ควันหลงจากเวที COMPUTEX 2026 ที่ไต้หวัน “กรุงเทพธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยพิเศษกับ “รหัท บุญตันจีน” ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท Synology (ประเทศไทย) จำกัด เล่า ทิศทางใหม่ของตลาดจัดเก็บข้อมูล และการวางหมากครั้งสำคัญของบริษัทภายใต้แนวคิด Private AI ที่กำลังกลายเป็นหัวใจขององค์กรยุคใหม่
องค์กรไทยเริ่มถอยจาก Cloud First
รหัทมองว่า ตลาดไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อองค์กรจำนวนมากเริ่มทบทวนการพึ่งพาคลาวด์สาธารณะ หลังเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยและอธิปไตยข้อมูล
เราไม่ได้มองว่าทุกองค์กรจะกลับไปใช้ On-premises 100% แต่สิ่งที่เห็นชัดคือหลายองค์กรเริ่มเลือกเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในระบบที่ตัวเองควบคุมได้ ขณะที่ข้อมูลบางส่วนยังคงอยู่บนคลาวด์ นี่คือรูปแบบ Hybrid ที่กำลังเกิดขึ้นจริง
เขาอธิบายว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ Synology จะผลักดันในไทยปีนี้มี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Data Protection (DP) หรือระบบสำรองและปกป้องข้อมูล และ High Performance Storage (HPS) สำหรับงานที่ต้องการประสิทธิภาพการประมวลผลสูง
ทั้งนี้ ลูกค้าหลักของ Synology ในไทยยังคงเป็นภาคการผลิตและภาครัฐ ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณ 35% ของฐานลูกค้าทั้งหมด โดยเฉพาะภาครัฐที่เริ่มเปลี่ยนแนวคิดจากนโยบาย Cloud First ไปสู่ Hybrid Infrastructure มากขึ้น
เหตุผลสำคัญคือโมเดลการคิดค่าบริการแบบ Subscription ซึ่งมักคิดตามจำนวนผู้ใช้ จำนวนอุปกรณ์ หรือปริมาณข้อมูล ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ผู้ใช้งานบางส่วนจะไม่ได้ใช้บริการเต็มประสิทธิภาพก็ตาม
ค่าใช้จ่ายคลาวด์ไม่ใช่โจทย์เดียว
นอกจากต้นทุนแล้ว ความเร็วในการกู้คืนข้อมูลกำลังกลายเป็นประเด็นที่องค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น
รหัทยกตัวอย่างว่า หากองค์กรถูกโจมตีด้วย Ransomware และต้องดึงข้อมูลขนาด 100 เทราไบต์กลับมาจากคลาวด์ ระยะเวลาการกู้คืนอาจกินเวลานานจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง
ดังนั้น สำหรับโรงงานผลิต ทุกชั่วโมงที่สายการผลิตหยุดหมายถึงต้นทุนมหาศาล ทั้งค่าแรง ค่าเครื่องจักร และโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรเริ่มนำข้อมูลสำคัญกลับมาเก็บไว้ภายใน ขณะที่ยังคงใช้คลาวด์ในงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง
ในตลาด NAS หรือระบบจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย รหัทประเมินว่า Synology มีส่วนแบ่งตลาดในไทยราว 85% และหลังโควิดบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเทียบกับปี 2563 ยอดขายเติบโตประมาณ 280%
สำหรับปี 2569 บริษัทคาดว่าจะเติบโตราว 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกของปี การเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2567
ซื้อขาดหรือจ่ายรายเดือน?
หนึ่งในจุดขายสำคัญที่ Synology ใช้แข่งขันคือโมเดล “ซื้อขาด” รหัทระบุว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทไม่มีค่า Subscription รายเดือนหรือรายปี ทำให้ลูกค้าสามารถคำนวณต้นทุนได้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก
หากคำนวณ Total Cost of Ownership หรือ TCO ระยะ 5 ปี ในกลุ่ม Backup Solution เราเคยประเมินว่าต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งได้ถึง 28 เท่า
ส่วนผลิตภัณฑ์ Enterprise High Performance รุ่นใหม่ หากเทียบกับคู่แข่งที่มีสเปกใกล้เคียงกัน ต้นทุนอาจอยู่เพียงประมาณ 30% ของคู่แข่ง เนื่องจาก Synology พัฒนาระบบนิเวศทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เอง ไม่ต้องจ่ายค่าไลเซนส์ให้ผู้พัฒนารายอื่น
ปัจจุบันฐานลูกค้าของ Synology ในไทยเป็นกลุ่มองค์กรหรือ B2B ถึง 85% ส่วนผู้ใช้ทั่วไปมีสัดส่วนเพียง 15% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากภาพจำเดิมของแบรนด์ NAS สำหรับบ้าน ไปสู่ผู้ให้บริการโซลูชันข้อมูลระดับองค์กรเต็มตัว
ยุค AI ทำให้ข้อมูลมีค่ามากกว่าที่เคย
เมื่อถามถึงตลาดที่มีศักยภาพสูงสุดในช่วงต่อจากนี้ รหัทตอบทันทีว่า Data Protection
ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินสำคัญที่สุดขององค์กร และก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของอาชญากรไซเบอร์เช่นกัน
เขาอธิบายว่า ปัจจุบันภัยคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มแฮกเกอร์ระดับสูงอีกต่อไป แต่เกิดโมเดล Ransomware as a Service ที่เปิดให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเช่าเครื่องมือโจมตีและแบ่งรายได้กับผู้พัฒนามัลแวร์ได้
ดังนั้นระบบ Backup ที่ปลอดภัยจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากมีข้อมูลสำรองที่สมบูรณ์ องค์กรสามารถกู้คืนระบบกลับมาได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่
อีกกลุ่มที่บริษัทให้ความสำคัญคือ PAS Series ในกลุ่ม High Performance Storage ซึ่งออกแบบมารองรับงาน AI, Semiconductor, การเงิน และการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง
Private AI หมากใหม่ของ Synology
เขา มองว่าการมาถึงของ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบการทำงาน แต่ยังเปลี่ยนลักษณะภัยคุกคามไซเบอร์ให้ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้ AI แต่อยู่ที่การรักษาการควบคุมข้อมูลให้เป็นขององค์กร
นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนา Private AI Platform บน DiskStation Manager หรือ DSM เวอร์ชันใหม่ เปลี่ยนจากระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเดิม ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะ” ที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจ เอกสาร และ Log ภายในองค์กรให้กลายเป็นฐานความรู้สำหรับ AI ได้โดยตรง
ข้อได้เปรียบสำคัญคือองค์กรไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลสำคัญออกไปประมวลผลบนคลาวด์สาธารณะ ช่วยลดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและการรั่วไหลของข้อมูล
พร้อมกันนี้ Synology ยังเพิ่มความสามารถด้านการบริหารจัดการผ่าน Cluster Manager ที่ช่วยรวมศูนย์การดูแลระบบหลายไซต์งานไว้บนหน้าจอเดียว รองรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสาขาจำนวนมาก
Data Center ไม่ได้แปลว่า Data Sovereignty
สำหรับกระแสการลงทุน Data Center ของบริษัทต่างชาติในประเทศไทย ฟิลิปและรหัทมีมุมมองสอดคล้องกันว่า การมีศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่ในประเทศ ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะมีอธิปไตยข้อมูลโดยอัตโนมัติ
ทำให้ Data Center เป็นเพียงสถานที่เก็บข้อมูล แต่สิทธิในการควบคุมข้อมูลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในมุมของ Synology องค์กรไทยจึงต้องให้ความสำคัญกับ Data Control และ Data Sovereignty มากขึ้น โดยเฉพาะในยุค AI ที่ข้อมูลกำลังกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของทุกองค์กร
และนั่นคือเหตุผลที่ Synology กำลังปรับบทบาทตัวเองจากผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Private AI และการบริหารข้อมูลครบวงจร เพื่อรับมือโลกธุรกิจที่ “ข้อมูล” กลายเป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันมากกว่าที่เคยเป็นมา


