AI กำลังเปลี่ยนทั้งการดำเนินธุรกิจและภูมิทัศน์ภัยไซเบอร์ เมื่อผู้ไม่หวังดีใช้เทคโนโลยีเดียวกันเร่งความเร็วและความซับซ้อนของการโจมตี ทำให้โจทย์สำคัญขององค์กรไม่ใช่เพียงการรับมือให้ทัน แต่ต้องมองเห็นภัยคุกคามก่อนความเสียหายจะลุกลาม
ประเด็นดังกล่าวเป็นสารสำคัญที่ แคสเปอร์สกี้ นำเสนอในงาน APAC Cyber Security Weekend 2026 ภายใต้แนวคิด "When Speed Outpaces Visibility" โดยชี้ว่าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญช่องว่างสำคัญด้านการมองเห็นความเสี่ยง (Visibility Gap) ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถเคลื่อนตัวภายในระบบได้เร็วกว่าที่ฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยจะตรวจพบและตอบสนอง
เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วน ทั้งระบบไอที (IT) ระบบปฏิบัติการอุตสาหกรรม (OT) ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งผลให้ทีมรักษาความปลอดภัยต้องรับมือกับ "จุดบอด" ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วันนี้ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่การแข่งขันกับเวลาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันกับสิ่งที่มองไม่เห็น
ภัยไซเบอร์เข้าสู่ยุค AI-Native
แคสเปอร์สกี้ประเมินว่า ปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์ไซเบอร์ เมื่อภัยคุกคามก้าวเข้าสู่ยุค AI-Native อย่างเต็มรูปแบบ หมายถึงการที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการโจมตี ตั้งแต่การสร้างมัลแวร์ การค้นหาช่องโหว่ ไปจนถึงการโจมตีแบบอัตโนมัติ
เอเดรียนกล่าวว่า ขอบเขตระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกกายภาพแทบไม่เหลือเส้นแบ่งอีกต่อไป โดยแนวโน้มสำคัญที่เกิดขึ้น ได้แก่ การโจมตีที่ใช้ AI (AI-assisted attacks) การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และ OT รวมถึงการจารกรรมไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ปีที่ผ่านมา แคสเปอร์สกี้ตรวจจับและบล็อกไฟล์อันตรายใหม่เฉลี่ย 500,000 ไฟล์ต่อวัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน สะท้อนว่า AI กำลังเร่งทั้งปริมาณและความซับซ้อนของมัลแวร์
นอกจากนี้ บริษัทยังจับตา AI Agent ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กร แต่ก็เปิดพื้นที่เสี่ยงใหม่ให้ผู้โจมตี โดยปีนี้ตรวจพบมัลแวร์ที่ปลอมตัวเป็นซอฟต์แวร์ Agentic AI กว่า 15,000 ตัวอย่าง สะท้อนความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน AI ที่อาจลุกลามไปยังระบบปลายทาง
Shadow AI ความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยาก
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่แคสเปอร์สกี้จับตาคือ "Shadow AI" หรือการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI มาใช้ในองค์กรโดยไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายไอที ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการของปัญหา Shadow IT ที่ซับซ้อนและควบคุมได้ยากกว่าเดิม
พนักงานจำนวนมากนำ Generative AI และ AI Agent มาใช้ทำงานโดยองค์กรไม่ทราบ ทำให้ข้อมูลภายในอาจถูกนำเข้าสู่ระบบ AI โดยไม่มีการกำกับดูแล
‘อันตรายที่สุด’ คือไม่รู้ว่ากำลังถูกโจมตี
แคสเปอร์สกี้ประเมินว่า การโจมตีทางไซเบอร์กำลังเปลี่ยนจากการมุ่งขโมยข้อมูลหรือเรียกค่าไถ่ ไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง
แม้องค์กรจำนวนมากลงทุนด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้เพิ่มขึ้น แต่ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยี หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในระบบ
ข้อมูลของแคสเปอร์สกี้พบว่า 31% ของเหตุการณ์ที่เข้าไปตรวจสอบ ผู้ไม่หวังดีแฝงตัวอยู่ในระบบขององค์กรนานกว่า 3 เดือน ขณะที่ 52% ของเหตุการณ์รุนแรงถูกตรวจพบหลังผู้โจมตีอยู่ในระบบเกิน 90 วัน และกรณีที่ยาวนานที่สุด ผู้โจมตีแฝงตัวอยู่ในระบบนานถึง 4 ปี ก่อนถูกตรวจพบ
แคสเปอร์สกี้มองว่า ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่การถูกโจมตี แต่คือองค์กรไม่รู้ว่ากำลังถูกโจมตีอยู่
ดังนั้น Security Operations Center (SOC) จะมีบทบาทสำคัญในการลดระยะเวลาการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคาม ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถในการมองเห็น วิเคราะห์ และรับมือกับเหตุการณ์ก่อนลุกลามเป็นวิกฤติทางธุรกิจ
Visibility Gap จุดบอดที่หลายองค์กรมองข้าม
เอเดรียนตั้งคำถามว่า "คุณรู้หรือไม่ว่าองค์กรของคุณมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายทั้งหมดกี่ชิ้น"
แม้องค์กรจะทราบจำนวนคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ แต่กลับไม่สามารถระบุอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายทั้งหมด เช่น อุปกรณ์ IoT หรืออุปกรณ์อัจฉริยะอื่น ๆ ส่งผลให้เกิด "Visibility Gap" หรือจุดบอดที่ทำให้องค์กรมองไม่เห็นความเสี่ยงภายในระบบ
"คุณไม่สามารถปกป้องสิ่งที่คุณมองไม่เห็น" คือแนวคิดที่แคสเปอร์สกี้ใช้สรุปโจทย์สำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในยุค AI
จาก "ใช้ AI ป้องกัน" สู่ "ปกป้อง AI"
แคสเปอร์สกี้มองว่า อนาคตของไซเบอร์ซีเคียวริตี้คือการทำงานร่วมกันระหว่าง AI และผู้เชี่ยวชาญ แม้ AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและทำงานอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็ว แต่การตัดสินใจในเหตุการณ์สำคัญยังต้องอาศัยมนุษย์ เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจกระทบต่อธุรกิจหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
อีกประเด็นที่บริษัทให้ความสำคัญคือ AI กำลังกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญขององค์กร และจำเป็นต้องได้รับการปกป้องไม่ต่างจากระบบไอทีอื่น ๆ
องค์กรจำนวนมากกำลังเร่งใช้ AI Agent และโมเดล AI แต่การพึ่งพา Framework, Library และ Open-source Components ก็กำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะความเสี่ยงจากโค้ดอันตรายที่อาจแฝงมากับองค์ประกอบเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทาง
AI เปลี่ยนโจทย์ ‘ไซเบอร์ซีเคียวริตี้’
เอเดรียนมองว่า AI กำลังเปลี่ยนทั้งผู้โจมตีและผู้ป้องกัน แต่โจทย์สำคัญขององค์กรคือการสร้าง Visibility ให้มองเห็นสินทรัพย์ดิจิทัลและภัยคุกคามภายในระบบอย่างต่อเนื่อง
เขาระบุว่า การลงทุนด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในอนาคตจะไม่ได้วัดจากจำนวนเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่องค์กรติดตั้ง แต่จะวัดจากความสามารถในการมองเห็น วิเคราะห์ และตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง
ในบริบทดังกล่าว SOC จะมีบทบาทมากขึ้นในการตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ โดย AI จะช่วยคัดกรองข้อมูลและจัดลำดับความสำคัญของเหตุการณ์ ก่อนส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจ
บริษัทเตรียมเปิดตัวโซลูชันด้านความปลอดภัยสำหรับ AI เพื่อตรวจสอบองค์ประกอบของระบบ AI ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาไปจนถึงการใช้งาน รวมถึงการตรวจสอบ Open-source Skills และ Library ก่อนนำเข้าสู่สภาพแวดล้อมขององค์กร เพื่อลดความเสี่ยงจากซอฟต์แวร์ที่อาจมีช่องโหว่หรือถูกดัดแปลงโดยผู้ไม่หวังดี
เอเดรียนสรุปว่า ยุทธศาสตร์สำคัญขององค์กรในยุค AI คือ "Using AI to Protect" และ "Protect AI"



