ยุโรปมีสตาร์ตอัประดับ “ยูนิคอร์น” รายใหม่ โดยบริษัทดังกล่าวคือ Humanoid ผู้พัฒนาหุ่นยนต์จากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระดมทุนรอบ Series A ได้ 152 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุนอยู่ที่ 1,350 ล้านดอลลาร์
การระดมทุนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 ปีหลังการก่อตั้งบริษัท และเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังขยายตัว โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาหุ่นยนต์ประเภทนี้ถูกพูดถึงมากในสหรัฐและจีน ขณะที่ยุโรปเริ่มมีบริษัทและเงินลงทุนเข้ามาในตลาดมากขึ้น
บริษัททำข้อตกลงกับ Schaeffler บริษัทอุตสาหกรรมจากเยอรมนี เพื่อจัดหาหุ่นยนต์จำนวน 1,000 ตัว ขณะที่ Bosch เข้ามาสนับสนุนด้านการผลิต ซึ่งจะช่วยให้ Humanoid มีศักยภาพผลิตหุ่นยนต์ได้มากถึง 100,000 ตัวภายใน 5 ปี
Humanoid พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น HMND 01 สำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม แต่เลือกใช้ล้อในการเคลื่อนที่แทนการเดินด้วยสองขา โดยบริษัทมองว่ารูปแบบดังกล่าวเหมาะกับการนำไปใช้ในโรงงาน คลังสินค้า และงานโลจิสติกส์
อาร์เทม โซโคลอฟ (Artem Sokolov) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Humanoid กล่าวว่า “ในเวลาเพียง 2 ปี เราเติบโตจากแนวคิดตั้งต้นจนกลายเป็นบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายแรกของยุโรปที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้ร่วมมือกับบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก และมีโครงการพัฒนาที่กำลังเดินหน้าอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เราทำสำเร็จภายในเวลาอันสั้นเช่นนี้ โดยปกติแล้วอาจต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี”
โซโคลอฟระบุว่า ความเร็วในการพัฒนาบริษัทเกิดขึ้นได้จากทีมงานที่มีประสบการณ์ โดย Humanoid จ้างบุคลากรมากกว่า 50 คนจากบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ชั้นนำ เช่น Boston Dynamics, Sanctuary AI, Apptronik และ 1X
โซติริออส สตาซิโนปูลอส (Sotirios Stasinopoulos) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Humanoid กล่าวว่า ทีมงานสามารถนำบทเรียนจากบริษัทเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเรียนรู้ทุกอย่างจากศูนย์
เงินทุนรอบ Series A ทำให้ Humanoid มีเงินทุนสะสมทั้งหมด 270 ล้านดอลลาร์ โดย Prime Movers Lab เป็นผู้นำการลงทุน พร้อมด้วยกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีอย่าง Schaeffler และ Bosch ซึ่งทั้งสองรายนี้เป็นทั้งนักลงทุนและลูกค้าของ Humanoid ไปพร้อมกัน รวมถึง Fubon Financial Holding Venture Capital จากไต้หวัน
นอกจากนี้ยังมี Aglaé Ventures ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของตระกูล Arnault ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Moet Hennessy Louis Vuitton (LVMH) กลุ่มบริษัทข้ามชาติสัญชาติฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Louis Vuitton, Fendi และ Bvlgari เข้าร่วมลงทุนในรอบนี้ด้วย
จากตลาดที่มีสหรัฐ-จีนเป็นตัวหลัก ยุโรปเริ่มมีผู้เล่นเพิ่มขึ้น
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่องราวความก้าวหน้าของหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์มักถูกเล่าผ่านสองประเทศหลักเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ จีน และสหรัฐ ยกตัวอย่างเช่น Figure AI บริษัทจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 39 พันล้านดอลลาร์ ส่วนบริษัท Tesla ก็กำลังปรับปรุงสายการผลิตเพื่อรองรับหุ่นยนต์ Optimus ของตนเอง
ขณะที่ในประเทศจีน บริษัท Unitree เพิ่งจะเคลียร์เส้นทางสู่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ หลังจากส่งมอบหุ่นยนต์ไปแล้วมากกว่า 5,500 ตัวในปีที่ผ่านมา ขณะที่คู่แข่งรายอื่นๆ ในจีนอย่าง AgiBot และ LimX ก็สามารถระดมทุนได้ในระดับหลักร้อยล้านดอลลาร์ต่อรอบเช่นกัน
จากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่บริษัทด้านหุ่นยนต์ทั่วโลกในปี 2569 นี้ ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 56 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเกือบสองเท่าของยอดรวมในปีที่แล้ว เม็ดเงินส่วนใหญ่อย่างท่วมท้นยังคงกระจุกตัวอยู่ในสองประเทศดังกล่าวเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เมื่อ Humanoid เข้าร่วมวงกับบริษัท Neura Robotics ซึ่งเพิ่งระดมทุนได้ถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมิถุนายน รวมถึงบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รายอื่นๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Agile Robots, Oversonic จากอิตาลี และ Pal Robots จากสเปน ก็ทำให้เห็นได้ว่าขณะนี้ยุโรปกำลังมีแรงส่งที่สำคัญในอุตสาหกรรมนี้
Humanoid ระบุว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงสำคัญของระบบนิเวศเทคโนโลยีในยุโรป และมองว่าสหราชอาณาจักรและยุโรปภาคพื้นทวีปมีศักยภาพในการสร้างและขยายบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
เซีย ฮูค (Zia Huque) หุ้นส่วนผู้จัดการของไพรม์ มูฟเวอร์ส แล็บ กล่าวว่า เขาคาดว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะค่อยๆ รวมตัวกันอยู่รอบบริษัทผู้นำตลาดเพียงไม่กี่รายในสหรัฐ ยุโรป และจีน
ทำไม Humanoid เลือกใช้ ‘ล้อ’ แทนขาสองข้าง
จุดที่ทำให้ Humanoid แตกต่างจากบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รายอื่นๆ รวมถึงบริษัทเพื่อนบ้านในยุโรปที่พัฒนาหุ่นยนต์สองขาก็คือ Humanoid เลือกพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ล้อ แทนการเดินด้วยขาสองข้าง
สตาซิโนปูลอส กล่าวว่า ในภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 85-90% สามารถใช้หุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยล้อได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้หุ่นยนต์สองขาที่เดินเหมือนมนุษย์ เนื่องจากหุ่นยนต์แบบใช้ล้อใช้พลังงานน้อยกว่า และสามารถเคลื่อนที่ไปทำงานในพื้นที่อุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การใช้ล้อยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย เพราะปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐาน ISO ที่กำหนดขึ้นมารองรับหุ่นยนต์สองขาสำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ความเสี่ยงคือ หุ่นยนต์สองขาอาจเสียสมดุลและล้มลงระหว่างการทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเมื่อนำหุ่นยนต์ไปทำงานร่วมกับคนในโรงงานหรือสถานประกอบการ
“ตอนนี้ยังไม่มีมาตรฐาน ISO ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีหุ่นยนต์สองขาสำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม เพราะหุ่นยนต์สามารถล้มลงได้ทุกเมื่อ” สตาซิโนปูลอส กล่าว
เจฟฟ์ เบิร์นสไตน์ (Jeff Burnstein) จากสมาคมเพื่อความก้าวหน้าด้านระบบอัตโนมัติในสหรัฐ ซึ่งทำงานในอุตสาหกรรมนี้มานานกว่า 40 ปี ก็ระบุในทิศทางเดียวกันว่า ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบสองขาโดยเฉพาะ
ในทางกลับกัน หุ่นยนต์ที่ใช้ล้อสามารถอ้างอิงมาตรฐานที่มีอยู่แล้วได้ ทั้งมาตรฐานสำหรับหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ หรือ AMR และมาตรฐานสำหรับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ทำงานร่วมกับมนุษย์
Humanoid คาดว่า HMND 01 จะสามารถผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรป สำหรับจำหน่ายในยุโรปได้ภายในปี 2570 บริษัทกำลังพัฒนาหุ่นยนต์แบบมีขาด้วยเช่นกัน แต่ในเวลานี้ยังให้ความสำคัญกับรุ่นที่ใช้ล้อมากกว่า
จาก 9 โครงการทดลอง สู่การนำหุ่นยนต์ไปทำงานจริง
Humanoid ระบุว่า บริษัทได้ดำเนินโครงการพิสูจน์แนวคิดไปแล้ว 9 โครงการ ครอบคลุมภาคโลจิสติกส์ การผลิต และการค้าปลีก ในช่วงปีที่ผ่านมา และมีโครงการที่ 10 กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ พร้อมทั้งมีแผนที่จะเริ่มโครงการนำร่องเชิงพาณิชย์ระยะยาว 3-6 เดือน ณ สถานที่ของลูกค้า โดยจะเริ่มในช่วงปลายปีนี้ ด้วยการใช้หุ่นยนต์รุ่น Beta ที่กำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ประกาศความร่วมมือกับ SAP, Nvidia, Bosch และ Siemens รวมถึงข้อตกลงขนาดใหญ่กับ Schaeffler เพื่อส่งมอบหุ่นยนต์จำนวนหลายพันตัวในอนาคต
“เงินทุนก้อนนี้ทำให้เรามีทรัพยากรมากพอที่จะเดินหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น และเปลี่ยนหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์จากเทคโนโลยีที่เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ให้กลายเป็นเครื่องมือภาคอุตสาหกรรมที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน” โซโคลอฟ กล่าว
ระบบเอไอ 4 ชั้น ควบคุมหุ่นยนต์หลายตัวให้ทำงานร่วมกัน
นอกเหนือจากตัวฮาร์ดแวร์ของหุ่นยนต์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ Humanoid นำเสนอคือระบบซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทมีชื่อว่า KinetIQ ซึ่งถูกออกแบบให้มีโครงสร้างเป็น 4 ชั้นซ้อนกัน
ชั้นบนสุดคือ ระบบประสานงานฝูงหุ่นยนต์แบบอัตโนมัติ ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลงานจากระบบบริหารจัดการคลังสินค้า หรือระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรของลูกค้า แล้วกระจายงานไปยังหุ่นยนต์ที่มีอยู่ โดยพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้ง ระดับพลังงานที่ชาร์จไว้ และความสามารถในปัจจุบันของหุ่นยนต์แต่ละตัว เนื่องจากส่วนมือจับของหุ่นยนต์สามารถถอดเปลี่ยนได้
ชั้นถัดลงมาเป็นแบบจำลองภาษาเชิงภาพที่เป็นเทคโนโลยีสำเร็จรูปทั่วไป ทำหน้าที่แตกงานแต่ละชิ้นออกเป็นขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
ชั้นถัดมาเป็นแบบจำลองที่ Humanoid พัฒนาขึ้นเองโดยเฉพาะ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานในแต่ละขั้นตอนย่อย และชั้นสุดท้ายคือระบบควบคุมการเคลื่อนไหวทั้งร่างกายที่ควบคุมการเคลื่อนไหวจริงของหุ่นยนต์
เป้าหมายของการออกแบบระบบนี้คือ การสร้างฝูงหุ่นยนต์ที่ทำงานประสานสอดคล้องกัน ไม่ใช่เครื่องจักรเดี่ยวๆ ที่ต้องบริหารจัดการทีละตัว
ด้วยระบบสมอง 4 ชั้นนี้ที่ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ ทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานได้ด้วยความเร็วประมาณ 80% ของความเร็วมนุษย์ในบางประเภทงาน โดย Humanoid คาดหวังว่าจะสามารถเข้าใกล้และในที่สุดก็จะเหนือกว่าความเร็วของมนุษย์ได้
มุ่งสู่การเป็นเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมที่ใช้งานได้จริง
แม้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะยังไปไม่ถึงจุดนั้นอย่างสมบูรณ์ในขณะนี้ แต่ Humanoid มองเห็นว่าในอนาคตอันใกล้ หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์จะกลายเป็นเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง
เคลาส์ โรเซนเฟลด์ (Klaus Rosenfeld) ซีอีโอของ Schaeffler กล่าวว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงแนวคิดหรือเทคโนโลยีแห่งอนาคต กำลังเข้าใกล้การนำมาใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น บริษัทกำลังสนับสนุนหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพและน่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้
ด้าน Bosch ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรและนักลงทุนของ Humanoid ก็มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน โดย มาทิอัส พิลลิน (Mathias Pillin) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Robert Bosch GmbH กล่าวว่า บริษัทเห็นโอกาสการเติบโตอย่างมากในธุรกิจหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดย Bosch จะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรด้านการผลิตให้กับ Humanoid พร้อมให้คำปรึกษาและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ทั้งการออกแบบฮาร์ดแวร์ กระบวนการผลิต และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับ Humanoid เป้าหมายต่อไปคือการพิสูจน์ว่าหุ่นยนต์สามารถทำงานในสถานที่จริงได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถผลิตได้ในจำนวนมากพอที่จะนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม
ขณะที่ในภาพรวม ยุโรปเริ่มมีทั้งบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ได้รับเงินลงทุนระดับพันล้านดอลลาร์ และบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่เข้ามาสนับสนุนทั้งเงินทุน ความเชี่ยวชาญด้านการผลิต และการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง
ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จึงกำลังเข้าสู่ช่วงที่ไม่ได้มีเพียงการพัฒนาหุ่นยนต์ให้เดินหรือเคลื่อนไหวได้เหมือนมนุษย์ แต่บริษัทต่างๆ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า หุ่นยนต์สามารถทำงานจริง ผลิตได้ในจำนวนมาก และทำงานร่วมกับมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างปลอดภัย


