ผลสำรวจล่าสุดของ แคสเปอร์สกี้ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมประเทศไทย พบว่า พฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตกำลังเปลี่ยนไป โดยผู้ตอบแบบสอบถามเกือบสามในสี่ของทั้งภูมิภาคระบุว่า "สมาร์ตโฟน" เป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) กลายเป็นอุปกรณ์รองลงมา
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เตือนว่า แม้สมาร์ตโฟนจะกลายเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บข้อมูลสำคัญของผู้ใช้มากขึ้น แต่พฤติกรรมด้านความปลอดภัยของผู้ใช้ยังพัฒนาไม่ทันกับรูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป
คนไทยใช้สมาร์ตโฟนมากกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค
ผลสำรวจระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 72% ใช้สมาร์ตโฟนเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนสูงกว่าเล็กน้อย โดย 74% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้สมาร์ตโฟนเป็นประตูหลักสู่โลกออนไลน์
การใช้งานที่เพิ่มขึ้นทำให้สมาร์ตโฟนกลายเป็นแหล่งจัดเก็บข้อมูลสำคัญหลากหลายประเภท โดยข้อมูลที่ผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจัดเก็บมากที่สุด ได้แก่
- รูปภาพและวิดีโอส่วนตัว 65%
- ข้อมูลติดต่อ 57%
- ข้อความและประวัติการแชท 50%
- เอกสารส่วนตัว เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง และเอกสารประกันภัย 49%
ผลสำรวจยังพบว่า สมาร์ตโฟนมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการทำงาน โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 47% เก็บอีเมลงาน และ 31% เก็บปฏิทินการทำงานไว้ในอุปกรณ์
นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังเก็บข้อมูลทางการเงินและข้อมูลสำคัญอื่นไว้ในสมาร์ตโฟน ได้แก่
- รายละเอียดบัญชีธนาคาร 38%
- รหัสผ่านและข้อมูลเข้าสู่ระบบ 34%
- ประวัติการสนทนากับ AI 27%
คนไทยเก็บทั้งข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการทำงาน
สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจพบว่าผู้ใช้จัดเก็บข้อมูลในสมาร์ตโฟนอย่างหลากหลาย โดยข้อมูลที่จัดเก็บมากที่สุด ได้แก่
- รูปภาพและวิดีโอส่วนตัว 63%
- ข้อมูลติดต่อและหมายเลขโทรศัพท์ 50%
- ข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดีย 44%
ขณะเดียวกัน สมาร์ตโฟนยังมีบทบาทด้านการทำงานมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยระบุว่าเก็บ
- อีเมลและข้อความที่เกี่ยวข้องกับงาน 40%
- ปฏิทินและตารางงาน 27%
- ข้อมูลการเข้าถึงระบบงาน 17%
โจทย์สำคัญคือการปกป้องข้อมูล
แอนตัน คิฟวา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า ปัจจุบันสมาร์ตโฟนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเก็บรูปภาพ รายชื่อผู้ติดต่อ หรือข้อความอีกต่อไป แต่เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับแทบทุกแง่มุมของชีวิต ทั้งข้อมูลส่วนตัว การเงิน และการทำงาน
เขาระบุว่า คำถามสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่ "ผู้ใช้จัดเก็บข้อมูลอะไรไว้ในสมาร์ตโฟน" แต่คือ "ปกป้องข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร" ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยควรมีความสำคัญไม่แพ้ข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ภายในเครื่อง
แนะ 3 แนวทางเพิ่มความปลอดภัยข้อมูลบนมือถือ
แคสเปอร์สกี้แนะนำแนวทางด้านความปลอดภัย 3 ประการสำหรับผู้ใช้สมาร์ตโฟน ได้แก่
1.) ไม่ควรเก็บข้อมูลไว้ในโทรศัพท์เพียงแห่งเดียว
แม้การเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ในสมาร์ตโฟนจะสะดวก แต่การสูญหาย ความเสียหายของอุปกรณ์ หรือการลบข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ อาจทำให้ไม่สามารถกู้คืนข้อมูลได้ หากไม่มีการสำรองข้อมูลหรือซิงก์กับบริการคลาวด์
สำหรับข้อมูลที่มีความอ่อนไหว เช่น รหัสผ่าน หมายเลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลทางการเงิน ควรจัดเก็บในระบบที่มีการป้องกันโดยเฉพาะ เช่น โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน ซึ่งรองรับการจัดเก็บข้อมูลประจำตัว ข้อมูลบัตรธนาคาร และเอกสารสำคัญ พร้อมการซิงก์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์
2.) ใช้ระบบป้องกันภัยไซเบอร์บนอุปกรณ์มือถือ
แคสเปอร์สกี้ระบุว่า ในปี 2025 บริษัทตรวจพบและบล็อกภัยคุกคามทางไซเบอร์บนเว็บในประเทศไทยได้ 10,449,120 ครั้ง หรือเฉลี่ย 28,550 ครั้งต่อวัน
บริษัทแนะนำให้ผู้ใช้ติดตั้งระบบป้องกันภัยไซเบอร์บนสมาร์ตโฟนเช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยตรวจสอบแอปพลิเคชัน ตรวจจับลิงก์อันตรายและฟิชชิงแบบเรียลไทม์ รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลและความเสียหายทางการเงิน
3.) เตรียมพร้อมรับมือกรณีโทรศัพท์สูญหาย
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ใช้เตรียมความพร้อมล่วงหน้า ได้แก่
- เปิดใช้งานบริการค้นหาตำแหน่งอุปกรณ์ และความสามารถในการลบข้อมูลจากระยะไกล
- เปิดการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถกู้คืนข้อมูลสำคัญได้
- ตั้งค่าล็อกหน้าจอทันทีเมื่อหยุดใช้งาน
- หลีกเลี่ยงการวางโทรศัพท์ไว้ในจุดที่เสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกขโมย
เตือนมือถือคือศูนย์กลางของชีวิตดิจิทัล
แอนตัน คิฟวา กล่าวว่า ผู้ใช้จำนวนมากยังประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงว่ามีข้อมูลสำคัญอยู่ในสมาร์ตโฟนมากเพียงใด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ใช้ควรทบทวนว่ามีการสำรองข้อมูลล่าสุดเมื่อใด มีแผนรับมือหากโทรศัพท์สูญหายหรือไม่ และตรวจสอบลิงก์ก่อนคลิกทุกครั้ง
ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการติดตั้งซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ แต่กลับละเลยสมาร์ตโฟน ทั้งที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานทุกวันและเก็บข้อมูลสำคัญจำนวนมาก
ด้าน เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า บทบาทของสมาร์ตโฟนเปลี่ยนจากอุปกรณ์สื่อสารมาเป็นศูนย์กลางของการจัดการชีวิตดิจิทัล ทั้งด้านการเงิน การทำงาน ความทรงจำ และการใช้งานผู้ช่วย AI
เมื่อข้อมูลหลายด้านถูกรวมไว้ในอุปกรณ์เดียว ผลกระทบจากการสูญเสียการเข้าถึงอุปกรณ์หรือการถูกละเมิดข้อมูลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ความปลอดภัยไซเบอร์บนมือถือจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องตัวอุปกรณ์ แต่เป็นการปกป้องข้อมูลดิจิทัลที่ผู้ใช้พกติดตัวอยู่ทุกวัน



