วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'นอท พันธ์ธวัช' ประกาศวิสัยทัศน์ 'Thaimart' ชู 7 คำสัญญา สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย

อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยยังเป็นพื้นที่แข่งขันของผู้เล่นต่างชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังอาศัยแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นช่องทางหลักในการดำเนินธุรกิจและเข้าถึงผู้บริโภค

'นอท พันธ์ธวัช' ประกาศวิสัยทัศน์ 'Thaimart' ชู 7 คำสัญญา สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย

พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ "นอท" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยมาร์ท มาร์เก็ตเพลส จำกัด (Thaimart) เปิดมุมมองบนเวที ตื่นเถิดชาวไทย : Thaimart บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย ว่า ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตนเอง พร้อมประกาศว่าได้ทำตามคำพูดที่เคยให้ไว้เมื่อปี 2566 ด้วยการเปิดตัว "ไทยมาร์ท" แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการ

เขาระบุว่า ไทยมาร์ทไม่ได้ตั้งเป้าแข่งขันด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นผ่านกติกาที่โปร่งใส ความเป็นธรรม และการเติบโตร่วมกับผู้ค้า

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องมีบ้านเป็นของตัวเองสักที เราจะไม่เติบโตด้วยการเอาเปรียบผู้ค้า กฎกติกาจะชัด โปร่งใส อธิบายได้ จะยืนข้างความเป็นธรรม ผู้ค้าและลูกค้าต้องพูดคุยกับเราได้ เราจะจัดการของปลอมอย่างเด็ดขาด ช่วยผู้ค้าสร้างแบรนด์ และพร้อมรับผิดชอบในทุกสิ่งที่ทำ

'บทเรียนชีวิต' จากการพึ่งแพลตฟอร์มต่างชาติ

พันธ์ธวัชอธิบายว่า แรงผลักดันสำคัญมาจากประสบการณ์กว่า 20 ปีในการทำธุรกิจออนไลน์ ซึ่งต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศมาโดยตลอด

เขายกตัวอย่างการทำ Affiliate กับ Amazon และ Google AdSense ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ ซึ่งเคยมีรายได้สะสมจากยอดขายช่วง Black Friday กว่า 2 ล้านบาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้หลังถูกระงับบัญชีเนื่องจากถูกระบุว่าทำผิดกฎของแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการทำเว็บไซต์ที่พึ่งพาระบบค้นหาของกูเกิลซึ่งได้รับผลกระทบเมื่ออัลกอริทึมเปลี่ยน ส่งผลให้รายได้จากโฆษณาหายไปแทบทั้งหมด รวมถึงการทำเพจฟุตบอล "กูว่าแล้วมันต้องยิง" ที่สร้างรายได้จากโฆษณา ก่อนถูกปิดเพจในเวลาต่อมา

แม้ภายหลังจะพัฒนาแพลตฟอร์มของตนเองอย่าง "กองสลากพลัส" และ "ลอตเตอรี่พลัส" แต่ช่องทางการตลาดบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Facebook, TikTok และ YouTube ก็ยังถูกระงับการใช้งาน

ปัญหาคือเรากำลังสร้างธุรกิจของตัวเอง แต่เอาอนาคตไปฝากไว้กับบ้านที่ไม่ใช่ของเรา

คิด–เตรียมโครงสร้างธุรกิจมา 5 ปี

พันธ์ธวัชเผยว่า ใช้เวลาเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาแพลตฟอร์มประมาณ 5 ปี ปัจจุบันมีพนักงานราว 450 คน ประกอบด้วยทีมการตลาด ทีมโปรดักชัน ทีม CRM ที่ให้บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงทีมพัฒนาระบบที่มีอยู่ประมาณ 120 คน

แม้ธุรกิจเดิมจะไม่ได้ต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก แต่บริษัทเลือกลงทุนสร้างระบบนิเวศและโครงสร้างองค์กรไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ

การลงทุนด้านบุคลากรและโครงสร้างองค์กรตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศของแพลตฟอร์มให้ครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การตลาด ไปจนถึงการดูแลผู้ค้าและลูกค้า เพื่อรองรับการดำเนินงานในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของบริษัทเอง

'นอท พันธ์ธวัช' ประกาศวิสัยทัศน์ 'Thaimart' ชู 7 คำสัญญา สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำให้แพลตฟอร์มอยู่รอดคือ "ความเชื่อมั่น" ขณะนี้่ผู้ค้าเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มที่สามารถเปลี่ยนเงื่อนไขหรือค่าธรรมเนียมได้ตลอดเวลา จึงต้องการให้คำสัญญาเป็น "ระบบปฏิบัติการ" ของไทยมาร์ทมากกว่าการแข่งขันด้วยฟีเจอร์

โดยมีมุมมองว่า "ความเชื่อมั่น" สำคัญกว่าเทคโนโลยี ปัจจุบันเทคโนโลยีไม่ใช่ปัจจัยสร้างความแตกต่างของแพลตฟอร์มอีกต่อไป เพราะผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับเดียวกับผู้เล่นต่างประเทศได้ ทั้งระบบคลาวด์และเครื่องมือ AI

'นอท พันธ์ธวัช' ประกาศวิสัยทัศน์ 'Thaimart' ชู 7 คำสัญญา สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย

ยกเว้น GP ปีแรก-เปิดทางเลือกระบบขนส่ง

อีกหนึ่งมาตรการที่ไทยมาร์ทประกาศเพื่อดึงดูดผู้ประกอบการเข้าสู่แพลตฟอร์ม คือ การยกเว้นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP) 0% สำหรับร้านค้าที่เปิดร้านในช่วงปีแรก ก่อนทยอยปรับเข้าสู่โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันได โดยปีที่ 2 จัดเก็บ GP สูงสุด 5% ปีที่ 3 สูงสุด 8% และปีที่ 4 สูงสุด 10% 

การยกเว้นค่าธรรมเนียมในปีแรกมีเป้าหมายเพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการในช่วงเริ่มต้น และเปิดโอกาสให้ร้านค้าสามารถกำหนดราคาสินค้าได้แข่งขันกับแพลตฟอร์มอื่นที่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม

ส่วนของบริษัทการที่ต้องเก็บค่า GP เพราะต้องนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ จ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์และดูแลพนักงาน ทว่าจะไม่เก็บในอัตราที่เอาเปรียบ โดยมองว่า กำไรไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่เป็นผลลัพธ์ที่จะตามมาเมื่อผู้ค้าเติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์ม

กลยุทธ์การแข่งขันของไทยมาร์ทจะไม่เน้นการเผาเงินหรือแจกคูปองเพื่อแข่งขันด้านราคา แต่จะมุ่งแข่งขันด้วยคุณภาพสินค้า เพราะเชื่อว่าหากผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ก็จะเลือกกลับมาใช้บริการอีก

นอกจากนี้ จัดแคมเปญส่งฟรีสำหรับ 100,000 คำสั่งซื้อแรกของทั้งแพลตฟอร์ม โดยไม่กำหนดเพดานค่าจัดส่งต่อรายการ หลังจากครบจำนวนสิทธิ์ ผู้ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าจัดส่งตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม

ด้านระบบโลจิสติกส์ บริษัทเปิดให้ร้านค้าเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้เอง เช่น Flash Express, KEX และไปรษณีย์ไทย โดยไม่มีการกำหนดให้ใช้ผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง และในอนาคตอาจพัฒนาระบบขนส่งของบริษัทเอง หากสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการจัดส่งได้

สำหรับหลักเกณฑ์การรับร้านค้า กำหนดให้สินค้าทุกประเภทต้องถูกต้องตามกฎหมาย โดยสินค้าที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น สินค้าที่ต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) จะต้องมีเอกสารรับรองครบถ้วน ขณะที่สินค้าแฮนด์เมดสามารถจำหน่ายได้หากไม่ขัดต่อกฎหมาย

ทั้งนี้ ไม่ได้จำกัดว่าผู้ค้าจะต้องจำหน่ายสินค้าไทยเท่านั้น แต่กำหนดให้สินค้าที่วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและเป็นของแท้

สำหรับเป้าหมายในปีแรกให้ความสำคัญกับการพัฒนาแพลตฟอร์มมากกว่าการเร่งขยาย ภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าให้ไทยมาร์ตกลายเป็นแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซที่มีประสบการณ์การใช้งานดีที่สุด ปัจจุบัน มีร้านค้าเข้าร่วมแพลตฟอร์มแล้วกว่า 15,000 ราย

'นอท พันธ์ธวัช' ประกาศวิสัยทัศน์ 'Thaimart' ชู 7 คำสัญญา สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย

ประกาศ ‘7 คำสัญญา’ กติกาของแพลตฟอร์ม

พันธ์ธวัชให้คำมั่นถึง "7 คำสัญญา" ที่จะใช้เป็นหลักในการดำเนินงานของ Thaimart ประกอบด้วย 1. ไม่โตด้วยการเอาเปรียบผู้ค้าพร้อมเติบโตไปด้วยกัน 2. กติกาชัดเจน โปร่งใส อธิบายได้ 3. ไม่เข้าข้างใคร ยืนข้างความเป็นธรรมและถูกต้อง 4. ผู้ค้าและลูกค้าสามารถติดต่อพูดคุยกับแพลตฟอร์มได้จริง 5. จัดการสินค้าปลอมอย่างจริงจัง 6. ช่วยผู้ค้าสร้างแบรนด์ ไม่ใช่แค่สร้างยอดขาย 7. รับฟัง แก้ไข และรับผิดชอบเมื่อเกิดความผิดพลาด

เขาระบุว่า เป้าหมายของแพลตฟอร์มไม่ใช่การวัดความสำเร็จจากยอด GMV หรือกำไรของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการวัดจาก "รอยยิ้มและกำไรของผู้ประกอบการ"

ถ้าแพลตฟอร์มรวยขึ้นบนหยาดเหงื่อของผู้ค้าที่จนลง นั่นไม่ใช่ความสำเร็จ นั่นคือการปล้น