ท่ามกลางพายุความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน บทสนทนาธรรมดา ๆ ระหว่างผู้นำองค์กรกับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ กลับซ่อนนัยสำคัญที่สะท้อนไปถึงภาพใหญ่ของเศรษฐกิจระดับโลกรวมถึงประเทศไทยอย่างน่าสนใจ
เมื่อคำถามของผู้นำองค์กรที่ตั้งกับคนรุ่นใหม่ถึง “การมีคุณสมบัติของ ทาเลนท์” มาบรรจบกับคำถามเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลกจาก WEF ที่ว่า “ประเทศและองค์กรจะเอาตัวรอดอย่างไรในยุค AI”
แม้จะเป็นสองคำถามที่เริ่มจากคนละจุด แต่กลับชี้ไปสู่ “คำตอบเดียวกัน” ว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ "คน" และกระบวนทัศน์ที่ไม่หยุดเรียนรู้ต่างหากคือหัวใจสำคัญ
กรุงเทพธุรกิจ ชวนอ่านมุมมองของ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่จะพาไปเจาะลึก 4 ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลก พร้อมร่วมสำรวจว่าวันนี้ ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยังที่จะลุกขึ้นมานิยาม “ความเชี่ยวชาญ” ครั้งใหม่ ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง
ซิกเว่ เบรกเก้ : เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับเยาวชนกลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พวกเขาสมัครเข้ามาใน Hope Club กิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผมและคนรุ่นใหม่หลากหลายหัวข้ออย่างเปิดกว้าง ทั้งเรื่องความเปลี่ยนแปลง โอกาส และอนาคตอันใกล้
ผมเปิดประเด็นด้วยคำถามที่ชวนคิดที่ว่า "คุณคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติของ 'ทาเลนท์' ไหม?"
บรรยากาศในห้องเข้าสู่ความเงียบงันสักพัก และก่อนที่ใครจะทันได้ตอบ มีน้องผู้ร่วมอภิปรายคนหนึ่งยกมือพร้อมกันตั้งคำถามกลับมาว่า "แล้วนิยามคำว่า 'ทาเลนท์' ในมุมมองของคุณคืออะไร?”
คำถามของเขาทำให้บทสนทนาเปลี่ยนทิศ จากที่ผมเป็นฝ่ายรอคำตอบ กลายเป็นการทบทวนร่วมกัน มันไม่ใช่แค่คำถามถึงความหมายที่แท้จริงของทาเเลนท์เท่านั้น แต่มันยังชวนทุกคนคิดต่อถึงพัฒนาการด้านความหมายของคำคำนี้กำลังถูกเขียนใหม่เร็วเพียงใด ในโลกที่ไม่เคยหยุดรอใคร และจากคำตอบของพวกเขา มันยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า โลกกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ และมันได้เกิดขึ้นแล้ว
“ฉันไม่ได้มองว่าฉันคือ ทาเลนท์หรืออะไร ฉันมองแค่ว่า ฉันมาเพื่อเรียนรู้ เพื่อการตอบสนองความต้องการเพื่อการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน ... ผมคิดว่า เมื่อใดก็ตามที่ผมเดินเข้าไปในห้องหรือที่ใดที่หนึ่ง แล้วผมรู้สึกว่าผมเก่งที่สุด นั่นแสดงว่าผมกำลังอยู่ผิดห้อง ... ดิฉันมองว่า ทาเลนท์คือคนที่หมั่นเติมน้ำใส่แก้ว ไม่เป็นน้ำล้นแก้ว”
คำตอบของพวกเขาเป็นมากกว่าคำอธิบาย เพราะมันได้สะท้อนถึงนัยยะที่สำคัญกว่า นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณค่าของสังคมสมัยใหม่ ในอดีต ตอนที่ผมอายุเท่าพวกเขา ผลการเรียนที่ดี ชื่อของสถานศึกษาในฝันที่ฝ่าฟันต่อสู้เพื่อให้ได้เข้าเรียน ตำแหน่งงานที่มั่นคง สิ่งเหล่านี้เป็นหมุดหมายที่้สังคมเคยใช้นิยามของเติบใหญ่ แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องชี้วัดถึงเรื่องราวความพยายาม ความมุ่งมั่น ความตัั้งใจของคนหนึ่งๆ ในอดีต แต่มันไม่ได้บอกว่า เขาจะยังเขียนเรื่องเหล่านั้นต่อ
และนั่น ทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนภาพถ่ายของช่วงเวลาหนึ่งๆ ในอดีต ทำหน้าที่บอกเล่าว่าคุณเคยทำอะไรสำเร็จบ้างเมื่อวานนี้ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านั้น ไม่ได้บอกอะไรเราเลยว่าคุณจะทำอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมจริงของโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและควบคุมได้ยาก
ตลอดกว่า 30 ปีที่ในฐานะผู้นำที่นำพาองค์กรฝ่าฟันสมรภูมิธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงต่อเวลา บทเรียนข้อหนึ่งที่ตกผลึกได้จากประสบการณ์การบริหารคือ การที่เราเชื่อว่าเราเก่งแล้ว เราสำเร็จแล้ว แล้วหยุดที่จะเรียนรู้ นั่นคือ กับดักที่อันตรายที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า ทาเลนท์ มันคือ ภาพลวงตาว่าตนเองมาถึงจุดหมายแล้ว (The illusion of arrival) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่พร้อมจะรับมือเสียอีก
มากกว่าเรื่องเทคโนโลยี คือการ ‘สร้างคน’
สำหรับทรู คอร์ปอเรชั่น เผชิญกับความท้าทายนี้เช่นกัน และเรากำลังเดินหน้ารับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมีกลยุทธ์ โดยกำหนดเป้าหมายพื้นฐานด้วยการเป็นองค์กร "AI First" ภายในปี 2571 พันธกิจที่ว่านี้ ไม่ใช่เพื่อนำ AI มาแทนที่คน แต่เพื่อติด “อาวุธ” ให้คนของเรา
โดยสิ่งที่เน้นย้ำไม่ใช่ใบเกียรติบัตร แต่คือเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ความมั่นใจในการใช้งาน รวมถึงความสามารถในบริหารจัดการ พัฒนางานของตัวเองให้มีประสิทธิภาพโดยมี AI เป็นผู้ช่วย
เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างวิศวกร AI แต่คือการสร้างบุคลากรที่ไม่กลัวอนาคต และมองเห็น AI เป็นเครื่องผ่อนแรง เพิ่มขีดความสามารถในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอัตราเร่ง ไม่ใช่มหันตภัยที่คุกคามชีวิตการทำงาน การปรับเปลี่ยนกระบวนคิด (Mindset shift) คือสิ่งเดียวกับที่เยาวชนเหล่านี้แสดงให้เห็น แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ใช้ศัพท์แสงทางเทคโนโลยีที่หรูหราก็ตาม
4 ฉากทัศน์ จุดตัดเศรษฐกิจบนโลก AI
สิ่งที่ได้จากบทสนทนากับพวกเขา ทำให้ผมนึกถึงรายงานชิ้นหนึ่งของ World Economic Forum ที่ตีพิมพ์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในหัวข้อ Four Futures for the New Economy: Geoeconomics and Technology in 2030 ที่ศึกษา วิเคราะห์ความเป็นไปได้ถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและโครงสร้างเศรษฐกิจของโลก
โดยสามารถแบ่งลักษณการณ์เศรษฐกิจได้เป็น 4 ฉากทัศน์ ภายใต้แรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังฉุดรั้งและผลักดันทุกระบบเศรษฐกิจในขณะนี้ นั่นคือ เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical stability) และความเร็วในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Technology adoption)
ฉากทัศน์แรกคือ Digitalized Order โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นกลับมาสู่การเติบโต ขยายขอบเขตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ทว่า ฉากทัศน์นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกกลับมามีเสถียรภาพ และการใช้ประโยชน์จาก AI เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
แม้ฉากทัศน์ที่ให้มุมมองที่สดใสขึ้น ปัญหาผ่อนคลายลง พร้อมก้าวสู่ทิศทางบวก ทว่า การใช้ประโยชน์จาก AI จะต้องเกิดขึ้นแบบทั่วถึงและเท่าเทียม มิเช่นนั้น ความเหลื่อมล้ำจากการใช้ AI จะนำมาสู่ความท้าทายใหม่ๆ ตามมาอย่างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (Wage polarization) และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง
ในทางกลับกัน ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นคือ Geotech Spheres เป็นสถานการณ์ที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความชะงักงัน ห่วงโซ่อุปทานแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กเผชิญกับความเสี่ยงอย่างโดดเดี่ยว ประชากรจะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีน้อยลง แม้มันจะได้รับการพัฒนา มีความก้าวหน้ามากเพียงใดก็ตาม ที่สำคัญ ประเทศที่ล้มเหลวในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรของตนเอง จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด
ขณะที่อีกสองฉากทัศน์ที่เหลืออย่าง Cautious Stability และ Tech-based Survival คือภาพสะท้อนของโลกที่พวกเราหลายคนกำลังเผชิญอยู่จริงๆ ในปัจจุบัน นั่นคือ การกระจายความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียม กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก
ทั้งนี้ WEF ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่เรียกว่า ทำแล้วไม่เสียใจภายหลัง" (No-regret strategies) ซึ่งได้วิเคราะห์ผ่าใจกลางความสำคัญทั้ง 4 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ โดยกลยุทธ์นี้ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 1.สร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบราชการ 2.ลงทุนในความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน 3.สร้างขีดความสามารถในการมองการณ์ไกล และ 4.ผสานการลงทุนด้านเทคโนโลยีร่วมกับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างสอดประสานกัน
คำถามที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้
เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นจริง ความได้เปรียบทางการแข่งขันจาก AI และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดการลงทุนของโลก นัยยะจากเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเราโดยตรง
ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นจึงไปไกลกว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยจะกำหนดอนาคตของตัวเองอย่างไรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือจะทำหน้าที่เพียงตั้งรับรอให้กลไกการแข่งขันกำหนดชะตา
จะเห็นได้ว่า แม้จุดตั้งต้นทางวาทกรรมที่อยู่ในบทสนทนา Hope Club และรายงานของ WEF จะต่างกัน แต่คำตอบที่ได้กลับชี้ไปที่ประเด็นเดียวกัน เช่นเดียวกัน น้องที่ถามผมถึงนิยามของทาเลนท์ ผมว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่มองข้ามไป นั่นคือ ‘นิยาม’ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดเป้าหมาย เห็นลักษณะ วิธีการ และภาพแห่งอนาคตที่ตรงกัน
นี่คือคำถามที่ผมอยากจะทิ้งท้ายไว้ให้พวกเราทุกคนได้ขบคิดร่วมกันครับ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังนำพาตัวเองผ่าน 4 ฉากทัศน์แห่งอนาคตนี้ พวกเราเชื่อว่าคำว่า "ทาเลนท์" สำหรับประเทศนี้แท้จริงแล้วหมายถึงอะไร และวันนี้เราได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทาเลนท์เหล่านั้นได้เติบโตและเบ่งบานแล้วหรือยัง?


