วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

Login
Login

เมื่อ Cloud First ไม่ใช่คำตอบเดียว Synology ชู‘ไพรเวท เอไอ’รับข้อมูลยุคใหม่

ควันหลงจากเวที COMPUTEX 2026 ที่ไต้หวัน “กรุงเทพธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยพิเศษกับ “รหัท บุญตันจีน” ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท Synology (ประเทศไทย) จำกัด เล่า ทิศทางใหม่ของตลาดจัดเก็บข้อมูล และการวางหมากครั้งสำคัญของบริษัทภายใต้แนวคิด Private AI ที่กำลังกลายเป็นหัวใจขององค์กรยุคใหม่

องค์กรไทยเริ่มถอยจาก Cloud First

รหัทมองว่า ตลาดไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อองค์กรจำนวนมากเริ่มทบทวนการพึ่งพาคลาวด์สาธารณะ หลังเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยและอธิปไตยข้อมูล

เราไม่ได้มองว่าทุกองค์กรจะกลับไปใช้ On-premises 100% แต่สิ่งที่เห็นชัดคือหลายองค์กรเริ่มเลือกเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในระบบที่ตัวเองควบคุมได้ ขณะที่ข้อมูลบางส่วนยังคงอยู่บนคลาวด์ นี่คือรูปแบบ Hybrid ที่กำลังเกิดขึ้นจริง

เขาอธิบายว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ Synology จะผลักดันในไทยปีนี้มี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Data Protection (DP) หรือระบบสำรองและปกป้องข้อมูล และ High Performance Storage (HPS) สำหรับงานที่ต้องการประสิทธิภาพการประมวลผลสูง

ทั้งนี้ ลูกค้าหลักของ Synology ในไทยยังคงเป็นภาคการผลิตและภาครัฐ ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณ 35% ของฐานลูกค้าทั้งหมด โดยเฉพาะภาครัฐที่เริ่มเปลี่ยนแนวคิดจากนโยบาย Cloud First ไปสู่ Hybrid Infrastructure มากขึ้น

เหตุผลสำคัญคือโมเดลการคิดค่าบริการแบบ Subscription ซึ่งมักคิดตามจำนวนผู้ใช้ จำนวนอุปกรณ์ หรือปริมาณข้อมูล ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ผู้ใช้งานบางส่วนจะไม่ได้ใช้บริการเต็มประสิทธิภาพก็ตาม

ค่าใช้จ่ายคลาวด์ไม่ใช่โจทย์เดียว

นอกจากต้นทุนแล้ว ความเร็วในการกู้คืนข้อมูลกำลังกลายเป็นประเด็นที่องค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น

รหัทยกตัวอย่างว่า หากองค์กรถูกโจมตีด้วย Ransomware และต้องดึงข้อมูลขนาด 100 เทราไบต์กลับมาจากคลาวด์ ระยะเวลาการกู้คืนอาจกินเวลานานจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง

ดังนั้น สำหรับโรงงานผลิต ทุกชั่วโมงที่สายการผลิตหยุดหมายถึงต้นทุนมหาศาล ทั้งค่าแรง ค่าเครื่องจักร และโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรเริ่มนำข้อมูลสำคัญกลับมาเก็บไว้ภายใน ขณะที่ยังคงใช้คลาวด์ในงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง

ในตลาด NAS หรือระบบจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย รหัทประเมินว่า Synology มีส่วนแบ่งตลาดในไทยราว 85% และหลังโควิดบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเทียบกับปี 2563 ยอดขายเติบโตประมาณ 280%

สำหรับปี 2569 บริษัทคาดว่าจะเติบโตราว 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกของปี การเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2567

ซื้อขาดหรือจ่ายรายเดือน?

หนึ่งในจุดขายสำคัญที่ Synology ใช้แข่งขันคือโมเดล “ซื้อขาด” รหัทระบุว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทไม่มีค่า Subscription รายเดือนหรือรายปี ทำให้ลูกค้าสามารถคำนวณต้นทุนได้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก

หากคำนวณ Total Cost of Ownership หรือ TCO ระยะ 5 ปี ในกลุ่ม Backup Solution เราเคยประเมินว่าต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งได้ถึง 28 เท่า

ส่วนผลิตภัณฑ์ Enterprise High Performance รุ่นใหม่ หากเทียบกับคู่แข่งที่มีสเปกใกล้เคียงกัน ต้นทุนอาจอยู่เพียงประมาณ 30% ของคู่แข่ง เนื่องจาก Synology พัฒนาระบบนิเวศทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เอง ไม่ต้องจ่ายค่าไลเซนส์ให้ผู้พัฒนารายอื่น

ปัจจุบันฐานลูกค้าของ Synology ในไทยเป็นกลุ่มองค์กรหรือ B2B ถึง 85% ส่วนผู้ใช้ทั่วไปมีสัดส่วนเพียง 15% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากภาพจำเดิมของแบรนด์ NAS สำหรับบ้าน ไปสู่ผู้ให้บริการโซลูชันข้อมูลระดับองค์กรเต็มตัว

ยุค AI ทำให้ข้อมูลมีค่ามากกว่าที่เคย

เมื่อถามถึงตลาดที่มีศักยภาพสูงสุดในช่วงต่อจากนี้ รหัทตอบทันทีว่า Data Protection

ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินสำคัญที่สุดขององค์กร และก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของอาชญากรไซเบอร์เช่นกัน

เขาอธิบายว่า ปัจจุบันภัยคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มแฮกเกอร์ระดับสูงอีกต่อไป แต่เกิดโมเดล Ransomware as a Service ที่เปิดให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเช่าเครื่องมือโจมตีและแบ่งรายได้กับผู้พัฒนามัลแวร์ได้

ดังนั้นระบบ Backup ที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากมีข้อมูลสำรองที่สมบูรณ์ องค์กรสามารถกู้คืนระบบกลับมาได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่

อีกกลุ่มที่บริษัทให้ความสำคัญคือ PAS Series ในกลุ่ม High Performance Storage ซึ่งออกแบบมารองรับงาน AI, Semiconductor, การเงิน และการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

Private AI หมากใหม่ของ Synology

เขา มองว่าการมาถึงของ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบการทำงาน แต่ยังเปลี่ยนลักษณะภัยคุกคามไซเบอร์ให้ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้ AI แต่อยู่ที่การรักษาการควบคุมข้อมูลให้เป็นขององค์กร

นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนา Private AI Platform บน DiskStation Manager หรือ DSM เวอร์ชันใหม่ เปลี่ยนจากระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะ” ที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจ เอกสาร และ Log ภายในองค์กรให้กลายเป็นฐานความรู้สำหรับ AI ได้โดยตรง

ข้อได้เปรียบสำคัญคือองค์กรไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลสำคัญออกไปประมวลผลบนคลาวด์สาธารณะ ช่วยลดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและการรั่วไหลของข้อมูล

พร้อมกันนี้ Synology ยังเพิ่มความสามารถด้านการบริหารจัดการผ่าน Cluster Manager ที่ช่วยรวมศูนย์การดูแลระบบหลายไซต์งานไว้บนหน้าจอเดียว รองรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสาขาจำนวนมาก

Data Center ไม่ได้แปลว่า Data Sovereignty

สำหรับกระแสการลงทุน Data Center ของบริษัทต่างชาติในประเทศไทย ฟิลิปและรหัทมีมุมมองสอดคล้องกันว่า การมีศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่ในประเทศ ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะมีอธิปไตยข้อมูลโดยอัตโนมัติ

ทำให้ Data Center เป็นเพียงสถานที่เก็บข้อมูล แต่สิทธิในการควบคุมข้อมูลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ในมุมของ Synology องค์กรไทยจึงต้องให้ความสำคัญกับ Data Control และ Data Sovereignty มากขึ้น โดยเฉพาะในยุค AI ที่ข้อมูลกำลังกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของทุกองค์กร

และนั่นคือเหตุผลที่ Synology กำลังปรับบทบาทตัวเองจากผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Private AI และการบริหารข้อมูลครบวงจร เพื่อรับมือโลกธุรกิจที่ “ข้อมูล” กลายเป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันมากกว่าที่เคยเป็นมา