วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Cisco เปิดมุมมองความพร้อม - ความเสี่ยงของไทยในยุค Agentic World

โลกธุรกิจกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่เรียกกันว่า Agentic World คือ ยุคที่เอไอไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยตอบคำถามหรือประมวลผลข้อมูลอีกต่อไป แต่กลายมาเป็น “เอเจนต์” (AI Agents) ที่ตัดสินใจและลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้ด้วยตัวเอง นับล้านล้านครั้งต่อวัน

ขณะเดียวกัน ช่องว่างระหว่างวันที่พบช่องโหว่ในระบบกับวันที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์จริงก็สั้นลงเรื่อยๆ จากที่เคยกินเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ ซิสโก้ (Cisco) บริษัทเทคโนโลยีเครือข่ายและความปลอดภัยไซเบอร์รายใหญ่ของโลก ได้จัดงาน Cisco Connect ASEAN ที่ประเทศไทย อธิบายภาพรวมการเปลี่ยนผ่านขององค์กรไทยภายใต้แรงกดดันของเอไอและความเสี่ยงไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น

เบน ดอว์สัน (Ben Dawson) ประธานซิสโก้ประจำภูมิภาคแปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีนแผ่นดินใหญ่ (APJC) กล่าวว่า ซิสโก้ให้บริการลูกค้าครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ให้บริการโครงข่าย ไปจนถึงองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยในช่วงปีนี้ประเด็นหลักที่ลูกค้าให้ความสำคัญมีอยู่ 4 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานเอไอ ความมั่นคงไซเบอร์ การปรับปรุงระบบเครือข่าย และรูปแบบการทำงานร่วมกันของคนกับเทคโนโลยี

เขาระบุว่า ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนด้านเอไอทั่วโลกเน้นไปที่การสร้างรากฐาน เช่น การสร้างศูนย์ข้อมูลและพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ แต่นับจากนี้ไปอีก 2 ปี โจทย์สำคัญจะเปลี่ยนเป็น “จะดึงมูลค่าจากเอไอออกมาใช้จริงได้อย่างไร” เพราะลูกค้าลงทุนไปมากแล้ว และต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในธุรกิจของตัวเอง 

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแชตบอต เครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ และเอเจนต์เอไอต่างๆ

อีกแนวโน้มที่ดอว์สันระบุว่ากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วคือ เอไอกำลังเคลื่อนออกจากโลกดิจิทัล ออกจากศูนย์ข้อมูล ออกจากแอปพลิเคชันและเอเจนต์ เข้าสู่โลกกายภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการผลิตและโลจิสติกส์ และด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เขาเชื่อว่า “เอไอเชิงกายภาพ” (Physical AI) จะโดดเด่นขึ้นในระยะเวลาอันใกล้

ตัวเลขความพร้อมของไทย

ซิสโก้จัดทำผลสำรวจระดับโลกชื่อ AI Readiness Index จากผู้ตอบแบบสอบถามราว 8,000 รายทั่วโลก และแบ่งข้อมูลออกเป็นรายประเทศ

ผลสำรวจระบุว่า องค์กรในประเทศไทยประมาณร้อยละ 98 มีแผนจะนำระบบเอไอเอเจนต์มาใช้งานภายในช่วงเวลาอันใกล้ แต่มีเพียงประมาณร้อยละ 21 เท่านั้นที่มีความพร้อมในระดับสูงสุดในการใช้งานจริง ซึ่งแม้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีน ที่อยู่ราวร้อยละ 13 แต่ก็ยังสะท้อนช่องว่างด้านความพร้อมอย่างชัดเจน

องค์กรกลุ่มที่มีความพร้อมสูง หรือที่รายงานเรียกว่า “กลุ่มผู้นำความพร้อม” จะมีลักษณะร่วมกัน เช่น มีแผนธุรกิจที่ผสานเอไอเข้าไปตั้งแต่ต้น ไม่แยกออกจากกัน มีงบประมาณรองรับการพัฒนา มีขั้นตอนเปลี่ยนจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่ชัดเจน รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรที่พร้อมรองรับการทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ

Cisco เปิดมุมมองความพร้อม - ความเสี่ยงของไทยในยุค Agentic World

เบน ดอว์สัน

หนี้สินโครงสร้างพื้นฐานเอไอ

ในทางกลับกัน องค์กรส่วนใหญ่ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่ยังไม่ทันสมัย การบริหารจัดการข้อมูลที่ยังไม่เป็นระบบ และการขาดแคลนทักษะด้านดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้เกิดสิ่งที่ซิสโก้เรียกว่า “ภาระหนี้สินโครงสร้างพื้นฐานเอไอ” หมายถึง การที่องค์กรต้องเร่งนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้บนระบบเดิมที่ยังไม่พร้อม ส่งผลให้ต้นทุนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในระยะยาว

นอกจากนี้ ประมาณ 52% ขององค์กรมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียมูลค่าทางธุรกิจ เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและความไม่พร้อมในการรองรับเอไอในระดับองค์กร

ดอว์สันอธิบายเพิ่มเติมถึงเหตุผลว่าทำไมโครงสร้างพื้นฐานเดิมถึงไม่เพียงพอ โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้งานเครือข่ายของคน กับของเอไอว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก 

เขายกตัวอย่างว่า เวลาคนหนึ่งคนใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อแอปพลิเคชันในออฟฟิศ รูปแบบการไหลของข้อมูลจะค่อนข้างเรียบง่ายและคาดเดาได้ คือมีคำขอส่งขึ้นไป แล้วมีเอกสารหรือข้อมูลส่งกลับมา แต่รูปแบบการใช้งานของเอไอแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะมีข้อมูลไหลขึ้นและไหลลงในปริมาณมากตลอด 24 ชั่วโมง และเอไอไม่ได้มีพฤติกรรมสม่ำเสมอเหมือนมนุษย์ เนื่องจากมันดึงข้อมูลมาจากแหล่งที่หลากหลายมาก เครือข่ายจึงต้องเข้าใจและตอบสนองต่อพฤติกรรมแบบใหม่นี้ให้ได้

ดอว์สันชี้ว่า ผลที่ตามมาจากการไม่ปรับปรุงเครือข่ายมี 2 ด้าน ด้านแรกคือ ความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น และด้านที่สองคือ ความเสี่ยงทางธุรกิจ กล่าวคือ หากองค์กรเดินหน้าใช้เอไอเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ แต่เครือข่ายไม่สามารถรองรับได้ ก็จะทำให้องค์กรนั้นล่าช้ากว่าคู่แข่งในการดึงประโยชน์จากเอไอออกมาใช้จริง

เอเจนต์เอไอเป็นพนักงานที่ต้องบริหารความเสี่ยง

ประเด็นหนึ่งที่ดอว์สันเน้นย้ำคือ แนวคิดที่องค์กรกำลังมองเอเจนต์เอไอเหมือนเป็น “พนักงาน” คนหนึ่ง กล่าวคือ ต้องมีการจ้างงาน มอบหมายหน้าที่ และกำกับดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าเอไอทำงานอย่างมีจริยธรรมและอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบขององค์กร เนื่องจากเอเจนต์เอไอมีความสามารถในการเบี่ยงเบนจากเส้นทางการทำงานที่กำหนดไว้ได้ แตกต่างจากซอฟต์แวร์แบบเดิมที่ทำงานตามคำสั่งตายตัว

เขาระบุว่า อุปสรรคสำคัญต่อการขยายการใช้งานเอไอในวงกว้าง ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความสามารถขององค์กรในการบริหารจัดการความเสี่ยง ทั้งในมิติของความคุ้มค่าทางธุรกิจว่าโครงสร้างพื้นฐานรองรับกรณีใช้งานได้จริงหรือไม่ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดอว์สันอธิบายว่า ในทุกการทำงานของเอเจนต์เอไอ จะมีชุดกระบวนการสำคัญเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การตัดสินใจด้านเส้นทางการทำงาน (Routing Decision) การประเมินความน่าเชื่อถือ (Trust Decision) และการบันทึกข้อมูลกิจกรรมของระบบ (Telemetry Event) ซึ่งเกิดขึ้นในระดับพันล้านครั้งต่อวัน

ขณะที่ข้อมูลของซิสโก้ระบุว่า องค์กรในไทยประมาณ 9 ใน 10 แห่ง เคยเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับเอไอแล้ว ทั้งการขโมยโมเดลเอไอ การโจมตีแบบหลอกลวงด้วยเอไอ และการป้อนข้อมูลปนเปื้อนเพื่อบิดเบือนการเรียนรู้ของระบบ

Mythos โมเดลเอไอที่หาช่องโหว่ซอฟต์แวร์ได้แม่นยำ

ระหว่างการตอบคำถามเรื่องความเสี่ยงทางไซเบอร์ ดอว์สันเล่าถึงกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “มายธอส” (Mythos) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท แอนโทรปิก (Anthropic

เขาระบุว่า เป็นโมเดลที่มีความสามารถในการค้นหาช่องโหว่ซอฟต์แวร์ที่ไม่เคยถูกพบมาก่อนในระดับสูง จนทำให้แอนโทรปิกตัดสินใจไม่เปิดให้ใช้งานสาธารณะในช่วงแรก แต่จัดตั้งความร่วมมือในชื่อ “กลาสวิง” (Glasswing) ขึ้นมาแทน โดยซิสโก้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง

ดอว์สันอธิบายว่า การเข้าร่วมกลาสวิงทำให้ซิสโก้สามารถเข้าถึงโมเดลดังกล่าวเพื่อนำมาทดสอบระบบของตนเอง เพื่อระบุช่องโหว่และพัฒนาการแก้ไขล่วงหน้าก่อนส่งให้ลูกค้า โดยคาดว่าจะเริ่มทยอยออกมาตรการป้องกันในระยะถัดไป

กรณีของมายธอสสะท้อนการเกิดขึ้นของ “โมเดลเอไอขั้นแนวหน้า” ซึ่งจะกลายเป็นหมวดเทคโนโลยีสำคัญใหม่ และจะมีโมเดลลักษณะนี้ตามมาอีกจำนวนมาก ส่งผลให้การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขององค์กรและภาครัฐต้องยกระดับทั้งด้านความเร็ว ความแม่นยำ และความต่อเนื่องมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ระบบเก่าคือจุดอ่อน    

จากรายงาน Cisco Talos Year in Review ที่ซิสโก้อ้างอิง ระบุว่า ปัจจุบันประมาณ 48% ของสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายทั่วโลกอยู่ในสภาวะล้าสมัย ขณะเดียวกันยังพบว่า 40% ของช่องโหว่ยอดนิยม 100 อันดับแรกที่ถูกใช้ในการโจมตี มักเกิดขึ้นในระบบที่หมดอายุการใช้งานแล้ว หรือระบบที่เลิกพัฒนา

ดอว์สันยืนยันว่า แม้เทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบดั้งเดิมจะยังไม่หมดบทบาท และยังมีความสำคัญอยู่ แต่ไม่สามารถใช้รูปแบบเดิมในการรับมือกับภัยคุกคามยุคใหม่ได้อีกต่อไป โดยระบุว่า “ความปลอดภัยไซเบอร์แบบใดก็ตามยังดีกว่าไม่มีเลย” อย่างไรก็ตาม ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องถูกยกระดับให้ทำงานในรูปแบบใหม่

เขาอธิบายว่า ในอดีตการรับมือภัยไซเบอร์มักเป็นลักษณะการตรวจพบเหตุการณ์แล้วค่อยพัฒนาแนวทางแก้ไขเป็นรายกรณี แต่ในปัจจุบันจำนวนภัยคุกคามเพิ่มจากระดับหลักสิบไปสู่หลักพัน ทำให้ไม่สามารถไล่ตามแก้ไขได้ทันทุกเหตุการณ์ จึงต้องเปลี่ยนไปใช้แนวคิดการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบมากขึ้น

ดอว์สันเปรียบเทียบเพิ่มเติมว่า ระบบความปลอดภัยไซเบอร์แบบเดิมทำงานในระดับความเร็วของมนุษย์ ซึ่งอาศัยการสั่งการและการตอบสนองโดยผู้ปฏิบัติงาน แต่ในปัจจุบันภัยคุกคามทำงานในระดับความเร็วของเครื่องจักร ทำให้การป้องกันและตอบสนองจำเป็นต้องยกระดับไปสู่ระบบอัตโนมัติที่ทำงานได้ในความเร็วระดับเดียวกัน เพื่อให้สามารถรับมือกับรูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อนและเกิดขึ้นต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

องค์กรในประเทศไทยเกือบทั้งหมดเคยเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับเอไอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีผ่านการเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ การขโมยโมเดลเอไอ หรือการป้อนข้อมูลที่ผิดเข้าสู่ระบบเพื่อบิดเบือนการเรียนรู้ของเอไอ ซึ่งทำให้ระบบตัดสินใจผิดพลาด

รูปแบบการทำงานของเอไอเอเจนต์แตกต่างจากระบบเดิมอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเอไอมีการตัดสินใจหลายระดับในเวลาเดียวกัน ทั้งการเลือกเส้นทางข้อมูล การประเมินความน่าเชื่อถือ และการบันทึกข้อมูลเชิงระบบ ซึ่งเกิดขึ้นในปริมาณมหาศาล ทำให้ระบบความปลอดภัยแบบเดิมที่ออกแบบมาเพื่อรับมือการโจมตีแบบช้าและเป็นลำดับขั้น ไม่สามารถรองรับได้เพียงพอ

Splunk และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก

เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ซิสโก้พัฒนาแนวคิดการผสานระบบเครือข่ายเข้ากับระบบความปลอดภัยในระดับโครงสร้าง โดยไม่แยกสองส่วนออกจากกันเหมือนในอดีต และใช้แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ผ่านแนวคิดการบริหารจัดการด้วยเอไอเอเจนต์

ในด้านเทคโนโลยี ซิสโก้เปิดตัวเครื่องมือสำคัญหลายรายการ เช่น ระบบที่ใช้วิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานของลูกค้า เพื่อให้เห็นภาพรวมอุปกรณ์ทั้งหมด

ระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ที่สามารถตรวจจับปัญหาล่วงหน้าในเครือข่าย และระบบป้องกันภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ที่ออกแบบมาเพื่อลดความเสียหายระหว่างที่องค์กรยังไม่สามารถแก้ไขระบบได้ทัน

เทคโนโลยีเหล่านี้ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มของซิสโก้ และสปลังก์ (Splunk) ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลความปลอดภัยและการมองเห็นภาพรวมของระบบแบบต่อเนื่อง

Cisco เปิดมุมมองความพร้อม - ความเสี่ยงของไทยในยุค Agentic World

วีระ อารีรัตนศักดิ์

กรณีศึกษาในไทย: จุฬาฯ, สกมช. และภารกิจสร้างคน

วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และเมียนมาร์ กล่าวว่า ซิสโก้มีความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลทวินสำหรับจำลองและบริหารจัดการพื้นที่และพลังงานของอาคาร

รวมถึงร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในการจัดกิจกรรมแข่งขันด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อพัฒนาทักษะของนักศึกษาในด้านการทดสอบระบบอย่างปลอดภัย

โครงการ Country Digital Acceleration ซิสโก้ดำเนินร่วมกับหลายประเทศทั่วโลกมากกว่า 1,700 โครงการ โดยในประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลระดับชาติ การส่งเสริมนวัตกรรม และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขององค์กรและภาครัฐ

ด้านบุคลากร โครงการ Cisco Networking Academy ฝึกอบรมบุคลากรในประเทศไทยแล้วมากกว่า 117,000 คน และมีเป้าหมายฝึกอบรมในระดับภูมิภาคให้ได้ 6.7 ล้านคนภายในปี 2573 โดยมุ่งเน้นทักษะด้านเครือข่าย ความมั่นคงไซเบอร์ และการทำงานร่วมกับเอไอ

วีระอธิบายเพิ่มเติมว่า การรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมที่นักเรียนได้รับจากโครงการนี้ ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมมีบุคลากรที่มีทักษะพร้อมใช้งานมากขึ้น และย้ำว่าการลงทุนด้านเอไอที่แท้จริงไม่ได้มีแค่มิติเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคู่ไปกับมิติทักษะบุคลากร

รวมถึงการที่องค์กรต้องคิดทบทวนวิธีการดำเนินงานของตัวเองด้วยว่าจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจจากเอไอได้อย่างไร และต้องมีธรรมาภิบาล ฃและนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งวีระระบุว่า เป็นบทสนทนาระดับคณะกรรมการบริษัทที่เกิดขึ้นกับลูกค้าแทบทุกราย เพื่อปลดล็อกมูลค่าจากเอไอ โดยยังคงปกป้ององค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปพร้อมกัน

ซิสโก้ใช้เอไอสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

วีระยกตัวอย่างการใช้งานเอไอภายในซิสโก้ จำนวน 2 กรณี เพื่อสะท้อนการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในระดับปฏิบัติการขององค์กร

กรณีแรกคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ AI Defense ซึ่งมีการใช้เอไอในการเขียนโค้ดทั้งหมด ขณะที่บทบาทของมนุษย์จะเปลี่ยนไปอยู่ในขั้นตอนการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า การออกแบบแนวคิดผลิตภัณฑ์ และการกำหนดทิศทางว่าให้ระบบทำงานอย่างไร

วีระระบุว่า แนวทางนี้ช่วยลดงานที่มีลักษณะซ้ำซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มต่ำลง ทำให้วิศวกรสามารถไปโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์และการพัฒนานวัตกรรมได้มากขึ้น ส่งผลให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น

กรณีที่สองคือ ด้านบริการลูกค้า โดยซิสโก้มีศูนย์ช่วยเหลือทางเทคนิคที่รองรับการติดต่อจากลูกค้าประมาณ 1.7 ล้านครั้งต่อปี ครอบคลุมตั้งแต่การสอบถามข้อมูลทั่วไปไปจนถึงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน

วีระระบุว่า ปัจจุบันประมาณ 82% ของการติดต่อทั้งหมดได้รับการสนับสนุนโดยระบบเอไอ ขณะที่ยังมีวิศวกรมนุษย์ทำหน้าที่ตัดสินใจในกรณีที่มีความซับซ้อนสูง แต่จะได้รับข้อมูลเชิงวิเคราะห์ คำแนะนำ และแนวทางแก้ไขจากเอไอเพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ ทำให้การให้บริการมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย

ในมุมโครงสร้างตลาด ดอว์สันระบุว่า ไทยยังมีการเติบโตทางธุรกิจของซิสโก้อย่างแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว โดยมองว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานเอไอยังคงขยายตัวในหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่อง

เขายังกล่าวถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า ในทางหนึ่งอาจกลายเป็นแรงผลักให้ประเทศต่างๆ ต้องร่วมมือกันมากขึ้นในประเด็นเอไอและไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เนื่องจากภัยคุกคามมีลักษณะไร้พรมแดน และไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง

ดอว์สันระบุเพิ่มเติมว่า ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการลงทุนด้านเอไอสูงในภูมิภาค APJC แม้ไม่สามารถระบุอันดับเชิงตัวเลขชัดเจนได้ แต่แนวโน้มการเติบโตสอดคล้องกับภาพรวมของภูมิภาค และอยู่ในระดับสมดุลกับประเทศอื่นๆ

ด้านการจัดงาน Cisco Connect ASEAN ในประเทศไทย ดอว์สันระบุว่า มีผู้เข้าร่วมราว 850 คนในช่วงเวลาการให้สัมภาษณ์ และคาดว่าเป็นงานที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ ซึ่งยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ดอว์สันสรุป 3 ลำดับความสำคัญของซิสโก้ในภูมิภาค ได้แก่ การปรับปรุงเครือข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization), การพัฒนาศูนย์ข้อมูลที่รองรับเอไอ (AI-ready Data Centers) และความยืดหยุ่นด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Resilience)

เขากล่าวว่า ทั้งสามด้านนี้จะถูกสะท้อนในทุกมิติของการดำเนินงาน ตั้งแต่การลงทุนด้านบุคลากร ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงความร่วมมือกับพันธมิตร และมองว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โอกาสของทั้งสามด้านนี้จะเกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกันในหลายประเทศทั่วภูมิภาค เนื่องจากทุกประเทศกำลังเดินหน้าในทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่เอไอในลักษณะใกล้เคียงกัน