รายงาน Data Streaming ประจำปี 2569 ของ Confluent ซึ่งสำรวจผู้นำด้านไอที 4,625 คนทั่วโลก พบว่า 72% มองว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรที่ไม่สามารถรองรับข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายการใช้งานเอไอ, 66% มีปัญหาในการตรวจสอบแหล่งที่มา ความสดใหม่ และคุณภาพของข้อมูล และ 65% พบว่าข้อมูลขององค์กรถูกเก็บแยกกันอยู่ตามระบบต่างๆ จนไม่มีใครมองเห็นภาพรวมทั้งหมด
ปัญหาเหล่านี้กำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น เมื่อองค์กรไม่ได้ต้องการให้เอไอแค่ตอบคำถามหรือช่วยสร้างข้อความ แต่ต้องการให้เอไอเข้าไปช่วยทำงานจริง
หนึ่งในแนวโน้มที่กำลังได้รับความสนใจคือ Agentic AI หรือเอไอที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถาม แต่สามารถรับเป้าหมายที่มนุษย์กำหนดไว้ แล้วดำเนินงานต่อเป็นขั้นตอน เชื่อมต่อกับระบบต่าง ๆ และจัดการงานบางส่วนได้ด้วยตัวเอง
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทต้องการให้ระบบช่วยจัดการคำขอของลูกค้า เอไออาจต้องอ่านข้อมูลจากระบบลูกค้า ตรวจสอบประวัติการใช้งาน ค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลอื่น แล้วจึงเสนอคำตอบหรือดำเนินการบางอย่างต่อ
งานลักษณะนี้ทำให้เอไอต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่ง และต้องใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากพอ หากข้อมูลไม่พร้อม ระบบก็อาจตัดสินใจจากข้อมูลที่เก่าหรือไม่ครบถ้วน
ผลสำรวจพบว่า 66% ของผู้นำไอทีทั่วโลกมองว่าปัญหาด้านข้อมูลและระบบพื้นฐานเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำเอเจนต์มาใช้งาน ขณะที่มีเพียง 32% ที่ระบุว่าองค์กรของตนนำเอเจนต์ไปใช้ในกระบวนการทำงานแล้ว จึงเกิดคำถามว่า ในวันที่องค์กรกำลังเร่งนำเอไอมาใช้ สิ่งที่ต้องลงทุนเพิ่มอาจไม่ใช่แค่ตัวเอไอ แต่เป็นระบบที่ทำให้เอไอเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา
ไทยเจออุปสรรคสูงสุด แต่กลับใช้เอเจนต์ได้เร็ว
สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจของ Confluent ให้ภาพที่น่าสนใจ เพราะแม้ผู้นำไอทีไทยจะเผชิญปัญหาด้านข้อมูลและระบบในสัดส่วนสูงที่สุดในการสำรวจ แต่การนำเอไอรูปแบบใหม่มาใช้งานกลับเดินหน้าไปค่อนข้างเร็ว
84% ของผู้นำไอทีในไทยระบุว่าองค์กรของตนเผชิญอุปสรรคสำคัญอย่างน้อย 3 ประการในการนำเอไอมาใช้ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจ
ปัญหาอันดับแรกคือ โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่รองรับข้อมูลแบบเรียลไทม์ 83% รองลงมาคือไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา ความสดใหม่ และคุณภาพของข้อมูลได้อย่างชัดเจน 80% และข้อมูลถูกจัดเก็บแยกกันในหลายระบบจนขาดผู้ดูแลภาพรวม 79%
แต่ในอีกด้านหนึ่ง 39% ขององค์กรไทยระบุว่าได้นำเอเจนต์มาใช้ในระบบการทำงานแล้ว เทียบกับ 32% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั่วโลก ตัวเลขนี้สะท้อนภาพสองด้านของการใช้เอไอในไทย ด้านหนึ่งองค์กรกำลังเดินหน้าใช้เทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังต้องแก้ปัญหาพื้นฐานเรื่องข้อมูลและระบบที่เอไอต้องพึ่งพา เพราะยิ่งเอไอถูกนำไปใช้กับงานที่ซับซ้อนมากขึ้น ปัญหาเรื่องข้อมูลก็ยิ่งมีโอกาสปรากฏชัดขึ้นตามไปด้วย
คนไทยเชื่อข้อมูลเรียลไทม์ช่วยให้เอไอคุ้มค่าขึ้น
จากผลสำรวจ 97% ของผู้นำไอทีไทยเชื่อว่า Data Streaming จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์จากการลงทุนด้านเอไอ และช่วยให้องค์กรนำเอไอไปใช้งานได้เร็วขึ้น
ขณะที่ 93% จัดให้ Data Streaming เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กร สูงกว่าสัดส่วน 91% ที่ให้ความสำคัญกับเอไอและ Machine Learning
ในภาพรวมทั่วโลก 88% ของผู้นำไอทีมองว่า Data Streaming ช่วยให้องค์กรมีความพร้อมมากขึ้นในการนำเอเจนต์มาใช้ 94% เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มหรือมีแนวโน้มช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนด้านเอไอ และ 90% มองว่าจะช่วยให้การนำเอไอไปใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สิ่งที่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนคือ เมื่อองค์กรเริ่มก้าวข้ามช่วงทดลองใช้เอไอ และต้องการให้เอไอเข้ามาทำงานจริง ข้อมูลจึงกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
Confluent ชี้ อุปสรรคเอไอไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ข้อมูล
ชอน โคลวส์ (Shaun Clowes) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Confluent กล่าวว่า องค์กรจำนวนมากอาจมองว่าการลงทุนด้านเอไอเป็นเรื่องของการซื้อเทคโนโลยีหรือพัฒนาโมเดล แต่ในความเป็นจริง ความพร้อมของข้อมูลเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของระบบ
“ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของเอไอในองค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ระดับการลงทุน แต่เป็นความพร้อมของข้อมูล เนื่องจากเอไอต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง สดใหม่และมีบริบทประกอบการตัดสินใจ ปัจจุบันองค์กรจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดจากข้อมูลที่แยกส่วน ระบบประมวลผลแบบ Batch และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่รองรับการทำงานแบบเรียลไทม์อย่างเต็มประสิทธิภาพ”
โคลวส์กล่าวว่า ปัญหาจะยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อองค์กรเริ่มนำเอไอออกจากห้องทดลองไปสู่กระบวนการทำงานจริง เพราะระบบเอไอต้องเชื่อมต่อกับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
“เมื่อองค์กรเริ่มนำเอไอจากขั้นทดลองไปสู่การใช้งานจริงในกระบวนการธุรกิจ ความท้าทายด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานจะชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากโมเดลเอไอจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับระบบและข้อมูลที่สะท้อนสถานการณ์จริงของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง องค์กรชั้นนำในปัจจุบันจึงไม่ได้ลงทุนในเอไอเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างฐานด้านข้อมูลที่จำเป็นในการรองรับระบบ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการต่อยอดการลงทุนด้านเอไอให้สร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ก่อนซื้อเอไอเพิ่ม องค์กรอาจต้องกลับมาดูข้อมูลของตัวเอง
ผลสำรวจของ Confluent ยังสะท้อนว่า การลงทุนด้านเอไอกำลังทำให้บริษัทหันกลับมามองระบบข้อมูลของตัวเองมากขึ้น
88% ของผู้นำไอทีทั่วโลกจัดให้ Data Streaming เป็นหนึ่งในเรื่องที่องค์กรให้ความสำคัญ ขณะที่ 82% ให้ความสำคัญกับเอไอและ Machine Learning
ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าองค์กรลดความสำคัญของเอไอ แต่สะท้อนว่า เมื่อเอไอเริ่มถูกนำไปใช้งานจริง บริษัทต้องเตรียมสิ่งที่อยู่เบื้องหลังให้พร้อมด้วย
หากข้อมูลของบริษัทอยู่กระจัดกระจายหลายระบบ ไม่รู้ว่าข้อมูลมาจากไหน หรือไม่สามารถนำข้อมูลล่าสุดเข้าสู่ระบบได้ทันเวลา ต่อให้มีเอไอที่เก่งเพียงใด ก็อาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้
ในทางกลับกัน หากข้อมูลถูกจัดการอย่างเป็นระบบและสามารถนำไปใช้ได้ทันเวลา เอไอก็มีโอกาสทำงานได้ตรงกับสถานการณ์จริงมากขึ้น
สำหรับไทย ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะตัวเลขจากผลสำรวจสะท้อนว่าองค์กรไทยกำลังเดินหน้าใช้เอไออย่างรวดเร็ว ขณะที่ปัญหาพื้นฐานด้านข้อมูลยังคงอยู่ในระดับสูง
ดังนั้น ในช่วงที่หลายองค์กรกำลังพูดถึงการนำเอไอมาใช้ สิ่งที่ต้องถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะซื้อเอไออะไร” หรือ “จะใช้เอไอทำอะไร” แต่รวมถึงคำถามว่า “ข้อมูลของเราพร้อมให้เอไอใช้งานแล้วหรือยัง”
เพราะเมื่อเอไอไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทดลอง แต่กำลังถูกนำเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานจริง ความพร้อมของข้อมูลก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความพร้อมในการใช้เอไอไปโดยปริยาย


