อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหม่ เมื่อการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปสู่พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยับสู่การแข่งขันด้าน "ความอัจฉริยะ" ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของห่วงโซ่อุตสาหกรรมในระยะต่อไป
นายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงาน Intelligent EV Industry CXO Forum: Driving the Future of Intelligent Mobility ภายใต้หัวข้อ "Shaping the Global EV Landscape" ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ โดย "ความอัจฉริยะ" (Intelligence) ได้กลายเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนา หลังจากทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมได้เปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถยนต์ไฟฟ้า
ปัจจุบันการแข่งขันกำลังขยับไปสู่ "Intelligence Transformation" โดยเทคโนโลยีอย่างการขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving) ห้องโดยสารอัจฉริยะ (Smart Cockpit) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายในรถ และระบบความบันเทิง กำลังเข้ามานิยามประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัย สะดวก และตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้น
เขาระบุว่า เทคโนโลยีอัจฉริยะเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้บริโภคให้หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และเปิดโอกาสการเติบโตให้กับผู้เล่นตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า
ก้าวถัดไปของ EV ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้า แต่คือการก้าวสู่ยุคของเทคโนโลยีอัจฉริยะ
ไทยมีศักยภาพ แต่ยังมีช่องว่างสำคัญ
เดวิดกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก มีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างหลายด้านที่เป็นข้อจำกัดต่อการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ขั้นต่อไป ได้แก่ การขับขี่อัตโนมัติยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย แม้ว่าทั่วโลกจะมีระยะทางการใช้งานระบบขับขี่อัตโนมัติสะสมแล้วมากกว่า 2 พันล้านกิโลเมตร และในจีนมีการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย โดยผู้ใช้เดินทางด้วยระบบดังกล่าวเฉลี่ยมากกว่า 1,200 กิโลเมตรต่อวัน
ขณะเดียวกัน การเข้าถึงระบบ AI สั่งงานด้วยเสียงภายในรถยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ศักยภาพของ Smart Cockpit ยังไม่ถูกใช้งานอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการค้นหาสถานีชาร์จผ่านระบบนำทางบนทางหลวงและพื้นที่ชานเมือง ทำให้ผู้ใช้จำนวนหนึ่งยังมีความกังวลเรื่องการชาร์จระหว่างเดินทาง
5G พร้อม แต่ระบบเชื่อมต่อยังไม่สมบูรณ์
แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐาน 5G ครอบคลุมมากที่สุดในภูมิภาค โดยครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 95% และครอบคลุมประชากรราว 99% แต่ระบบเครือข่ายภายในรถยนต์ยังพัฒนาไม่ทัน
ผู้ใช้งานจำนวนมากยังต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านฮอตสปอตจากโทรศัพท์มือถือ ขณะที่บริการดิจิทัลและแพลตฟอร์มหลัก เช่น AIS Play, TrueID, YouTube และ Netflix ยังไม่ได้รับการบูรณาการเข้ากับระบบภายในรถอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้หน้าจออัจฉริยะภายในรถยังทำหน้าที่ไม่แตกต่างจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือ
เขากล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความอัจฉริยะไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ให้บริการเครือข่าย ซัพพลายเออร์ ผู้พัฒนาเนื้อหา และผู้ให้บริการสถานีชาร์จ
การแข่งขัน EV ระลอกใหม่ก้าวสู่ยุคความอัจฉริยะ
เขากล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์โลกมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ระลอก
ระลอกแรก คือการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปสู่รถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้ผลิตมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ กำลังการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน
ส่วนระลอกที่สอง เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เป็นการแข่งขันด้านความอัจฉริยะของยานยนต์ โดย AI การขับขี่อัตโนมัติ คลาวด์คอมพิวติ้ง การเชื่อมต่อยานยนต์ และบิ๊กดาต้าได้กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในการสร้างนวัตกรรมของอุตสาหกรรม
ยานยนต์สมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่กำลังพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มการเดินทางอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกัน
เทคโนโลยี เช่น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ห้องโดยสารอัจฉริยะ บริการเชื่อมต่อ และการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA ช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผู้บริโภคยอมรับเทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้น ความเต็มใจในการจ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่แก่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ซัพพลายเออร์ ผู้ให้บริการเครือข่าย ผู้สร้างเนื้อหา และผู้ให้บริการสถานีชาร์จ
ไทยมีโอกาสก้าวสู่ฮับ Intelligent EV
ในฐานะ 1 ใน 10 ประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ไทยมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ซึ่งหัวเว่ยมองว่าเป็นจุดแข็งสำคัญในการต่อยอดสู่ศูนย์กลาง Intelligent EV ของภูมิภาค
เมื่อประกอบกับนโยบาย Thailand 4.0 และ Thailand Digital Blueprint 2030 ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการลงทุนด้านอุตสาหกรรม จะช่วยให้ประเทศไทยไม่เพียงรักษาสถานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของอาเซียน แต่ยังสามารถพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้าน Intelligent EV ของภูมิภาคได้
อย่างไรก็ดี การสร้างระบบนิเวศ Intelligent EV ไม่สามารถเกิดขึ้นจากผู้เล่นรายใดรายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ให้บริการแผนที่และระบบนำทาง ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ ผู้พัฒนาโซลูชัน AI และสมาคมอุตสาหกรรม
เดวิดกล่าวว่า หัวเว่ยมีเป้าหมายเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ทรัพยากร และแนวทางความร่วมมือ ลดข้อจำกัดระหว่างภาคอุตสาหกรรม และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Intelligent EV ของประเทศไทย
ขณะเดียวกันสร้างระบบนิเวศที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานอุตสาหกรรม Intelligent EV ระดับโลก โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยสร้างระบบการเดินทางที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ และสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของไทย


