วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'Agentic AI' เขย่าโมเดล SaaS สั่นคลอนตลาดซอฟต์แวร์องค์กร 2.34 แสนล้านดอลลาร์

การ์ทเนอร์ รายงานว่า Agentic AI กำลังส่งผลกระทบต่อโมเดลรายได้ของตลาดซอฟต์แวร์องค์กร โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ในรูปแบบ Software-as-a-Service (SaaS) ผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Agentic Arbitrage

การ์ทเนอร์ ประเมินว่า เม็ดเงินการใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันองค์กรมูลค่า 234,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในช่วงปัจจุบันจนถึงปี 2573 และภายในปีนั้น เม็ดเงินดังกล่าวจะคิดเป็นประมาณ 20%ของการใช้จ่ายซอฟต์แวร์องค์กรแบบ SaaS ทั้งหมด

Agentic Arbitrage เปลี่ยนวิธีใช้ซอฟต์แวร์องค์กร

การ์ทเนอร์ อธิบายว่า Agentic Arbitrage จะเกิดขึ้นเมื่อ AI Agents สามารถดำเนินงานข้ามหลายระบบได้สำเร็จโดยอัตโนมัติ ลดความจำเป็นที่ผู้ใช้งานต้องสลับใช้งานซอฟต์แวร์หลายหน้าจอด้วยตนเอง

จอร์จ บร็อคเคิลเฮิรสท์ รองประธานฝ่ายบริหารของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า Agentic AI กำลังเปลี่ยนหลักเศรษฐศาสตร์ของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เนื่องจากระบบ Agentic สามารถส่งมอบผลลัพธ์ของงานได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการใช้งานผ่าน User Interface ที่ซับซ้อนเหมือนเดิม ส่งผลให้ความเชื่อมโยงระหว่างการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานกับการเติบโตของรายได้ของผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เริ่มลดลง

การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และจะส่งผลต่อแนวทางการพัฒนา การกำหนดราคา และการใช้งานซอฟต์แวร์ในอนาคต

พร้อมนิยามว่าเป็น "Saaspocalypse" หรือการเปลี่ยนผ่านของตลาด SaaS จากรูปแบบเดิม แม้จะไม่ใช่การล่มสลายของตลาด แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสให้กับผู้เล่นเดิมและผู้เล่นรายใหม่

'Agentic AI' เขย่าโมเดล SaaS สั่นคลอนตลาดซอฟต์แวร์องค์กร 2.34 แสนล้านดอลลาร์

ผู้ซื้อองค์กรหันจาก "ฟีเจอร์" สู่ "ผลลัพธ์"

การ์ทเนอร์ ระบุว่า ความคาดหวังของลูกค้าองค์กรกำลังเปลี่ยนจากการเลือกซื้อเครื่องมือหรือแดชบอร์ดใหม่ ไปสู่การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางธุรกิจมากขึ้น

บร็อคเคิลเฮิรสท์ กล่าวว่า การเพิ่มฟีเจอร์ AI อย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มต้นทุนมากกว่าสร้างคุณค่า หากระบบไม่สามารถจดจำข้อมูลเชิงลึกขององค์กรและบริบทของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการบางรายเริ่มนำเสนอโซลูชัน Agentic ที่สามารถดำเนินกระบวนการทำงานแบบครบวงจร ประสานงานข้ามหลายระบบ รวมถึงจัดเก็บบริบทและองค์ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า เพื่อสนับสนุนผลลัพธ์ทางธุรกิจและผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) แม้ในระยะนี้ยังต้องอาศัยการกำกับดูแลจากผู้ให้บริการอย่างใกล้ชิด

เมื่อองค์กรนำ Agentic AI มาใช้อย่างแพร่หลาย User Interface จะไม่ใช่ปัจจัยสร้างความแตกต่างอีกต่อไป ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของ SaaS แบบเดิมอาจถูกแย่งชิงโดยทั้งผู้เล่นเดิมที่ปรับตัวได้เร็ว และผู้ให้บริการรายใหม่ที่พัฒนา Horizontal Agentic Platforms ซึ่งสามารถรวบรวม จัดการ และประสานการทำงานของ AI Agents หลายตัวได้อัตโนมัติ

โมเดลคิดค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้เผชิญแรงกดดัน

การ์ทเนอร์ ระบุว่า ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการสร้างมูลค่าผ่านการใช้งานหน้าจอ (Interface-Based Value) ไปสู่การสร้างมูลค่าจากผลลัพธ์ (Outcome-Based Value)

แนวทางดังกล่าวรวมถึงการฝังความสามารถของ Agentic AI เข้าไปในกระบวนการทำงานของผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาบทบาทในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และพัฒนาระบบที่สามารถจัดเก็บความรู้และบริบทของลูกค้าได้ ไม่ใช่เพียงการเก็บข้อมูลดิบ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อผู้ให้บริการที่ยังยึดโมเดลการคิดค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้ (Seat-License) และพึ่งพาแดชบอร์ดแบบเดิม ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสสร้างรายได้ให้กับผู้ให้บริการที่ลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการเพื่อรองรับการทำงานผ่าน Agentic AI

เปิดทาง AI-Native และผู้ให้บริการระบบ

การ์ทเนอร์มองว่า สตาร์ทอัป AI-Native และผู้ให้บริการระบบ (Service Providers) มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบ Agentic เชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการส่งมอบผลลัพธ์ที่วัดผลได้แทนการขายฟีเจอร์

ผู้ให้บริการกลุ่มนี้ไม่เพียงมีโอกาสเข้าถึงเม็ดเงินใช้จ่ายเดิมในตลาดซอฟต์แวร์องค์กร แต่ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากงบลงทุนใหม่ที่เกิดจากผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่สูงขึ้นอีกด้วย