วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน 2569

Login
Login

Google ลงทุน 2.4 พันล้านบาท ใน A24 พัฒนาเอไอสร้างหนัง ท่ามกลางข้อกังวลลิขสิทธิ์

ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมภาพยนตร์ กับบริษัทพัฒนาเอไอมักเต็มไปด้วยความระมัดระวัง สตูดิโอภาพยนตร์หลายแห่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำผลงานไปใช้ฝึกโมเดลเอไอ ขณะที่ผู้กำกับ นักเขียนบท และคนทำงานในวงการหลายคนมองว่า เอไออาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างสรรค์ผลงานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น ความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่างกูเกิล (Google) และ A24 กลายเป็นดีลที่ได้รับความสนใจจากทั้งวงการเทคโนโลยี และวงการภาพยนตร์ เพราะเป็นหนึ่งในความพยายามที่ชัดเจนที่สุดในการนำเอไอเข้ามาทำงานร่วมกับผู้สร้างภาพยนตร์โดยตรง

กูเกิลประกาศลงทุนราว 75 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท ใน A24 สตูดิโอภาพยนตร์อิสระสัญชาติอเมริกัน ภายใต้ความร่วมมือด้านการวิจัย และพัฒนาเอไอที่ดำเนินการผ่านดีปมายด์ (DeepMind) หน่วยงานวิจัยเอไอของบริษัท

รายงานของ The Wall Street Journal ที่อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเรื่องนี้ ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่กูเกิลเข้าไปถือหุ้นในสตูดิโอภาพยนตร์โดยตรง แม้ว่าบริษัทจะมีบทบาทในอุตสาหกรรมบันเทิงมาอย่างยาวนานผ่านแพลตฟอร์มยูทูบก็ตาม

A24 เป็นสตูดิโอที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์และผลงานที่ประสบความสำเร็จหลายเรื่อง รวมถึง “Everything Everywhere All at Once”, “Marty Supreme” และ “Backrooms” โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ผู้ชมจำนวนมากจดจำได้ในฐานะแบรนด์ภาพยนตร์ ไม่ต่างจากสตูดิโอรายใหญ่ของฮอลลีวูด

Google ลงทุน 2.4 พันล้านบาท ใน A24 พัฒนาเอไอสร้างหนัง ท่ามกลางข้อกังวลลิขสิทธิ์

หนึ่งในฉากของภาพยนตร์เรื่อง Backrooms โดย A24

เป้าหมายของความร่วมมือ

กูเกิลและสตูดิโอ A24 มีเป้าหมายร่วมกันคือ การพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้สร้างภาพยนตร์ โดยทั้งสองบริษัทจะร่วมกันวิจัยและออกแบบเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในกระบวนการสร้างหนัง ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการผลิตไปจนถึงการเผยแพร่ผลงาน

ทั้งนี้ ความร่วมยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่วงการภาพยนตร์ยังมีท่าทีระมัดระวังต่อเอไออย่างมาก นับตั้งแต่การมาถึงของโมเดลเอไอที่สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอได้จากคำสั่งข้อความ จนทำให้หลายสตูดิโอยื่นฟ้องหรือส่งหนังสือเตือนไปยังบริษัทเอไอ โดยกล่าวว่า มีการละเมิดลิขสิทธิ์จากการนำผลงานสร้างสรรค์ไปใช้ฝึกโมเดลโดยไม่ได้รับอนุญาต 

ขณะเดียวกัน ผู้กำกับและคนทำหนังจำนวนไม่น้อยก็แสดงความกังวลว่าเอไออาจกลายเป็นศัตรูของงานสร้างสรรค์ มากกว่าจะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือ

แม้กระแสความระแวงดังกล่าวจะยังมีอยู่ แต่ก่อนหน้านี้ก็มีบริษัทบันเทิงรายใหญ่หลายแห่งทดลองนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้บ้างแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ดิสนีย์ (Disney) ซึ่งเคยทำข้อตกลงความร่วมมือกับโอเพนเอไอ (OpenAI) เมื่อปี 2568 ทว่าความร่วมมือนั้นต้องยุติลงอย่างกะทันหัน หลังโอเพนเอไอปิดให้บริการเครื่องมือสร้างวิดีโอชื่อ Sora ลงในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

ส่วนเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) เพิ่งเข้าซื้อกิจการสตาร์ตอัปด้านเอไอชื่อ InterPositive ซึ่งก่อตั้งโดยเบน แอฟเฟล็ก (Ben Affleck) เมื่อช่วงต้นปี 2569 โดยบริษัทดังกล่าวพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับปรับแต่งฉากภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องกลับไปถ่ายทำใหม่

และก่อนหน้านั้นอีกปี เอ็มจีเอ็ม สตูดิโอส์ (MGM Studios) ภายใต้อเมซอน (Amazon) ก็ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านเอไอขึ้นมา เพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับงานผลิตภาพยนตร์ และโทรทัศน์โดยตรง

ดังนั้น เมื่อเทียบกับกระแสความตื่นตัวที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การนำเอไอมาใช้งานจริงในฮอลลีวูดกระแสหลักก็ยังถือว่าอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น

เงื่อนไข และขอบเขตการเข้าถึงข้อมูล

สกอตต์ เบลสกี (Scott Belsky) หุ้นส่วนของ A24 ผู้ดูแลงานด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมของสตูดิโอ อธิบายว่า หนึ่งในเหตุผลที่วงการภาพยนตร์ยังไม่เปิดรับเอไออย่างเต็มตัว เป็นเพราะที่ผ่านมาผู้พัฒนาเทคโนโลยีมักวางตำแหน่งของเอไอไว้ในฐานะเครื่องมือที่ทำงานแทนมนุษย์ หรือทำให้การสร้างภาพยนตร์ถูกลง และเร็วขึ้น ซึ่งเป็นจุดขายที่ไม่ได้ดึงดูดใจคนทำหนัง

“เราเชื่อว่ายังมีวิธีใช้เอไอที่ดีกว่านั้น เป็นวิธีที่ยังคงรักษาอำนาจการตัดสินใจของผู้สร้างสรรค์ผลงานไว้ และสนับสนุนการกล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ” เบลสกี กล่าว

เขายังย้ำต่อไปว่า “เครื่องมือที่ทั้งสองบริษัทกำลังพัฒนาขึ้นนั้นจะไม่มีหน้าตาเหมือนเอไอแบบสร้างภาพยนตร์หรือสร้างเนื้อหาจากคำสั่งข้อความในลักษณะที่หลายคนรู้สึกไม่สบายใจ แต่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้กำกับและทีมสร้างสรรค์ยังคงควบคุมกระบวนการทำงานได้ด้วยตนเองอยู่เสมอ”

ข้อตกลงดังกล่าวยังมีเงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งคือ กูเกิลจะไม่ได้รับสิทธิเข้าถึงข้อมูลของ A24 ไม่ว่าจะเป็นคลังภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หรือข้อมูลภายในของบริษัทแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายสตูดิโอให้ความสำคัญอย่างมากในยุคที่ข้อพิพาทเรื่องข้อมูล และลิขสิทธิ์กลายเป็นหัวข้อถกเถียงระดับโลก

ทั้งสองฝ่ายยังระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ศิลปิน ผู้กำกับ และคนทำงานในเครือข่ายของ A24 เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเครื่องมือเอไอด้วยเช่นกัน 

ทั้งนี้ A24 เป็นสตูดิโอที่ทำงานร่วมกับนักแสดง และผู้กำกับชื่อดังจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) แอนน์ แฮทธาเวย์ (Anne Hathaway) รวมถึงเคน พาร์สันส์ (Kane Parsons) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Backrooms

ส่วนของฝั่งกูเกิล อีไล คอลลินส์ (Eli Collins) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของดีปมายด์ ให้ความเห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาชีพ 

“เราเชื่อว่าความก้าวหน้าครั้งสำคัญจะเกิดขึ้น เมื่อเทคโนโลยีไปอยู่ในมือของคนที่เก่งที่สุดในวงการนั้นๆ” คอลลินส์กล่าว

ด้านเดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีปมายด์ กล่าวในแถลงข่าวว่า บริษัทต้องการพัฒนาเครื่องมือโดยอาศัยความคิดเห็นจากผู้สร้างผลงานตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น 

“เราเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับศิลปินคือ การทำงานร่วมกับพวกเขาโดยตรง” ฮัสซาบิสกล่าว และเสริมว่า การร่วมมือกับผู้สร้างภาพยนตร์และผู้นำในอุตสาหกรรมอย่าง A24 ตั้งแต่เริ่มต้นนั้น จะช่วยให้ดีปมายด์สามารถพัฒนาฟีเจอร์เอไอใหม่ๆ ที่สนับสนุนการเล่าเรื่องที่มีความหมาย ช่วยให้ศิลปินสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ทางความคิดสร้างสรรค์ของตนเองออกมาได้ดียิ่งขึ้น

ทีม A24 Labs

เบื้องหลังข้อตกลงครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเริ่มหารือกันมาตั้งแต่ก่อนที่เบลสกีจะย้ายจากบริษัทอะโดบี (Adobe) มาร่วมงานกับ A24 ในปี 2568

ปัจจุบัน A24 มีทีมงานด้านเทคโนโลยีภายในชื่อ A24 Labs ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 20 คน โดยหนึ่งในโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่คือ สร้างสตอรี่บอร์ดด้วยเอไอ 

สตอรี่บอร์ดในที่นี้คือ ภาพร่างลำดับฉากของภาพยนตร์ที่ใช้ในช่วงก่อนการถ่ายทำจริง เพื่อช่วยให้ทีมงานมองเห็นภาพรวมของเรื่องราว มุมกล้อง และลำดับเหตุการณ์ล่วงหน้า การนำเอไอเข้ามาช่วยในขั้นตอนดังกล่าวอาจทำให้ทีมงานสามารถค้นพบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ตั้งแต่ก่อนเริ่มการผลิตจริง

สถานะทางธุรกิจ และการเงินของ A24

ด้านธุรกิจ A24 กำลังอยู่ในช่วงเติบโต บริษัทระดมทุนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2567 โดยมีกองทุน Thrive Capital เป็นผู้นำการลงทุน ส่งผลให้มูลค่ากิจการของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์ ในขณะนั้น และแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า เม็ดเงินจากกูเกิลในครั้งนี้มีมูลค่าใกล้เคียงกับเงินลงทุนที่ Thrive Capital เคยใส่เข้ามาในบริษัทเมื่อตอนนั้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ตลอดสองปีที่ผ่านมา รายได้ของ A24 เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จากการเพิ่มงบประมาณการผลิตภาพยนตร์ และการขยายธุรกิจไปสู่รายการเรียลลิตี้ ดนตรี และโรงละคร

จากเดิมที่เป็นเพียงสตูดิโอภาพยนตร์อิสระขนาดเล็ก A24 ได้กลายมาเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของฮอลลีวูดในเวลานี้ โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัย NRG ที่ทาง A24 นำมาเปิดเผยระบุว่า ผู้ชมภาพยนตร์มากกว่าครึ่งหนึ่งมองว่าตนเองเป็น “แฟน” ของ A24 ซึ่งทำให้บริษัทถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับดิสนีย์ ในฐานะสตูดิโอที่สามารถดึงดูดผู้ชมให้เข้าโรงภาพยนตร์ได้จากเพียงชื่อของแบรนด์เท่านั้น

โอกาส และความท้าทายของการร่วมมือ

การร่วมมือกับกูเกิลก็ถือเป็นก้าวที่สำคัญ และอาจมีความท้าทายสำหรับ A24 เช่นกัน

ชื่อเสียงของบริษัทถูกสร้างขึ้นจากการสนับสนุนผู้กำกับหน้าใหม่ งานสร้างสรรค์นอกกระแส และกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักมีท่าทีตั้งคำถามต่ออำนาจของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี รวมถึงผลกระทบของเอไอที่มีต่อสังคมอยู่แล้วโดยพื้นฐาน การจับมือกับกูเกิลในครั้งนี้จึงอาจถูกมองว่าขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่ A24 สร้างมาตลอดได้เช่นกัน

ในอีกด้านหนึ่ง A24 ก็กำลังพยายามขยายตัวจากสตูดิโออิสระไปสู่การเป็นบริษัทสื่อระดับโลก โดยแหล่งข่าวระบุว่า ผู้บริหารของบริษัทกำลังหารือกับนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ และซีรีส์สำหรับตลาดนานาชาติ 

ขณะนี้บริษัทได้เปิดสำนักงานในสหราชอาณาจักรไปแล้ว เพื่อรองรับการผลิตเนื้อหาในประเทศดังกล่าวโดยเฉพาะ

โปรเจกต์ใหญ่ที่กำลังอยู่ระหว่างการสร้าง

ขณะเดียวกัน A24 ก็กำลังเดินหน้าผลิตภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง Elden Ring ซึ่งดัดแปลงจากวิดีโอเกมชื่อดังในชื่อเดียวกัน ด้วยงบประมาณราว 175 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5,600 ล้านบาท นับเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท กำกับโดยอเล็กซ์ การ์แลนด์ (Alex Garland) ผู้กำกับที่เคยฝากผลงานไว้กับ A24 มาแล้วทั้ง Ex Machina และ Civil War

ความร่วมมือระหว่างกูเกิล และ A24 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในการค้นหาวิธีนำเอไอมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานสร้างสรรค์

ขณะที่คำถามเรื่องผลกระทบต่อผู้สร้างผลงาน ลิขสิทธิ์ และอนาคตของวงการบันเทิง ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องทั้งในวงการภาพยนตร์และทั่วโลก

 

 

 

อ้างอิง: GoogleThe Wall Street JournalVariety และ TechCrunch

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์