วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน 2569

Login
Login

จับตา ‘แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ’ ทางรอดทีวีดิจิทัล? หลังโรดแมปยังไม่ตกผลึก

ผู้สื่อข่าวรายงานรายงานว่า วานนี้ (22 มิ.ย.) ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ ประธาน กสทช. เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช. ว่า ที่ประชุมมีมติ 'เห็นชอบ' แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์และวิทยุในช่วง 5 ปีข้างหน้า

โดยสาระสำคัญของแผนแม่บทฉบับดังกล่าว คือ การผลักดันให้เกิด แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับโทรทัศน์ภาคพื้นดินและวิทยุกระจายเสียง หรือ “แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ” เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเผยแพร่เนื้อหาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปรับชมคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น

โรดแมปทีวีดิจิทัลยังไม่ยุติ

อย่างไรก็ตาม ในวาระการพิจารณา แผนที่นำทาง (โรดแมป) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย พ.ศ.2569-2573 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2572 นั้น ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ และมีมติให้สำนักงาน กสทช. กลับไปศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำกลับมาเสนอใหม่ภายใน 30 วัน

ประเด็นแรกที่ยังเป็นข้อถกเถียง คือ รูปแบบการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในรอบถัดไป ซึ่งสำนักงาน กสทช. ได้วางกรอบให้มีการจัดประมูลล่วงหน้าในช่วงปลายปี 2571 แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้ที่ควรเข้าร่วมประมูลควรเป็น ผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) หรือ ผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัล

ดังนั้น บอร์ด กสทช. เห็นว่ายังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากผู้ให้บริการโครงข่ายบางรายมีสถานะเป็นเจ้าของช่องรายการด้วย จึงอาจมีประเด็นเรื่องความได้เปรียบทางการแข่งขันหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะที่หากเปิดให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเข้าประมูลโดยตรง ก็อาจดำเนินการภายใต้โครงสร้างเดิมได้ง่ายกว่า

กสทช.จึงมอบหมายให้สำนักงานกลับไปจัดทำรายละเอียดเปรียบเทียบ ทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดทางกฎหมาย รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อประกอบการตัดสินใจในครั้งถัดไป

ปัจจัยคลื่น 3500 ตัวแปรสำคัญ

อีกประเด็นสำคัญที่ทำให้บอร์ดยังไม่พร้อมลงมติ คือ แนวทางการยุติการให้บริการรับชมโทรทัศน์ผ่านสัญญาณดาวเทียมในย่านคลื่น 3500 MHz และการเปลี่ยนผ่านจากระบบ C-Band ไปสู่ KU-Band ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคลื่นความถี่ในอนาคต

ประธาน กสทช. ระบุว่า ปัจจุบันยังมีประชาชนจำนวนมากรับชมทีวีดิจิทัลผ่านจานดาวเทียม โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 10 ล้านครัวเรือน ดังนั้น การกำหนดโรดแมปที่นำไปสู่การยุติการใช้คลื่นดังกล่าว จำเป็นต้องประเมินผลกระทบต่อประชาชนอย่างละเอียด เพราะหากกระบวนการเปลี่ยนผ่านส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการโทรทัศน์ได้ยากขึ้น หรือถูกจำกัดสิทธิในการรับชม ก็อาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของการกำกับดูแล

ใบอนุญาต MUX จะสิ้นสุดในปี 2571 ขณะที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดในปี 2572 ซึ่งไม่ตรงกัน จึงต้องศึกษาทั้งผลกระทบทางกฎหมาย ผลต่อประชาชน ผลต่อผู้ประกอบการ และข้อจำกัดในแต่ละทางเลือกให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ

สถิติชี้คนไทยยังดูทีวีมากถึง 83.7%

ทั้งนี้ ผลสำรวจการเข้าถึงสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ พ.ศ. 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงาน กสทช. จากกลุ่มตัวอย่าง 31,500 คน อายุ 18-76 ปีทั่วประเทศ พบว่า คนไทย 83.7% ยังรับชมรายการโทรทัศน์ ขณะที่ 16.3% ไม่รับชม สะท้อนว่าโทรทัศน์ยังไม่หายไปจากชีวิตประจำวันของประชาชน แต่พฤติกรรมการรับชมกำลังเปลี่ยนจากโครงข่ายเดิมไปสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะช่องทางรับชม พบว่า กล่องดาวเทียมยังนำอยู่ที่ 48.4% แต่การรับชมผ่านอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันไล่ตามมาติด ๆ ที่ 46.7% สูงกว่าการรับชมผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินดิจิทัลโดยตรง ซึ่งอยู่ที่ 39.2% โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 18-24 ปี และ 25-42 ปี ที่เลือกดูผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหลัก

ไลฟ์ทีวียังแข็ง‘ข่าว’ยังตัวท็อป

ขณะเดียวกัน การรับชมรายการโทรทัศน์ตามผังออกอากาศ หรือ Linear TV ยังมีสัดส่วนสูงถึง 90.4% โดยผู้ชมส่วนใหญ่รับชมทุกวัน 54.3% และใช้อุปกรณ์หลักเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ธรรมดา 69.9% ตามด้วยสมาร์ตทีวี 24.9%

สำหรับประเภทเนื้อหาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการรับชมตามผัง ได้แก่ รายการข่าว 90.8% ละคร/ซีรีส์ 71.0% รายการวาไรตี้ 46.5% ภาพยนตร์ 30.6% และรายการกีฬา 25.2% ตัวเลขนี้ชี้ว่า “ข่าว” ยังเป็นจุดแข็งสำคัญของฟรีทีวีไทย แม้แพลตฟอร์มออนไลน์จะเข้ามาแย่งเวลาผู้ชมมากขึ้นก็ตาม

ซึ่งจากผลสำรวจชี้ชัดว่าโจทย์ของ กสทช. และอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยจึงไม่ใช่เพียงการรักษาโครงข่ายเดิม แต่คือการทำให้เนื้อหาฟรีทีวี โดยเฉพาะข่าวสารและข้อมูลสาธารณะ เข้าถึงประชาชนได้ทุกแพลตฟอร์มอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และไม่ถูกผูกขาดโดยใครเพียงรายเดียวและจะออกแบบอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้เล่นบางราย และท้ายที่สุด