เสียงสะท้อนจากผู้ทดลองใช้งานกลุ่มแรกเริ่มเผยภาพชัดของโครงการ TH-AI Passport ว่าเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเข้าถึง ปัญญาประดิษฐ์ AI ของคนไทย ด้วยการรวมโมเดลชั้นนำไว้บนแพลตฟอร์มเดียว พร้อมระบบเรียนรู้ และกลไกจ่ายแบบ Pay per Active User ที่เน้นความคุ้มค่า
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้เร่งอุดช่องโหว่ด้าน PDPA พัฒนา AI Agent ให้ทันโลก และใช้ข้อมูลเชิงนโยบายอย่างสมดุล เพื่อผลักดันให้โครงการก้าวจาก "โครงการแจกสิทธิ AI" สู่ "โครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ด้าน AI ของประเทศ"
หลังจากโครงการ TH AI Passport เปิดทดลองใช้งาน ในวงจำกัด (Whitelist) ก่อนเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานกลุ่มแรกเริ่มเผยให้เห็นภาพของแพลตฟอร์มอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านศักยภาพของระบบ ประสบการณ์ใช้งานจริง ตลอดจนข้อเสนอแนะที่ควรเร่งปรับปรุงก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ
แม้โครงการจะตกเป็นที่จับตาจากสังคมในหลายประเด็น แต่ผู้ทดลองใช้งานหลายรายมีความเห็นสอดคล้องกันว่า หากแยก “คุณภาพของระบบ” ออกจาก “ประเด็นการจัดซื้อจัดจ้าง” จะพบว่าแพลตฟอร์มมีศักยภาพค่อนข้างสูง และอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลักดันการใช้ AI ของประเทศไทย หากสามารถพัฒนาต่อเนื่อง และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริง
หนึ่งในนั้นคือ ธนารัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DomeCloud ซึ่งได้รับสิทธิ์ทดลองใช้งานในช่วงแรก โดยระบุว่า ปัจจุบันยังมีผู้ทดลองใช้งานที่ออกมาแบ่งปันประสบการณ์ต่อสาธารณะไม่มากนัก จึงเตรียมเปิดพื้นที่ที่ร้าน Open Craft ให้ผู้สนใจ รวมถึงสื่อมวลชน เข้ามาทดลองใช้งานระบบจริง เพื่อให้เห็นศักยภาพของแพลตฟอร์มก่อนเปิดใช้งานทั่วประเทศ
จุดที่น่าสนใจของ TH-AI Passport คือ ความคุ้มค่าของโมเดล AI และเครื่องมือที่ประชาชนได้รับ เมื่อเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยของโครงการ
ธนารัตน์ประเมินว่า หากคำนวณจากงบประมาณส่วนบริการ AI จำนวน 1,500 ล้านบาท และมีผู้ใช้งานตามเป้าหมาย 5 ล้านคน ต้นทุนจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อคนต่อปี หรือเพียง 25 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงโมเดลระดับ Pro รวมถึงเครื่องมือสร้างภาพ และวิดีโอซึ่งตามปกติมีต้นทุนการใช้งานค่อนข้างสูง
โดยยกตัวอย่างการสร้างวิดีโอความละเอียด 720p ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 10 บาทต่อวินาที หากผู้ใช้แต่ละคนสร้างวิดีโอเพียงไม่กี่วินาที มูลค่าการใช้งานก็อาจสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ย 25 บาทต่อคนต่อเดือนได้แล้ว สะท้อนให้เห็นว่า หากประชาชนใช้ฟังก์ชันขั้นสูงอย่างจริงจัง ประโยชน์ที่ได้รับจากแพลตฟอร์มอาจมีมูลค่าสูงกว่างบประมาณเฉลี่ยต่อผู้ใช้อย่างมีนัยสำคัญ
จากการทดลอง ธนารัตน์ ยังไม่พบเงื่อนไขที่บังคับให้ผู้ใช้กลับไปเรียนหลังส่งคำสั่งเพียง 5–6 ครั้งตามที่เคยมีการตั้งข้อสังเกต โดยสามารถใช้งานระบบได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Gemini 3.1 Pro ซึ่งภายในระบบระบุว่า สามารถใช้งานได้ไม่จำกัด ทั้งยังรองรับ Context Window ขนาด 1 ล้านโทเคน ซึ่งเป็นความสามารถที่ปกติไม่ได้เปิดให้ใช้ฟรีทั่วไป
จ่อเปิดลงทะเบียนต้นเดือนหน้า ตั้ง War Room รับทุกข้อเสนอแนะ
จากการพูดคุยกับทีมพัฒนา ผู้ทดลองใช้งานเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า แม้รายละเอียดหลายส่วนยังไม่ถือเป็นข้อสรุปสุดท้าย แต่มีแนวโน้มว่าโครงการจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้เร็วที่สุดในช่วงต้นเดือนหน้า
ขณะเดียวกัน ทีมงานได้จัดตั้ง War Room เพื่อติดตามปัญหา และข้อเสนอแนะจากผู้ทดลองใช้งานแบบวันต่อวัน ก่อนนำไปปรับปรุงระบบให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ การปรับรูปแบบการเบิกจ่ายงบประมาณจากเดิม ไปสู่ Pay per Active User หรือจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง ซึ่งถูกมองว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินภาครัฐ และสะท้อนผลลัพธ์ของโครงการได้ดีกว่าการนับเพียงจำนวนผู้ลงทะเบียน
เบื้องต้น นิยามของ Active User คือ ผู้ที่เข้าใช้งานอย่างน้อย 1 ครั้ง และมีคะแนนการเรียนรู้ (EXP) มากกว่า 100 คะแนน โดยคะแนนสามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเรียนหลักสูตรเดิมซ้ำทุกเดือน
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเปิด Dashboard สาธารณะ แสดงจำนวนผู้ใช้งานจริง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามผลการดำเนินงาน และการใช้งบประมาณได้อย่างโปร่งใส
จุดแข็ง เข้าถึง AI ระดับโลก ลดกำแพงค่าใช้จ่าย
สำหรับด้านศักยภาพของแพลตฟอร์ม ธนารัตน์ มองว่า จุดแข็งสำคัญของ TH-AI Passport คือ การเปิดให้ประชาชนเข้าถึงโมเดล AI ระดับสูงจากหลายผู้พัฒนา ผ่านบัญชีเดียว
หนึ่งในโมเดลที่สร้างความสนใจคือ Gemini 3 Flash ซึ่งรองรับ Context ได้สูงถึงประมาณ 1 ล้านโทเคน และสร้างผลลัพธ์ได้สูงสุด 65,536 โทเคน เหมาะสำหรับงานที่ต้องใช้ AI อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโปรแกรม การสร้าง AI Agent หรือการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่
แม้ Google จะเปิดให้ใช้งานฟรีบางส่วน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนครั้งในการใช้งาน (Rate Limit) ขณะที่ TH-AI Passport มีแนวทางเปิดให้ใช้งานได้ต่อเนื่อง พร้อมเปิดใช้ความสามารถด้าน Reasoning ระดับสูง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ใช้งานที่ต้องพึ่งพา AI เป็นเครื่องมือทำงาน
หากแพลตฟอร์มเปิดให้ใช้งานได้ตามแผน จะช่วยให้ประชาชน นักศึกษา นักพัฒนา และผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับมืออาชีพได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสมัครบริการหลายแพลตฟอร์มด้วยตนเอง
นักพัฒนาลองเจาะระบบ ยังไม่พบช่องโหว่สำคัญ
นอกจากการทดสอบความสามารถของโมเดล AI แล้ว ธนารัตน์ เปิดเผยว่า หลังจบงานเปิดทดลองใช้งาน ยังมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์และสมาชิกจากสมาคมโปรแกรมเมอร์จำนวนหนึ่งเข้าร่วมตรวจสอบระบบผ่าน Developer Console เพื่อดูการรับส่งข้อมูลระหว่างหน้าเว็บไซต์กับเซิร์ฟเวอร์
ผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า โครงสร้างของแพลตฟอร์มถูกออกแบบค่อนข้างรัดกุม โดยเฉพาะระบบ e-Learning ซึ่งมีการออกแบบ API ให้บันทึกทุกกิจกรรมของผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม การรับชมวิดีโอ หรือการทำกิจกรรมต่างๆ พร้อมกำหนด Unique ID ให้กับทุกองค์ประกอบ ทำให้การดัดแปลงหรือสร้างโปรแกรมเพื่อโกงระบบทำได้ยากกว่าระบบเรียนออนไลน์ทั่วไป
ระบบเรียนออนไลน์ ป้องกันการโกงหลายชั้น
ทีมทดสอบยังทดลองใช้วิธีที่มักพบในระบบ e-Learning ทั่วไป เช่น การเรียก API เพื่อแจ้งว่ารับชมวิดีโอครบแล้ว หรือพยายามข้ามช่วงเวลาของวิดีโอผ่านคำสั่งของเบราว์เซอร์
แต่จากการทดสอบพบว่า ระบบของ TH-AI Passport มีการส่งข้อมูล Heartbeat กลับไปยังเซิร์ฟเวอร์เป็นระยะ พร้อมตรวจสอบเวลาการรับชมจริง หากข้อมูลไม่สอดคล้องกัน ระบบจะไม่ยอมรับการบันทึก
นอกจากนี้ ยังมีการทดลองปรับความเร็ววิดีโอให้เกินกว่าที่ระบบกำหนดผ่านโค้ดของเบราว์เซอร์ แต่พบว่าระบบล็อกค่าความเร็วไว้ ทำให้ไม่สามารถข้ามเงื่อนไขเพื่อปลดล็อกการใช้งาน AI ได้
ธนารัตน์ มองว่า แม้จะยังไม่ได้ตรวจสอบทุกองค์ประกอบของระบบ แต่จากมุมมองของนักพัฒนา ถือว่าทีมงานออกแบบระบบป้องกันการทุจริตไว้ค่อนข้างดี และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบช่องโหว่สำคัญที่สามารถใช้หลีกเลี่ยงเงื่อนไขการเรียนได้
ไม่ใช่แค่รวม AI แต่ต้องพัฒนาเป็น Agentic Platform
อีกหนึ่งเสียงสะท้อนมาจาก ปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ร่วมก่อตั้ง Sanook.com และ Kapook.com และรองผู้อำนวยการ Thai PBS ด้านพัฒนาองค์กร ซึ่งมองว่า จุดแข็งสำคัญของ TH-AI Passport คือ การรวมโมเดล AI ชั้นนำจากหลายค่ายไว้ในแพลตฟอร์มเดียว พร้อมอินเทอร์เฟซภาษาไทยที่ใช้งานง่าย รองรับทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ การสร้างโคด วิเคราะห์ข้อมูล และอัปโหลดเอกสาร
การกำหนดใน TOR ให้ผู้ให้บริการต้องนำโมเดลที่ติดอันดับ Benchmark ระดับโลกมาให้บริการอย่างน้อย 2 โมเดล ถือเป็นการออกแบบที่รอบคอบ เพราะตลอดอายุสัญญา 1 ปี เทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การไม่ระบุชื่อโมเดลตายตัว เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ได้ตลอดเวลา
จากการทดลอง ยังพบโมเดลระดับพรีเมียม เช่น Claude Opus 4.8 และ Seedance 2.0 ซึ่งปกติผู้ใช้งานทั่วไปต้องเสียค่าบริการรายเดือนจึงจะเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม เขามองว่า จุดที่ควรพัฒนาต่อไม่ใช่ตัวโมเดล แต่คือ Harness หรือระบบที่ครอบโมเดล AI อีกชั้นหนึ่ง
ปัจจุบัน ความสามารถด้าน AI Agent ตาม TOR ยังอยู่ในระดับการสร้าง Custom AI Agent ที่เน้นการกำหนดคำสั่ง และขอบเขตการทำงาน แต่ยังไม่ครอบคลุมความสามารถยุคใหม่ เช่น Connector, Tool Calling, MCP, Deep Research, Browser, Computer Use, Long-term Memory หรือ Workflow แบบ End-to-End
แม้จะเข้าใจได้ว่า TOR ถูกจัดทำในช่วงที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่าน แต่ในช่วงเวลาที่เหลือของสัญญา แพลตฟอร์มควรมี Product Roadmap ที่ชัดเจน เพื่อค่อยๆ พัฒนาไปสู่ Agentic Platform ที่ตอบโจทย์การทำงานจริง มากกว่าการเป็นเพียงศูนย์รวมโมเดล AI หลายค่าย
Dashboard อาจเป็นมรดกสำคัญของโครงการ
ปรเมศวร์ ยังมองว่า อีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีคุณค่ามากแต่ยังถูกพูดถึงไม่มาก คือ ระบบ Dashboard วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งาน และการประเมินทักษะก่อน-หลังเรียน
เขาเห็นว่า ความสำเร็จของโครงการระดับประเทศไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้ลงทะเบียน 5 ล้านคน แต่ควรวัดว่าผู้ใช้กลับมาใช้งานต่อเนื่องหรือไม่ ทักษะเพิ่มขึ้นเพียงใด และสามารถนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพหรือสร้างรายได้จริงหรือไม่
หากนำข้อมูลเชิงสถิติมาใช้ในระดับภาพรวม จะช่วยตอบคำถามเชิงนโยบายได้ว่า คนไทยใช้ AI กับงานประเภทใด กลุ่มอาชีพใดต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม จังหวัดใดมีศักยภาพสูง หรือผู้ใช้งานติดขัดในขั้นตอนใด
ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ TH-AI Passport ก้าวจากโครงการแจกสิทธิใช้งาน AI ไปสู่ Learning Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ AI ของประเทศ
จุดที่ยังต้องเร่งอุด คือ PDPA และความเป็นส่วนตัว
แม้จะประเมินภาพรวมของระบบในเชิงบวก แต่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า ประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุงก่อนเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ คือการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ธนารัตน์ ระบุว่า ได้เสนอให้ทีมพัฒนาแยกหน้าขอความยินยอม (Consent) ออกจากกันอย่างชัดเจน ระหว่างการประมวลผลข้อมูลที่จำเป็นต่อการให้บริการ กับการนำข้อมูลไปใช้เพื่อพัฒนาระบบ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกยินยอมเฉพาะส่วนที่จำเป็น และปฏิเสธการนำข้อมูลไปใช้เพิ่มเติมได้โดยไม่กระทบสิทธิในการใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของกฎหมาย PDPA
ขณะเดียวกัน Privacy Notice ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ควรปรับปรุงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งานตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ
ด้านปรเมศวร์เสริมว่า ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน AI ถือเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน การนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์เชิงนโยบายจึงควรอยู่ภายใต้หลัก Data Minimization การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน การกำหนดระยะเวลาเก็บข้อมูล และการทำข้อมูลให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ (Anonymization)
เขามองว่า หากสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “ประโยชน์ของข้อมูล” กับ “สิทธิความเป็นส่วนตัว” ได้ โครงการนี้จะมีคุณค่ามากกว่าการแจกสิทธิใช้งาน AI เพราะจะช่วยให้ประเทศไทยเข้าใจพฤติกรรมการใช้ AI ของคนไทย และสามารถกำหนดนโยบายพัฒนาทักษะดิจิทัลได้อย่างแม่นยำในระยะยาว
ผู้ทดลองใช้งานทั้งสองรายย้ำตรงกันว่า ข้อเสนอแนะทั้งหมดเป็นเพียงฟีดแบ็กจากการใช้งานจริง เพื่อให้ทีมพัฒนานำไปปรับปรุงก่อนเปิดให้บริการแก่ประชาชน และไม่ควรนำไปปะปนกับประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ
หากข้อเสนอแนะเหล่านี้ได้รับการตอบสนอง ทั้งการยกระดับความสามารถของแพลตฟอร์ม การกำหนด Roadmap ที่สอดรับกับวิวัฒนาการของ AI และการยกระดับมาตรฐานด้าน PDPA โครงการ TH-AI Passport ก็มีโอกาสก้าวจากแพลตฟอร์มรวมโมเดล AI ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยยกระดับศักยภาพคนไทย และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


