิศทางการใช้เอไอที่ชัดเจน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่มีเพียง 26 เปอร์เซ็นต์อย่างมาก และยังสูงกว่าเวียดนามที่ 48 เปอร์เซ็นต์ และอินโดนีเซียที่ 42 เปอร์เซ็นต์ด้วย 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปถึงเรื่องการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม กลับพบว่ามีผู้บริหารไทยเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่พร้อมสนับสนุนให้พนักงานทดลองใช้แนวทางใหม่ๆ กับเอไอ แม้ผลลัพธ์จะยังไม่ประสบความสำเร็จในทันที

คนไทยกังวลว่าจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน แต่ยังใช้เอไอในกรอบเดิม

รายงานยังชี้ให้เห็นความย้อนแย้งอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ แม้คนทำงานไทยจะมีความกังวลสูงว่าตนเองจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน โดยมีสัดส่วนสูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 65 เปอร์เซ็นต์อย่างชัดเจน 

แต่เมื่อดูพฤติกรรมการใช้งานจริง กลับพบว่าคนทำงานไทยถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะนำเอไอมาใช้เพียงเพื่อสนับสนุนเป้าหมายงานเดิมที่ทำอยู่แล้ว

เช่น การช่วยสรุปเอกสารหรือช่วยจัดทำรายงานให้เร็วขึ้น มากกว่าที่จะนำเอไอมาใช้ทบทวนหรือออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด เพราะการทำเช่นนั้นให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่า ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานใหม่ยังขาดแผนงานที่ชัดเจนรองรับนวัตกรรมเกิดขึ้นในทีมงาน แต่ไม่ถูกต่อยอดเป็นทรัพย์สินขององค์กร

ประเด็นที่ไมโครซอฟท์ให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษคือ เรื่องของการจัดเก็บ และต่อยอดความรู้ที่เกิดจากการทดลองใช้เอไอของพนักงาน

ข้อมูลพบว่าหัวหน้างานไทยถึง 8 ใน 10 คน มีความเปิดกว้าง และสนับสนุนให้ทีมงานทดลองออกแบบวิธีการทำงานใหม่ด้วยเอไอ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดี แต่เมื่อดูผลลัพธ์ต่อเนื่อง กลับพบว่ามีเพียง 2 ใน 10 ทีมเท่านั้น ที่นำผลสำเร็จจากการทดลองเหล่านั้นมาบันทึก และจัดทำเป็นขั้นตอนการทำงานมาตรฐานขององค์กร ส่งผลให้แนวทางการทำงานที่ดีเหล่านี้ยังคงติดอยู่กับตัวบุคคลที่คิดค้นขึ้นมาเท่านั้น โดยไม่ถูกส่งต่อหรือต่อยอดให้กลายเป็นขีดความสามารถส่วนรวมขององค์กร

ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความพร้อมของพนักงานในระดับบุคคล กับข้อจำกัดของระบบงานในระดับองค์กรนี้เองคือ สิ่งที่รายงานฉบับนี้เรียกว่า Transformation Paradox หรือ ภาวะย้อนแย้งของการทรานส์ฟอร์ม กล่าวคือ คนทำงานมีความตื่นตัวและพร้อมทดลองใช้เอไอ แต่กระบวนการทำงานเดิมขององค์กรยังไม่มีกลไกรองรับให้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระดับบุคคลถูกขยายผลไปสู่ระดับองค์กรได้อย่างเต็มที่

ข้อเสนอแนะ 3 ระดับ เพื่อก้าวข้ามภาวะย้อนแย้ง

เพื่อช่วยให้องค์กรไทยสามารถก้าวข้ามภาวะ Transformation Paradox และก้าวสู่การเป็นสิ่งที่ไมโครซอฟท์เรียกว่า Frontier Firm หรือองค์กรที่นำเอไอมาใช้อย่างเต็มศักยภาพในทุกระดับ รายงานได้เสนอแนวทางปฏิบัติออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

ระดับพนักงาน ควรเร่งเสริมสร้างทักษะสำคัญ โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์และการควบคุมคุณภาพงาน พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้พนักงานกล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนวิธีการทำงานในชีวิตประจำวัน อันจะนำไปสู่แรงขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมที่เกิดจากระดับปฏิบัติการขึ้นสู่ระดับบน

ระดับผู้บริหาร ควรยกระดับการสร้างแรงจูงใจ โดยเปลี่ยนกระบวนการทรานส์ฟอร์มจากเพียงการทดลองทั่วไปให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาระงานจริงที่พนักงานรับผิดชอบ พร้อมทั้งจัดสรรเวลา และทรัพยากรให้เพียงพอ เพื่อให้พนักงานสามารถต่อยอดผลการทดลองอย่างเต็มที่

ระดับองค์กร ควรเรียนรู้จากพฤติกรรมการใช้งานเอไอที่เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร ทั้งจากตัวบุคลากร ลักษณะเนื้องาน และระบบงาน แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับโครงสร้าง และขั้นตอนการทำงานให้สอดรับกับรูปแบบการทำงานใหม่ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Learning System หรือระบบที่เรียนรู้ และปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงยึดหลักด้านความปลอดภัยของข้อมูล ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลเป็นพื้นฐานสำคัญ

Microsoft ชี้ พนักงานไทยใช้ AI ขั้นสูงแซงค่าเฉลี่ยโลก 2 เท่า แต่องค์กรยังปรับตัวไม่ทัน

คำกล่าวจากผู้บริหารไมโครซอฟท์ประเทศไทย

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ไมโครซอฟท์ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวว่า คนทำงานในไทยมีความพร้อม และเปิดรับในการนำเอไอมาทดลองใช้งาน ซึ่งความท้าทายสำคัญขององค์กรไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนให้พนักงานใช้เอไอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานรายวันเท่านั้น แต่เป็นการนำเอไอมาเป็นโอกาสในการทบทวน และออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งระบบ 

ผู้บริหารจึงต้องมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาว่ากระบวนการใดควรได้รับการปรับเปลี่ยน พร้อมนำเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และพนักงานเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ที่ผสานศักยภาพของคน และเอไอเข้าด้วยกัน 

เมื่อองค์กรสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ และแนวทางการทำงานที่กระจัดกระจายให้กลายเป็น Owned Intelligence หรือความสามารถเฉพาะขององค์กรได้สำเร็จ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่องค์กรอื่นไม่สามารถลอกเลียนได้ และเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

คำว่า Owned Intelligence ที่ธนวัฒน์พูดถึง หมายถึงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานจริงของพนักงานแต่ละคน ซึ่งหากถูกรวบรวม และจัดระบบอย่างเหมาะสม จะกลายเป็นความสามารถเฉพาะตัวขององค์กรที่แตกต่างจากองค์กรอื่น แม้จะใช้เครื่องมือเอไอเดียวกันก็ตาม

มุมมองจากภาคธุรกิจ: ธนาคารกสิกรไทย และเซ็นทรัลพัฒนา

ไมโครซอฟท์ยังเชิญผู้บริหารจากภาคธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การนำเอไอมาใช้จริงภายในองค์กร เพื่อสะท้อนมุมมองต่อการปรับตัวขององค์กรไทยในยุคที่เอไอกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการทำงาน

ดร.ธีรวัฒน์ อัศวโภคี รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลยุทธ์ด้านเอไอของธนาคารดำเนินควบคู่กันใน 2 มิติ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนเข้าถึงเครื่องมือเอไอแบบ Self-Service เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความคล่องตัวในการทำงาน และการพัฒนาขีดความสามารถด้านเอไอในระดับองค์กร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดการองค์ความรู้ภายใน การให้คำแนะนำอัจฉริยะ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปฏิบัติการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ทั้งของพนักงานและลูกค้า

ด้าน อครินทร์ ภูรีสิทธิ์ Chief People Officer บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า องค์กรกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับรูปแบบการทำงานในอนาคตที่มนุษย์และเอไอทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยบทบาทของพนักงานจะค่อยๆ เปลี่ยนจากผู้ปฏิบัติงานไปสู่ผู้คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจมากขึ้น 

ขณะที่เอไอจะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้คนยังคงต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์เป็นสำคัญ สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเอไอไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรควบคู่กันไปด้วย

วัฒนธรรมองค์กร และความไว้วางใจยังเป็นปัจจัยสำคัญ

นอกเหนือจากตัวเลข และสถิติต่างๆ แล้ว รายงานยังวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้องค์กรสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจากการนำเอไอมาใช้ได้จริง โดยพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้ ทดลอง และพัฒนาแนวทางการทำงานใหม่ๆ ได้โดยไม่หวาดกลัวความผิดพลาด มากกว่าวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นการควบคุมหรือตำหนิเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

รองลงมาคือ การลงทุนด้านการพัฒนาทักษะของบุคลากร และการสนับสนุนจากหัวหน้างานที่ใกล้ชิดกับทีมงานโดยตรง

รายงานระบุด้วยว่า องค์กรที่สามารถนำเอไอมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มักไม่ได้มองเอไอเป็นเครื่องมือสำหรับทดแทนพนักงานหรือเป็นเพียงช่องทางในการลดต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับการผสานเอไอเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานของคน

หรือแนวคิดที่ไมโครซอฟท์เรียกว่า AI in the flow of human innovation ซึ่งหมายถึง การใช้เอไอเป็นเครื่องมือสนับสนุนการคิด การวิเคราะห์ และการสร้างสรรค์งานของมนุษย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน มากกว่าการมองว่าเอไอ และมนุษย์เป็นคู่แข่งที่ต้องเข้ามาแทนที่

อีกประเด็นหนึ่งที่รายงานชี้ให้เห็นคือ องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์มด้วยเอไอมักใช้แนวทางแบบผสมผสานระหว่าง Bottom-up และ Top-down กล่าวคือ เปิดโอกาสให้พนักงานหน้างานทดลอง และพัฒนาวิธีการใช้เอไอด้วยตนเอง 

เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เข้าใจปัญหา กระบวนการทำงาน ความต้องการของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงต้องมีบทบาทในการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานในภาพรวมขององค์กร เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ รายงานยังเน้นย้ำว่า “ความน่าเชื่อถือ” หรือ Trust เป็นรากฐานสำคัญของการนำเอไอมาใช้ในองค์กร โดยไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการกำกับดูแลข้อมูล การกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลตามบทบาทหน้าที่ การสร้างความมั่นใจว่าผลลัพธ์ที่เอไอสร้างขึ้นอ้างอิงจากข้อมูลที่ถูกต้อง มีคุณภาพ และสามารถตรวจสอบที่มาได้ 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์