วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา ‘แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ’ ทางรอดทีวีดิจิทัล? หลังโรดแมปยังไม่ตกผลึก

กสทช.เดินหน้าอนุมัติแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 วางหมุดส่งเสริม “แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ” รับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล แต่ยังชะลอการตัดสินใจเรื่องโรดแมปทีวีดิจิทัล หลังบอร์ดยังมีข้อกังวลทั้งการจัดประมูลใบอนุญาตรอบใหม่ และผลกระทบจากการยุติการรับชมผ่านดาวเทียมที่อาจกระทบประชาชนกว่า 10 ล้านครัวเรือน

KEY POINTS

  • กสทช. มีมติเห็นชอบแผนแม่บทฯ ฉบับที่ 3 ซึ่งมีสาระสำคัญคือการผลักดันให้เกิด "แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ" เพื่อเป็นทางรอดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล
  • อย่างไรก็ตาม แผนที่นำทาง (โรดแมป) สำหรับกิจการโทรทัศน์ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยบอร์ด กสทช. สั่งให้สำนักงานฯ กลับไปศึกษาเพิ่มเติมภายใน 30 วัน
  • ประเด็นที่ยังเป็นข้อถกเถียงสำคัญคือรูปแบบการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลรอบใหม่ ว่าควรให้ผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) หรือผู้ประกอบการช่องทีวีเป็นผู้ประมูล
  • อีกปัจจัยที่ทำให้โรดแมปยังไม่ตกผลึก คือแนวทางการยุติการให้บริการทีวีผ่านดาวเทียมย่าน C-Band ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 10 ล้านครัวเรือน
  • ผลสำรวจชี้ว่าคนไทยยังดูทีวีสูงถึง 83.7% แต่พฤติกรรมการรับชมเปลี่ยนไปผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนการสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานรายงานว่า วานนี้ (22 มิ.ย.) ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ ประธาน กสทช. เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช. ว่า ที่ประชุมมีมติ 'เห็นชอบ' แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์และวิทยุในช่วง 5 ปีข้างหน้า

โดยสาระสำคัญของแผนแม่บทฉบับดังกล่าว คือ การผลักดันให้เกิด แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับโทรทัศน์ภาคพื้นดินและวิทยุกระจายเสียง หรือ “แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ” เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเผยแพร่เนื้อหาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปรับชมคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น

โรดแมปทีวีดิจิทัลยังไม่ยุติ

อย่างไรก็ตาม ในวาระการพิจารณา แผนที่นำทาง (โรดแมป) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย พ.ศ.2569-2573 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2572 นั้น ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ และมีมติให้สำนักงาน กสทช. กลับไปศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำกลับมาเสนอใหม่ภายใน 30 วัน

ประเด็นแรกที่ยังเป็นข้อถกเถียง คือ รูปแบบการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในรอบถัดไป ซึ่งสำนักงาน กสทช. ได้วางกรอบให้มีการจัดประมูลล่วงหน้าในช่วงปลายปี 2571 แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้ที่ควรเข้าร่วมประมูลควรเป็น ผู้ให้บริการโครงข่าย (MUX) หรือ ผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัล

ดังนั้น บอร์ด กสทช. เห็นว่ายังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากผู้ให้บริการโครงข่ายบางรายมีสถานะเป็นเจ้าของช่องรายการด้วย จึงอาจมีประเด็นเรื่องความได้เปรียบทางการแข่งขันหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะที่หากเปิดให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเข้าประมูลโดยตรง ก็อาจดำเนินการภายใต้โครงสร้างเดิมได้ง่ายกว่า

กสทช.จึงมอบหมายให้สำนักงานกลับไปจัดทำรายละเอียดเปรียบเทียบ ทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดทางกฎหมาย รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อประกอบการตัดสินใจในครั้งถัดไป

ปัจจัยคลื่น 3500 ตัวแปรสำคัญ

อีกประเด็นสำคัญที่ทำให้บอร์ดยังไม่พร้อมลงมติ คือ แนวทางการยุติการให้บริการรับชมโทรทัศน์ผ่านสัญญาณดาวเทียมในย่านคลื่น 3500 MHz และการเปลี่ยนผ่านจากระบบ C-Band ไปสู่ KU-Band ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคลื่นความถี่ในอนาคต

ประธาน กสทช. ระบุว่า ปัจจุบันยังมีประชาชนจำนวนมากรับชมทีวีดิจิทัลผ่านจานดาวเทียม โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 10 ล้านครัวเรือน ดังนั้น การกำหนดโรดแมปที่นำไปสู่การยุติการใช้คลื่นดังกล่าว จำเป็นต้องประเมินผลกระทบต่อประชาชนอย่างละเอียด เพราะหากกระบวนการเปลี่ยนผ่านส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการโทรทัศน์ได้ยากขึ้น หรือถูกจำกัดสิทธิในการรับชม ก็อาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของการกำกับดูแล

ใบอนุญาต MUX จะสิ้นสุดในปี 2571 ขณะที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดในปี 2572 ซึ่งไม่ตรงกัน จึงต้องศึกษาทั้งผลกระทบทางกฎหมาย ผลต่อประชาชน ผลต่อผู้ประกอบการ และข้อจำกัดในแต่ละทางเลือกให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ

สถิติชี้คนไทยยังดูทีวีมากถึง 83.7%

ทั้งนี้ ผลสำรวจการเข้าถึงสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ พ.ศ. 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงาน กสทช. จากกลุ่มตัวอย่าง 31,500 คน อายุ 18-76 ปีทั่วประเทศ พบว่า คนไทย 83.7% ยังรับชมรายการโทรทัศน์ ขณะที่ 16.3% ไม่รับชม สะท้อนว่าโทรทัศน์ยังไม่หายไปจากชีวิตประจำวันของประชาชน แต่พฤติกรรมการรับชมกำลังเปลี่ยนจากโครงข่ายเดิมไปสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะช่องทางรับชม พบว่า กล่องดาวเทียมยังนำอยู่ที่ 48.4% แต่การรับชมผ่านอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันไล่ตามมาติด ๆ ที่ 46.7% สูงกว่าการรับชมผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินดิจิทัลโดยตรง ซึ่งอยู่ที่ 39.2% โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 18-24 ปี และ 25-42 ปี ที่เลือกดูผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหลัก

ไลฟ์ทีวียังแข็ง‘ข่าว’ยังตัวท็อป

ขณะเดียวกัน การรับชมรายการโทรทัศน์ตามผังออกอากาศ หรือ Linear TV ยังมีสัดส่วนสูงถึง 90.4% โดยผู้ชมส่วนใหญ่รับชมทุกวัน 54.3% และใช้อุปกรณ์หลักเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ธรรมดา 69.9% ตามด้วยสมาร์ตทีวี 24.9%

สำหรับประเภทเนื้อหาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการรับชมตามผัง ได้แก่ รายการข่าว 90.8% ละคร/ซีรีส์ 71.0% รายการวาไรตี้ 46.5% ภาพยนตร์ 30.6% และรายการกีฬา 25.2% ตัวเลขนี้ชี้ว่า “ข่าว” ยังเป็นจุดแข็งสำคัญของฟรีทีวีไทย แม้แพลตฟอร์มออนไลน์จะเข้ามาแย่งเวลาผู้ชมมากขึ้นก็ตาม

ซึ่งจากผลสำรวจชี้ชัดว่าโจทย์ของ กสทช. และอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยจึงไม่ใช่เพียงการรักษาโครงข่ายเดิม แต่คือการทำให้เนื้อหาฟรีทีวี โดยเฉพาะข่าวสารและข้อมูลสาธารณะ เข้าถึงประชาชนได้ทุกแพลตฟอร์มอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และไม่ถูกผูกขาดโดยใครเพียงรายเดียวและจะออกแบบอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้เล่นบางราย และท้ายที่สุด