ตามการรายงานของบลูมเบิร์ก ญี่ปุ่นลงทุนครั้งใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ด้วยแผนจัดซื้อชิปประมวลผล Rubin รุ่นใหม่ของอินวิเดีย (Nvidia) จำนวน 27,500 ตัว เพื่อพัฒนาโมเดลเอไอพื้นฐาน สำหรับหุ่นยนต์ที่พัฒนาโดยประเทศญี่ปุ่นเอง พร้อมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่รองรับการฝึกโมเดล ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท โนเอตรา (Noetra) ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สร้าง เอไออธิปไตย (Sovereign AI) หรือการพัฒนาเอไอที่ประเทศสามารถควบคุมเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาโมเดลได้ด้วยตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงทางเทคโนโลยีของญี่ปุ่นในระยะยาว
รัฐบาลญี่ปุ่นจัดสรรงบประมาณให้โนเอตรา จำนวน 387,300 ล้านเยน หรือประมาณ 2.4 พันล้านดอลลาร์ สำหรับใช้ดำเนินโครงการจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า โดยบริษัทจะรับผิดชอบทั้งการพัฒนาโมเดลเอไอและการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับฝึกโมเดล
หน้าที่ของโนเอตราไม่ได้มีแค่การจัดซื้อชิปเท่านั้น แต่ยังต้องรับผิดชอบสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อรองรับการประมวลผลของโครงการทั้งหมดด้วย โดยมีบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมรายใหญ่ของญี่ปุ่นหลายสิบแห่งเข้าร่วมช่วยเหลือทั้งในด้านการจัดตั้งและการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แบงก์ (SoftBank), พรีเฟอร์เรด เน็ตเวิร์กส์ (Preferred Networks) ซึ่งมีโตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor) และเอ็นอีซี (NEC)
หากเทียบขนาดกันแล้ว คำสั่งซื้อของญี่ปุ่นครั้งนี้ถือว่าใหญ่พอสมควรในระดับประเทศ แต่ก็ยังถือว่าเล็กกว่าแผนการของไมโครซอฟท์ (Microsoft) เพราะไมโครซอฟท์วางแผนสร้างศูนย์ข้อมูลที่ในที่สุดแล้วจะใช้ชิปตระกูล Vera Rubin ของอินวิเดียมากถึงระดับหลายแสนตัว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มลงทุนสร้างโมเดลเอไอของตนเอง หลังจากตลาดเอไอโลกถูกครอบครองโดยบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐและจีนเป็นหลัก แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนความพยายามของหลายรัฐบาลที่ต้องการมีเทคโนโลยีซึ่งสามารถพัฒนา ควบคุม และบริหารจัดการได้ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาผู้ให้บริการจากต่างชาติ
โครงการของโนเอตราจึงเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะรวบรวมทรัพยากร บุคลากร และองค์ความรู้ของภาคอุตสาหกรรมมาพัฒนาโมเดลเอไอระดับประเทศ แทนการดำเนินงานแบบแยกส่วนของแต่ละบริษัท
ฮิโรโนบุ ทัมบะ (Hironobu Tamba) ประธานโนเอตรา ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของซอฟต์แบงก์กล่าวว่า
“เป้าหมายของเราคือการสร้างทางเลือกที่สามอย่างแท้จริง ซึ่งทั้งญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ สามารถเลือกใช้ได้” ทัมบะกล่าว เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า โนเอตราถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมความพยายามด้านเอไอที่กระจัดกระจายอยู่ตามบริษัทต่างๆ หลายสิบแห่งให้มารวมเป็นหนึ่งเดียว แทนที่จะปล่อยให้แต่ละบริษัทต่างคนต่างพัฒนาไปคนละทิศละทาง
ตามแผนงานที่วางไว้ โนเอตราจะเปิดตัวแบบจำลองเอไอตัวแรกภายในเดือนมีนาคมปี 2570 จากนั้นจะทยอยอัปเดตอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ส่วนเป้าหมายในระยะยาวกว่านั้น ทัมบะระบุว่า ภายในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าจะปล่อยแบบจำลองที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับงานด้านหุ่นยนต์โดยตรง
ในการพัฒนาแบบจำลองเหล่านี้ โนเอตราจะดึงตัววิศวกรจากบริษัทพันธมิตรหลายแห่งมาร่วมทีม ทั้งซอฟต์แบงก์ พรีเฟอร์เรด เน็ตเวิร์กส์ เอ็นอีซี และฟูจิตสึ (Fujitsu) ซึ่งทุกบริษัทที่กล่าวมานี้ต่างก็เคยพัฒนาแบบจำลองเอไอของตัวเองมาก่อนแล้วทั้งสิ้น โดยซอฟต์แบงก์มีแบบจำลองชื่อ Sarashina LLM พรีเฟอร์เรด เน็ตเวิร์กส์ มีแบบจำลองชื่อ PLaMo ส่วนแบบจำลองเรือธงของเอ็นอีซีมีชื่อว่า cotomi
การพัฒนาแบบจำลองเอไอเชิงกายภาพ (Physical AI) ที่เป็นของญี่ปุ่นเองถือเป็นหัวใจสำคัญของความทะเยอทะยานที่ใหญ่กว่านั้นของประเทศ นั่นคือ การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเอไอและหุ่นยนต์ของโลก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะครองส่วนแบ่งมากกว่าร้อยละ 30 ของตลาดหุ่นยนต์โลกที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 60 ล้านล้านเยน หรือราว 4.1 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2583
การแข่งขันพัฒนาแบบจำลองเอไอที่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวอันซับซ้อนของหุ่นยนต์ได้นั้น ทวีความเข้มข้นขึ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันเชิงธุรกิจ หากแต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาประชากรลดลง และการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง
เจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอ็นวิเดีย ให้สัมภาษณ์ว่า “ญี่ปุ่นมีไอเดียดีๆ อยู่มากมาย แต่กลับไม่มีแรงงานเพียงพอ” พร้อมกล่าวเสริมว่า “ด้วยระบบอัตโนมัติ เอไอ และหุ่นยนต์ เศรษฐกิจก็สามารถเติบโตได้อีกครั้ง”
อ้างอิง: Bloomberg และ Asia Nikkei


