วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน 2569

Login
Login

ระบบตรวจจับแรงสั่นของ Google บน Android เตือนเวเนซุเอลาก่อนแผ่นดินไหว

ไม่กี่วินาทีก่อนแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 จะสั่นสะเทือนพื้นที่ทางตอนเหนือของเวเนซุเอลา สมาร์ตโฟนระบบแอนดรอยด์ของผู้คนจำนวนหนึ่งได้รับการแจ้งเตือนจาก กูเกิล (Google) หน้าจอแสดงตัวเลขขนาดของแผ่นดินไหวที่กำลังจะมาถึง และระยะทางจากจุดที่ผู้ใช้งานยืนอยู่ ทำให้หลายคนมีเวลาแค่ไม่กี่วินาทีในการวิ่งหาที่ปลอดภัย

การแจ้งเตือนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการทำนายแผ่นดินไหว แต่เป็นผลจากระบบที่ชื่อว่า Android Earthquake Alerts System ซึ่ง “ตรวจจับ” สัญญาณการสั่นสะเทือนในระยะเริ่มต้น และส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลเพื่อประมวลผล ก่อนจะกระจายสัญญาณเตือนไปยังผู้ใช้งานในพื้นที่เสี่ยง

ผู้ใช้บางรายบนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า สัญญาณเตือนดังขึ้นก่อนแผ่นดินไหวเพียงเสี้ยววินาที ทำให้พวกเขาสามารถวิ่งออกจากอาคารได้ทันเวลา ขณะที่บางรายยืนยันว่า เป็นครั้งแรกที่ได้รับการเตือนลักษณะนี้จากโทรศัพท์มือถือโดยตรง

เวเนซุเอลาไม่มีระบบเตือนแผ่นดินไหวระดับชาติเป็นของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากประเทศอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น เม็กซิโก ตุรกี อิตาลี จีน โรมาเนีย และไต้หวัน 

ในหลายประเทศ ระบบ EEW ใช้สถานีวัดแผ่นดินไหวของรัฐในการตรวจจับและส่งสัญญาณเตือน ขณะที่เวเนซุเอลาในกรณีนี้ ระบบของกูเกิลที่อาศัยโทรศัพท์ของประชาชนจึงกลายเป็นช่องทางเตือนภัยที่สำคัญโดยปริยาย 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงค่ำวันพุธต่อเนื่องถึงเช้าวันพฤหัสบดี (รายงานข่าวแต่ละแหล่งระบุช่วงเวลาที่แตกต่างกันเล็กน้อย บางแหล่งระบุว่า แผ่นดินไหวลูกที่สองซึ่งมีขนาด 7.5 เกิดขึ้นตามมาเพียง 39 วินาทีหลังจากลูกแรก ขณะที่บางแหล่งระบุว่า ทั้งสองลูกเกิดห่างกันข้ามคืนจากค่ำวันพุธถึงเช้าวันพฤหัสบดี) ในสัปดาห์ของวันที่ 24-25 มิถุนายน 2569

โทรศัพท์มือถือกลายเป็น ‘เครื่องวัดแผ่นดินไหว’ ได้อย่างไร?

กูเกิลพัฒนาระบบ Android Earthquake Alerts System โดยใช้แนวคิดนำอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวันอย่างสมาร์ตโฟนมาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายตรวจจับภัยพิบัติ โดยอาศัยฐานผู้ใช้งานแอนดรอยด์ที่มีอยู่จำนวนมหาศาลและกระจายตัวอยู่ทั่วโลก ทำให้โทรศัพท์แต่ละเครื่องสามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบตรวจจับแผ่นดินไหวได้พร้อมกัน

หลักการทำงานเริ่มจากข้อเท็จจริงพื้นฐานว่า สมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ทุกเครื่องมีเซ็นเซอร์วัดความเร่ง หรือ Accelerometer อยู่ภายใน ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์เดียวกับที่ใช้ตรวจจับการหมุนหน้าจอเวลาเปลี่ยนจากแนวตั้งเป็นแนวนอน เซ็นเซอร์ชนิดนี้มีความไวพอที่จะตรวจจับแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ของพื้นดินได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อสมาร์ตโฟนที่วางอยู่นิ่งๆ ตรวจพบคลื่นไหวสะเทือนในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะ คลื่นพี (P-wave) ซึ่งเป็นคลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางเร็วที่สุด แต่มีความรุนแรงน้อยที่สุด ตัวเครื่องจะส่งข้อมูลการสั่นสะเทือนนั้นไปยังเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลโดยอัตโนมัติ พร้อมพิกัดตำแหน่งโดยประมาณ 

จากนั้นเมื่อเซิร์ฟเวอร์ได้รับสัญญาณลักษณะเดียวกันจากโทรศัพท์จำนวนมากในพื้นที่ใกล้เคียง ระบบจะนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกันเพื่อยืนยันว่าเป็นแผ่นดินไหวจริง พร้อมคำนวณตำแหน่งศูนย์กลางและขนาดโดยประมาณของเหตุการณ์

จุดสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ทำงานได้จริงคือ “ความเร็วของการสื่อสารข้อมูล” เพราะสัญญาณดิจิทัลจากโทรศัพท์ไปยังเซิร์ฟเวอร์และย้อนกลับไปยังผู้ใช้งานอื่นเดินทางด้วยความเร็วใกล้เคียงแสง ซึ่งเร็วกว่าแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่เคลื่อนผ่านชั้นเปลือกโลกอย่างมาก

ระบบตรวจจับแรงสั่นของ Google บน Android เตือนเวเนซุเอลาก่อนแผ่นดินไหว

By Reuters

หลักการนี้มักถูกเปรียบเทียบกับความต่างระหว่าง “ฟ้าแลบ” และ “เสียงฟ้าร้อง” โดยแสงจะมาถึงก่อนเสมอ ขณะที่เสียงใช้เวลานานกว่า เช่นเดียวกัน ผู้ที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุดมักจะได้รับคำเตือนช้าหรือแทบไม่มีเวลา ขณะที่ผู้ที่อยู่ไกลออกไปจะมีเวลามากกว่า แม้จะยังเป็นช่วงสั้นๆ ในระดับวินาทีเท่านั้น

ในเชิงธรณีวิทยา คลื่นแผ่นดินไหวแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่ คลื่นพี (P-wave) ซึ่งเร็วที่สุดและเบาที่สุด, คลื่นเอส (S-wave) ซึ่งช้ากว่าแต่มีพลังทำลายสูงกว่า, และคลื่นแอล (L-wave) ซึ่งมาถึงหลังสุดและเป็นตัวสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด

ดังนั้น ระบบของกูเกิลจึงอาศัย “ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างคลื่นพีและคลื่นที่รุนแรงกว่า” เป็นหน้าต่างสำคัญของการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ได้แก่ ดร.ริชาร์ด อัลเลน (Dr.Richard Allen) จาก Berkeley Seismology Lab, ดร. ไค คง (Dr.Qingkai Kong) และ ดร.ลูซี โจนส์ (Dr.Lucy Jones) ซึ่งร่วมกันออกแบบแนวทางการใช้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเป็นระบบตรวจจับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

เครือข่ายที่ขยายจากร้อยล้านสู่พันล้านอุปกรณ์

ระบบ Android Earthquake Alerts System เริ่มเปิดใช้งานราวปี 2563-2564 ขึ้นอยู่กับการนับของแต่ละแหล่งข้อมูล และเติบโตอย่างรวดเร็วจนปัจจุบันครอบคลุมเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก

ข้อมูลจากกูเกิลระบุว่า ระบบสามารถตรวจจับแผ่นดินไหวได้มากกว่า 18,000 ครั้ง และส่งคำเตือนสำหรับเหตุการณ์สำคัญมากกว่า 2,000 ครั้ง โดยรวมแล้วมีการส่งการแจ้งเตือนทั่วโลกแล้วประมาณ 790 ล้านครั้ง

สิ่งที่สะท้อนขนาดของระบบได้ชัดเจนที่สุด คือจำนวนประชากรที่อยู่ภายใต้การครอบคลุมของระบบเตือนภัย ซึ่งเพิ่มจากราว 250 ล้านคนในปี 2562 เป็นประมาณ 2.5 พันล้านคนในปัจจุบัน

ด้าน ดร.ริชาร์ด ระบุว่า โดยเฉลี่ยระบบจะตรวจพบแผ่นดินไหวประมาณ 60 เหตุการณ์ต่อเดือน และส่งการแจ้งเตือนไปยังอุปกรณ์แอนดรอยด์เฉลี่ยราว 18 ล้านเครื่องต่อเหตุการณ์

เสียงจากผู้ใช้งานจริงในพื้นที่เกิดเหตุ

บนแพลตฟอร์ม X มีผู้ใช้งานรายหนึ่งชื่อ ติโอกานิส โอปันเซโทส (Tiocanis Opanxethos) เล่าว่า โทรศัพท์ของเขาส่งเสียงเตือนก่อนเกิดแรงสั่นสะเทือนเพียงไม่กี่วินาที ทำให้เขามีเวลาวิ่งออกไปอยู่ในพื้นที่โล่งได้ทัน

ขณะที่ในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เปริเคลส์ ซานเชซ (Pericles Sánchez) นักเขียนวัย 39 ปี ระบุว่า เขาได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าหลายนาทีก่อนแรงสั่นสะเทือนจะมาถึง ทำให้สามารถพาตัวเองออกไปอยู่นอกบ้านได้ทัน และบ้านของครอบครัวไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง เขาเล่าว่า “กว่าจะรู้สึกถึงแรงสั่นจริง ทุกคนก็ออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว”

อีกกรณีหนึ่ง ดิโอเจเนส โลเปซ (Diogenes López) ชาวเวเนซุเอลาที่อาศัยอยู่ในโบโกตา โคลอมเบีย ได้รับการแจ้งเตือนเช่นกัน แม้จะอยู่นอกประเทศแล้ว เนื่องจากระบบยังเชื่อมโยงกับพื้นที่เกิดเหตุ เขารีบตรวจสอบแผนที่และพบว่าศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใกล้บ้านเกิดของเขา ทำให้กังวลอย่างมากเกี่ยวกับครอบครัว ก่อนจะได้รับข้อความยืนยันในภายหลังว่าทุกคนปลอดภัย 

เขายังกล่าวว่า เวเนซุเอลาไม่มี “วัฒนธรรมการรับมือแผ่นดินไหว” เหมือนญี่ปุ่นหรือชิลี ทำให้ผู้คนไม่คุ้นชินกับสถานการณ์ลักษณะนี้

ทำไมถึงเตือนล่วงหน้าได้ ทั้งที่ไม่สามารถทำนายแผ่นดินไหว

นิกฮาร์ อโรรา (Nikhar Arora) ผู้อำนวยการบริษัท BOTS.Ai by HR Anexi อธิบายว่า ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่ากูเกิลสามารถทำนายแผ่นดินไหวได้ ทั้งที่ความจริงระบบเพียงตรวจจับสัญญาณเริ่มต้นและส่งคำเตือนก่อนแรงสั่นสะเทือนหลักจะมาถึง

เขาอธิบายว่า สมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่แบบกระจาย เมื่ออุปกรณ์จำนวนมากตรวจพบรูปแบบการสั่นสะเทือนที่สอดคล้องกัน ระบบจะนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อประเมินตำแหน่งและความรุนแรง ก่อนส่งคำเตือนกลับไปยังผู้ใช้งานในพื้นที่ใกล้เคียง

ผลลัพธ์คือ หน้าต่างเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน วินาทีเหล่านั้นอาจเพียงพอให้ผู้คนหลบออกจากอาคารหรือหยุดกิจกรรมเสี่ยงได้ทัน

ขณะที่ ฤาษิต พันธรี (Hrishit Panthry) จาก Envirocare Foundation มองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีในระบบจัดการภัยพิบัติ เขาระบุว่า แม้จะไม่สามารถทำนายแผ่นดินไหวได้ แต่เทคโนโลยีสามารถช่วยตรวจจับและสื่อสารข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งช่วยลดความสูญเสียได้จริง

ฤาษิตยังชี้ว่า เมื่อเมืองขยายตัวและโครงสร้างพื้นฐานซับซ้อนขึ้น ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจะยิ่งมีความสำคัญ และสมาร์ตโฟนที่แพร่หลายทั่วโลกได้กลายเป็นช่องทางสำคัญในการส่งข้อมูลความปลอดภัยโดยตรงถึงประชาชนในช่วงวิกฤติ

ระบบเตือนภัยทั่วโลกและข้อจำกัดร่วมกัน

แม้แต่ละประเทศจะมีระบบของตนเอง แต่ทั้งหมดมีข้อจำกัดร่วมกัน คือ ระยะเวลาเตือนที่สั้นมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว ซึ่งอาจได้รับการแจ้งเตือนเพียงไม่กี่วินาที หรือในบางกรณีอาจไม่ได้รับก่อนแรงสั่นสะเทือนเริ่มขึ้นแล้ว

ในสหรัฐ ระบบ ShakeAlert และแอป MyShake ใช้งานในบางรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย ออริกอน และวอชิงตัน โดยมีผู้ได้รับการแจ้งเตือนหลายล้านคนต่อเหตุการณ์ ขณะที่ระบบแจ้งเตือนสาธารณะอย่าง Wireless Emergency Alerts (WEA) จะส่งข้อความสั้นไม่เกิน 90 ตัวอักษร

ส่วนญี่ปุ่นพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้ามาตั้งแต่ราวปี 2550 และต่อยอดระบบใต้ทะเล S-Net หลังเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ปี 2554 เพื่อเพิ่มความเร็วในการตรวจจับและเตือนภัยทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิ

ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติชี้ตรงกันว่า ไม่มีเทคโนโลยีใดหยุดแผ่นดินไหวได้ แต่ระบบเตือนภัยสามารถซื้อเวลาให้มนุษย์ได้ในช่วงสั้นที่สุดของวิกฤติ

กรณีเวเนซุเอลาจึงกลายเป็นภาพสะท้อนของโลกยุคใหม่ ที่โทรศัพท์มือถือธรรมดาอาจทำหน้าที่ได้มากกว่าการสื่อสาร แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยระดับโลกไปพร้อมกัน และสำหรับผู้คนที่ได้รับการแจ้งเตือน วินาทีสั้นๆ เหล่านั้น อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างการรอดพ้นอันตราย หรือการเผชิญหน้ากับแรงสั่นสะเทือนโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าเลย

 

อ้างอิง: NDTVNew York PostIndependentFirst Post และ The Guardian