วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

ระบบตรวจจับแรงสั่นของ Google บน Android เตือนเวเนซุเอลาก่อนแผ่นดินไหว

ไม่กี่วินาทีก่อนแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 จะสั่นสะเทือนพื้นที่ทางตอนเหนือของเวเนซุเอลา สมาร์ตโฟนระบบแอนดรอยด์ของผู้คนจำนวนหนึ่งได้รับการแจ้งเตือนจาก กูเกิล (Google) หน้าจอแสดงตัวเลขขนาดของแผ่นดินไหวที่กำลังจะมาถึง และระยะทางจากจุดที่ผู้ใช้งานยืนอยู่ ทำให้หลายคนมีเวลาแค่ไม่กี่วินาทีในการวิ่งหาที่ปลอดภัย

การแจ้งเตือนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการทำนายแผ่นดินไหว แต่เป็นผลจากระบบที่ชื่อว่า Android Earthquake Alerts System ซึ่ง “ตรวจจับ” สัญญาณการสั่นสะเทือนในระยะเริ่มต้น และส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลเพื่อประมวลผล ก่อนจะกระจายสัญญาณเตือนไปยังผู้ใช้งานในพื้นที่เสี่ยง

ผู้ใช้บางรายบนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า สัญญาณเตือนดังขึ้นก่อนแผ่นดินไหวเพียงเสี้ยววินาที ทำให้พวกเขาสามารถวิ่งออกจากอาคารได้ทันเวลา ขณะที่บางรายยืนยันว่า เป็นครั้งแรกที่ได้รับการเตือนลักษณะนี้จากโทรศัพท์มือถือโดยตรง

เวเนซุเอลาไม่มีระบบเตือนแผ่นดินไหวระดับชาติเป็นของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากประเทศอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น เม็กซิโก ตุรกี อิตาลี จีน โรมาเนีย และไต้หวัน 

ในหลายประเทศ ระบบ EEW ใช้สถานีวัดแผ่นดินไหวของรัฐในการตรวจจับ และส่งสัญญาณเตือน ขณะที่เวเนซุเอลาในกรณีนี้ ระบบของกูเกิลที่อาศัยโทรศัพท์ของประชาชนจึงกลายเป็นช่องทางเตือนภัยที่สำคัญโดยปริยาย 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงค่ำวันพุธต่อเนื่องถึงเช้าวันพฤหัสบดี (รายงานข่าวแต่ละแหล่งระบุช่วงเวลาที่แตกต่างกันเล็กน้อย บางแหล่งระบุว่า แผ่นดินไหวลูกที่สองซึ่งมีขนาด 7.5 เกิดขึ้นตามมาเพียง 39 วินาทีหลังจากลูกแรก ขณะที่บางแหล่งระบุว่า ทั้งสองลูกเกิดห่างกันข้ามคืนจากค่ำวันพุธถึงเช้าวันพฤหัสบดี) ในสัปดาห์ของวันที่ 24-25 มิถุนายน 2569

โทรศัพท์มือถือกลายเป็น ‘เครื่องวัดแผ่นดินไหว’ ได้อย่างไร?

กูเกิลพัฒนาระบบ Android Earthquake Alerts System โดยใช้แนวคิดนำอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวันอย่างสมาร์ตโฟนมาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายตรวจจับภัยพิบัติ โดยอาศัยฐานผู้ใช้งานแอนดรอยด์ที่มีอยู่จำนวนมหาศาล และกระจายตัวอยู่ทั่วโลก ทำให้โทรศัพท์แต่ละเครื่องสามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบตรวจจับแผ่นดินไหวได้พร้อมกัน

หลักการทำงานเริ่มจากข้อเท็จจริงพื้นฐานว่า สมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ทุกเครื่องมีเซนเซอร์วัดความเร่ง หรือ Accelerometer อยู่ภายใน ซึ่งเป็นเซนเซอร์เดียวกับที่ใช้ตรวจจับการหมุนหน้าจอเวลาเปลี่ยนจากแนวตั้งเป็นแนวนอน เซนเซอร์ชนิดนี้มีความไวพอที่จะตรวจจับแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ของพื้นดินได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อสมาร์ตโฟนที่วางอยู่นิ่งๆ ตรวจพบคลื่นไหวสะเทือนในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะ คลื่นพี (P-wave) ซึ่งเป็นคลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางเร็วที่สุด แต่มีความรุนแรงน้อยที่สุด ตัวเครื่องจะส่งข้อมูลการสั่นสะเทือนนั้นไปยังเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลโดยอัตโนมัติ พร้อมพิกัดตำแหน่งโดยประมาณ 

จากนั้นเมื่อเซิร์ฟเวอร์ได้รับสัญญาณลักษณะเดียวกันจากโทรศัพท์จำนวนมากในพื้นที่ใกล้เคียง ระบบจะนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกันเพื่อยืนยันว่าเป็นแผ่นดินไหวจริง พร้อมคำนวณตำแหน่งศูนย์กลาง และขนาดโดยประมาณของเหตุการณ์

จุดสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ทำงานได้จริงคือ “ความเร็วของการสื่อสารข้อมูล” เพราะสัญญาณดิจิทัลจากโทรศัพท์ไปยังเซิร์ฟเวอร์และย้อนกลับไปยังผู้ใช้งานอื่นเดินทางด้วยความเร็วใกล้เคียงแสง ซึ่งเร็วกว่าแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่เคลื่อนผ่านชั้นเปลือกโลกอย่างมาก

ระบบตรวจจับแรงสั่นของ Google บน Android เตือนเวเนซุเอลาก่อนแผ่นดินไหว

By Reuters

หลักการนี้มักถูกเปรียบเทียบกับความต่างระหว่าง “ฟ้าแลบ” และ “เสียงฟ้าร้อง” โดยแสงจะมาถึงก่อนเสมอ ขณะที่เสียงใช้เวลานานกว่า เช่นเดียวกัน ผู้ที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุดมักจะได้รับคำเตือนช้าหรือแทบไม่มีเวลา ขณะที่ผู้ที่อยู่ไกลออกไปจะมีเวลามากกว่า แม้จะยังเป็นช่วงสั้นๆ ในระดับวินาทีเท่านั้น

ในเชิงธรณีวิทยา คลื่นแผ่นดินไหวแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่ คลื่นพี (P-wave) ซึ่งเร็วที่สุด และเบาที่สุด, คลื่นเอส (S-wave) ซึ่งช้ากว่าแต่มีพลังทำลายสูงกว่า, และคลื่นแอล (L-wave) ซึ่งมาถึงหลังสุด และเป็นตัวสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด

ดังนั้น ระบบของกูเกิลจึงอาศัย “ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างคลื่นพี และคลื่นที่รุนแรงกว่า” เป็นหน้าต่างสำคัญของการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ได้แก่ ดร.ริชาร์ด อัลเลน (Dr.Richard Allen) จาก Berkeley Seismology Lab, ดร. ไค คง (Dr.Qingkai Kong) และ ดร.ลูซี โจนส์ (Dr.Lucy Jones) ซึ่งร่วมกันออกแบบแนวทางการใช้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเป็นระบบตรวจจับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

เครือข่ายที่ขยายจากร้อยล้านสู่พันล้านอุปกรณ์

ระบบ Android Earthquake Alerts System เริ่มเปิดใช้งานราวปี 2563-2564 ขึ้นอยู่กับการนับของแต่ละแหล่งข้อมูล และเติบโตอย่างรวดเร็วจนปัจจุบันครอบคลุมเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก

ข้อมูลจากกูเกิล ระบุว่า ระบบสามารถตรวจจับแผ่นดินไหวได้มากกว่า 18,000 ครั้ง และส่งคำเตือนสำหรับเหตุการณ์สำคัญมากกว่า 2,000 ครั้ง โดยรวมแล้วมีการส่งการแจ้งเตือนทั่วโลกแล้วประมาณ 790 ล้านครั้ง

สิ่งที่สะท้อนขนาดของระบบได้ชัดเจนที่สุด คือ จำนวนประชากรที่อยู่ภายใต้การครอบคลุมของระบบเตือนภัย ซึ่งเพิ่มจากราว 250 ล้านคนในปี 2562 เป็นประมาณ 2.5 พันล้านคนในปัจจุบัน

ด้าน ดร.ริชาร์ด ระบุว่า โดยเฉลี่ยระบบจะตรวจพบแผ่นดินไหวประมาณ 60 เหตุการณ์ต่อเดือน และส่งการแจ้งเตือนไปยังอุปกรณ์แอนดรอยด์เฉลี่ยราว 18 ล้านเครื่องต่อเหตุการณ์

เสียงจากผู้ใช้งานจริงในพื้นที่เกิดเหตุ

บนแพลตฟอร์ม X มีผู้ใช้งานรายหนึ่งชื่อ ติโอกานิส โอปันเซโทส (Tiocanis Opanxethos) เล่าว่า โทรศัพท์ของเขาส่งเสียงเตือนก่อนเกิดแรงสั่นสะเทือนเพียงไม่กี่วินาที ทำให้เขามีเวลาวิ่งออกไปอยู่ในพื้นที่โล่งได้ทัน

ขณะที่ในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เปริเคลส์ ซานเชซ (Pericles Sánchez) นักเขียนวัย 39 ปี ระบุว่า เขาได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าหลายนาทีก่อนแรงสั่นสะเทือนจะมาถึง ทำให้สามารถพาตัวเองออกไปอยู่นอกบ้านได้ทัน และบ้านของครอบครัวไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง เขาเล่าว่า “กว่าจะรู้สึกถึงแรงสั่นจริง ทุกคนก็ออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว”

อีกกรณีหนึ่ง ดิโอเจเนส โลเปซ (Diogenes López) ชาวเวเนซุเอลาที่อาศัยอยู่ในโบโกตา โคลอมเบีย ได้รับการแจ้งเตือนเช่นกัน แม้จะอยู่นอกประเทศแล้ว เนื่องจากระบบยังเชื่อมโยงกับพื้นที่เกิดเหตุ เขารีบตรวจสอบแผนที่ และพบว่าศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใกล้บ้านเกิดของเขา ทำให้กังวลอย่างมากเกี่ยวกับครอบครัว ก่อนจะได้รับข้อความยืนยันในภายหลังว่าทุกคนปลอดภัย 

เขายังกล่าวว่า เวเนซุเอลาไม่มี “วัฒนธรรมการรับมือแผ่นดินไหว” เหมือนญี่ปุ่นหรือชิลี ทำให้ผู้คนไม่คุ้นชินกับสถานการณ์ลักษณะนี้

ทำไมถึงเตือนล่วงหน้าได้ ทั้งที่ไม่สามารถทำนายแผ่นดินไหว

นิกฮาร์ อโรรา (Nikhar Arora) ผู้อำนวยการบริษัท BOTS.Ai by HR Anexi อธิบายว่า ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ คิดว่ากูเกิลสามารถทำนายแผ่นดินไหวได้ ทั้งที่ความจริงระบบเพียงตรวจจับสัญญาณเริ่มต้น และส่งคำเตือนก่อนแรงสั่นสะเทือนหลักจะมาถึง

เขาอธิบายว่า สมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายเซนเซอร์ขนาดใหญ่แบบกระจาย เมื่ออุปกรณ์จำนวนมากตรวจพบรูปแบบการสั่นสะเทือนที่สอดคล้องกัน ระบบจะนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อประเมินตำแหน่ง และความรุนแรง ก่อนส่งคำเตือนกลับไปยังผู้ใช้งานในพื้นที่ใกล้เคียง

ผลลัพธ์คือ หน้าต่างเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน วินาทีเหล่านั้นอาจเพียงพอให้ผู้คนหลบออกจากอาคารหรือหยุดกิจกรรมเสี่ยงได้ทัน

ขณะที่ ฤาษิต พันธรี (Hrishit Panthry) จาก Envirocare Foundation มองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีในระบบจัดการภัยพิบัติ เขาระบุว่า แม้จะไม่สามารถทำนายแผ่นดินไหวได้ แต่เทคโนโลยีสามารถช่วยตรวจจับ และสื่อสารข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งช่วยลดความสูญเสียได้จริง

ฤาษิตยังชี้ว่า เมื่อเมืองขยายตัว และโครงสร้างพื้นฐานซับซ้อนขึ้น ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจะยิ่งมีความสำคัญ และสมาร์ตโฟนที่แพร่หลายทั่วโลกได้กลายเป็นช่องทางสำคัญในการส่งข้อมูลความปลอดภัยโดยตรงถึงประชาชนในช่วงวิกฤติ

ระบบเตือนภัยทั่วโลก และข้อจำกัดร่วมกัน

แม้แต่ละประเทศจะมีระบบของตนเอง แต่ทั้งหมดมีข้อจำกัดร่วมกันคือ ระยะเวลาเตือนที่สั้นมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว ซึ่งอาจได้รับการแจ้งเตือนเพียงไม่กี่วินาที หรือในบางกรณีอาจไม่ได้รับก่อนแรงสั่นสะเทือนเริ่มขึ้นแล้ว

ในสหรัฐ ระบบ ShakeAlert และแอป MyShake ใช้งานในบางรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย ออริกอน และวอชิงตัน โดยมีผู้ได้รับการแจ้งเตือนหลายล้านคนต่อเหตุการณ์ ขณะที่ระบบแจ้งเตือนสาธารณะอย่าง Wireless Emergency Alerts (WEA) จะส่งข้อความสั้นไม่เกิน 90 ตัวอักษร

ส่วนญี่ปุ่นพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้ามาตั้งแต่ราวปี 2550 และต่อยอดระบบใต้ทะเล S-Net หลังเหตุแผ่นดินไหว และสึนามิครั้งใหญ่ปี 2554 เพื่อเพิ่มความเร็วในการตรวจจับ และเตือนภัยทั้งแผ่นดินไหว และสึนามิ

ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติชี้ตรงกันว่า ไม่มีเทคโนโลยีใดหยุดแผ่นดินไหวได้ แต่ระบบเตือนภัยสามารถซื้อเวลาให้มนุษย์ได้ในช่วงสั้นที่สุดของวิกฤติ

กรณีเวเนซุเอลาจึงกลายเป็นภาพสะท้อนของโลกยุคใหม่ ที่โทรศัพท์มือถือธรรมดาอาจทำหน้าที่ได้มากกว่าการสื่อสาร แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยระดับโลกไปพร้อมกัน และสำหรับผู้คนที่ได้รับการแจ้งเตือน วินาทีสั้นๆ เหล่านั้น อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างการรอดพ้นอันตราย หรือการเผชิญหน้ากับแรงสั่นสะเทือนโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าเลย

 

อ้างอิง: NDTVNew York PostIndependentFirst Post และ The Guardian

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์