วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

คณะกรรมการสรรหานัดวินิจฉัยคุณสมบัติ ชี้ชะตา ‘หมอสรณ’ สะเทือนเก้าอี้ประธานกสทช.

สายตาของวงการโทรคมนาคมและหน่วยงานกำกับดูแลกำลังจับจ้องไปที่การประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเป็นวันชี้ขาดสำคัญต่อกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่

การประชุมดังกล่าวมีขึ้นหลังจากคณะกรรมการสรรหาฯ เปิดรับข้อมูลและพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาต่อเนื่อง โดยประเด็นหลักอยู่ที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลาออกจากวิชาชีพและตำแหน่งต่างๆ ก่อนเข้ารับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ภายหลังจากวันที่มีการแจ้งลาออกแล้ว

ก่อนถึงวันพิจารณา ได้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. โดยนายประพันธุ์ คูณมี นักกฎหมายและอดีตสมาชิกวุฒิสภา ออกมาแสดงความเห็นว่า กฎหมายปัจจุบันให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาโดยตรงในการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการคัดเลือกเป็น กสทช. และคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุด

นายประพันธุ์ ระบุว่า การอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 เพื่อชี้ว่าคณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติของประธาน กสทช. เป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากเป็นคนละกรณีกัน

อีกทั้งมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2564 กำหนดชัดเจนว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย และคำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับกรณีที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องของประธาน กสทช. ที่ขอให้ศาลพิจารณาการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา โดยเห็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ไม่ใช่อำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบยังคงเดินหน้าต่อภายใต้กลไกของคณะกรรมการสรรหา

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ประธาน กสทช. ได้มีหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ขอให้พิจารณาว่าการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งผลการพิจารณาไปยังประธาน กสทช. แล้วตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่ง ประเด็นความเชื่อมโยงกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยังคงถูกจับตา หลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าไม่ได้รับข้อมูลบางส่วนตามที่ร้องขอเพื่อนำมาตรวจสอบข้อเท็จจริง

ก่อนหน้านี้ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งเข้าร่วมติดตามเรื่องดังกล่าว แสดงความผิดหวังต่อการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ส่งข้อมูลครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลการปฏิบัติงานในฐานะแพทย์ตรวจรายชั่วโมงของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติหรือไม่

ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยข้อมูลว่า ภายในเวลาไม่กี่เดือนหลัง นพ.สรณ เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ในปี 2565 กสทช. ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนโครงการของมูลนิธิรามาธิบดี วงเงิน 180 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลและข้อมูลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี 5G ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งข้อสังเกตในระหว่างการตรวจสอบครั้งนี้ด้วย

ขณะที่ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบยังรวมถึงกรณีการปฏิบัติหน้าที่และรับค่าตอบแทนในฐานะแพทย์ตรวจรายชั่วโมงของโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมถึงการดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเข้ารับตำแหน่ง กสทช. ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงสำคัญที่คณะกรรมการสรรหาต้องนำมาประกอบการวินิจฉัย

นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เคยตีความไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากไม่สามารถแสดงหลักฐานการลาออกจากตำแหน่งหรือวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนดได้ อาจเข้าข่ายเป็นการสละสิทธิในการรับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งทำให้ประเด็นเรื่องหลักฐานการลาออกกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาในครั้งนี้

แหล่งข่าวที่ติดตามกระบวนการตรวจสอบครั้งนี้ประเมินว่า แนวโน้มการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา กสทช. อาจออกมาในทิศทางที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง กสทช.

อย่างไรก็ตาม คาดว่า นพ.สรณ จะใช้สิทธิทางกฎหมายยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนหรือขอคุ้มครองการบังคับตามคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยมีประเด็นต่อสู้สำคัญว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดปัจจุบันไม่มีอำนาจในการตรวจสอบหรือวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งและเข้ารับตำแหน่งแล้ว เนื่องจากเห็นว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงตั้งแต่กระบวนการสรรหาและเสนอชื่อเสร็จสิ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนการตรวจสอบเห็นต่าง โดยอ้างบทบัญญัติมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่า หากเหตุแห่งการขาดคุณสมบัติเกิดขึ้นก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ยังคงเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมในการวินิจฉัย และคำวินิจฉัยดังกล่าวให้เป็นที่สุดตามที่กฎหมายกำหนด

ด้วยเหตุนี้ การประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในวันที่ 26 มิถุนายน จึงถูกมองว่าเป็นจุดตัดสำคัญของคดีที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน และอาจส่งผลโดยตรงต่อสถานะของประธาน กสทช. รวมถึงนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายในชั้นศาลปกครองต่อไป ไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาในทิศทางใดก็ตาม