“พีดับบลิวซี ประเทศไทย” เผยอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพของไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากโมเดล “รักษาเมื่อป่วย” สู่ “การดูแลเชิงป้องกันเฉพาะบุคคล”
แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก AI การใช้ข้อมูล และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ผู้ให้บริการต้องเร่งปรับตัวเพื่อแข่งขันในระบบนิเวศที่กำลังขยายข้ามอุตสาหกรรม
ศนิชา อัครกิตติลาภ หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท พีดับบลิวซี ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดการดูแลสุขภาพของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น
ทั้งการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีด้านสุขภาพ และการดูแลสุขภาพให้มีอายุยืนยาว (longevity)
โดยได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ผลกระทบจากโควิด–19 ปัญหาฝุ่น PM2.5 และการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพผ่านช่องทางดิจิทัลที่สะดวกขึ้น
'ข้อมูล–เอไอ' กลไกการดูแลสุขภาพยุคใหม่
ศนิชา วิเคราะห์ว่า ข้อมูลจะเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพในระยะต่อไป โดยผู้บริโภคจะยิ่งมีความต้องการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเองได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เช่น ผ่านแอปพลิเคชัน หรือรายงานดิจิทัล แทนการเข้าถึงระบบแบบดั้งเดิมที่ต้องขอเอกสารจากสถานพยาบาล
ดังนั้น องค์กรควรเร่งพัฒนาความสามารถด้านการจัดการข้อมูลและการวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อรองรับการดูแลเชิงคาดการณ์ (predictive care) และการบริการที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี และการกำกับดูแลข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง ผู้ให้บริการจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลตลอดวงจร (data lifecycle) ควบคู่กับการยกระดับมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์
นอกจากนี้ AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ์อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ โดยมีบทบาทในการคาดการณ์โรคล่วงหน้า สนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ และยกระดับการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล
ข้อมูลจากรายงาน Global Digital Trust Insights ประจำปี 2568 ของพีดับบลิวซีบุว่า ผู้นำในอุตสาหกรรมเฮลแคร์เพียง 24% มั่นใจว่าสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้ ขณะที่มีเพียง 19% ที่มั่นใจในการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้าน AI
เปลี่ยนเกม สู่ความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม
พีดับบลิวซีประเมินว่าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมเฮลแคร์ของไทยจะพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี ค้าปลีก ประกันภัย หรือการขนส่ง โดยรูปแบบบริการจะผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างชัดเจน เช่น การดูแลสุขภาพที่บ้านผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีและระบบการสื่อสารเพื่อบริการด้านสุขภาพ การแพทย์ทางไกล (telehealth) และบริการสุขภาพแบบครบวงจร
ในอนาคต การแข่งขันจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ให้บริการด้านสุขภาพแบบดั้งเดิม แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่างผู้เล่นในระบบนิเวศที่หลากหลาย ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องปรับโมเดลธุรกิจเดิมจาก hospital-centric มาลงทุนในเทคโนโลยี ข้อมูล และการสร้างพันธมิตร เพื่อขยายระบบนิเวศของธุรกิจเฮลแคร์ และรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวมากขึ้น
พลิกโมเดลสู่การดูแลเฉพาะบุคคล
โดยภาพรวมทุกวันนี้โครงสร้างของอุตสาหกรรมด้านสุขภาพกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่แค่เทรนด์ระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากผู้บริโภค เทคโนโลยี และเม็ดเงินลงทุน ซึ่งกำลังเร่งให้ระบบด้านสุขภาพขยับจากการรักษา ไปสู่การป้องกันและการดูแลแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น
ปัจจุบัน ผู้บริโภคมีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการเข้าถึงข้อมูล การเปรียบเทียบบริการ และการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำได้สะดวกและรวดเร็ว
ส่งผลให้ “ผู้บริโภคสุขภาพ” มีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น และคาดหวังประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ให้บริการจึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับทั้งคุณภาพการดูแลและประสบการณ์ผู้ป่วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปได้อย่างแท้จริง
ข้อมูลจากรายงาน Global Health Report ของพีดับบลิวซีระะบุว่า อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก AI ข้อมูล และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
ส่งผลให้โมเดลการดูแลสุขภาพกำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อป่วย (reactive care) ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า (preventive care) และการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่คือการเพิ่มคุณภาพชีวิต (healthspan) ที่ดีในระยะยาว


