การเติบโตของ AI กำลังเปลี่ยนข้อกำหนดการออกแบบดาต้าเซนเตอร์ จากเดิมที่เน้นการเพิ่มกำลังการประมวลผล สู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความหนาแน่นพลังงานสูงขึ้น มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และสามารถขยายระบบได้ตามความต้องการในอนาคต
ในงาน Siemens Data Center Conference 2026 "Powering AI: The Next Era of Data Centers" รอส คอนลอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเมนส์ ประเทศไทย ย้อนรอยการเดินทางของอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หัวข้อหลักที่สนทนากันคือเรื่อง การเติบโต (Growth) ถัดมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ขยับไปสู่เรื่อง การเร่งตัว (Acceleration)
แต่สำหรับปีนี้ กำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “การเปลี่ยนผ่าน” (Transformation) อย่างเต็มตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นการตัดสินใจที่จะกำหนดอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย”
ขณะนี้คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมไม่ใช่ว่าใครจะสร้างความจุได้มากกว่า แต่คือใครจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
เขาระบุว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยส่งผลต่อทั้งระบบพลังงาน ระบบระบายความร้อน ความปลอดภัย และรูปแบบการดำเนินงานของดาต้าเซนเตอร์
สิ่งที่เรากำลังเผชิญไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ในอดีตการคุยเรื่องดาต้าเซนเตอร์เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เช่น การขอพื้นที่เพิ่ม เซิร์ฟเวอร์เพิ่ม หรือแผนผังการทำงานที่มากขึ้น แต่ปัจจุบัน AI กำลังกำหนดนิยามใหม่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในด้านการทำงาน การจ่ายพลังงาน การป้องกัน และประสิทธิภาพ
AI ดันความต้องการพลังงานเพิ่ม 10 เท่า
คอนลอนกล่าวว่า ความต้องการพลังงานของระบบ AI แตกต่างจากโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
โดยตู้แร็คไอทีแบบดั้งเดิมใช้พลังงานเฉลี่ยประมาณ 7-10 กิโลวัตต์ต่อแร็ค ขณะที่ตู้แร็คสำหรับการประมวลผล AI มีความต้องการพลังงานมากกว่า 100 กิโลวัตต์ต่อแร็ค หรือสูงกว่าเดิมประมาณ 5-10 เท่า
นอกจากนี้ ภาระงานของ AI ยังมีลักษณะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและคาดการณ์ได้ยาก ส่งผลให้ระบบทำความเย็นกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบดาต้าเซนเตอร์ ไม่ใช่เพียงระบบสนับสนุนเหมือนในอดีต
ขณะเดียวกัน การแยกระหว่างระบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เนื่องจากทั้งสองส่วนต้องทำงานร่วมกันเพื่อรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ก้าวสู่ยุค 1 เมกะวัตต์ต่อแร็ค
คอนลอนเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมกำลังมุ่งสู่ดาต้าเซนเตอร์ที่รองรับไฟฟ้าระดับ 1 เมกะวัตต์ต่อแร็ค และนี่ไม่ใช่เพียงการอัปเกรดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด
เนื่องจากเมื่อความหนาแน่นพลังงานเพิ่มขึ้นในระดับดังกล่าว ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และรูปแบบการดำเนินงานต้องปรับตัวตามไปพร้อมกัน
เมื่อความหนาแน่นพลังงานเพิ่มขึ้นถึงระดับนี้ พื้นที่สำหรับความผิดพลาดจะลดลงอย่างมาก ความแม่นยำจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้น
3 มิติสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานยุค AI
ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับยุค AI ต้องมีคุณสมบัติหลัก 3 ด้าน ได้แก่ มีศักยภาพรองรับภาระงาน AI ที่เพิ่มขึ้น มีความปลอดภัยเพียงพอในการรักษาความเชื่อมั่นทางดิจิทัล และมีความสามารถในการปรับตัวและบริหารจัดการแบบเรียลไทม์
พร้อมระบุว่า ความพร้อมด้าน AI ไม่สามารถนำมาติดตั้งเพิ่มเติมภายหลังได้ แต่ต้องถูกออกแบบและวางรากฐานตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ
พลังงานที่ขาดความยืดหยุ่นคือความเสี่ยง การเติบโตที่ขาดความยั่งยืนคือความเสี่ยง และโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดความอัจฉริยะคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด
โจทย์ใหญ่ไทยต้อง ‘สร้างขีดความสามารถ’ ไม่ใช่แค่ดึงดูดการลงทุน
สำหรับประเทศไทย การลงทุนด้านดาต้าเซนเตอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศในฐานะศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถในการดำเนินงาน การรักษาความปลอดภัย และการขยายระบบให้รองรับความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเทศไทยต้องเป็นมากกว่าสถานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐาน สามารถดำเนินงาน ปกป้อง และขยายระบบได้ในระดับที่ตลาดต้องการ
เขามองว่าไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ จากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือนพ.ค.2569 มีโครงการดาต้าเซนเตอร์ที่ได้รับอนุมัติการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มูลค่า 29,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่กำลังการผลิตในโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนารวม 2.87 กิกะวัตต์ และมีการคาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโต 4.3 เท่าระหว่างปี 2568-2574
ชูพลังงานสีเขียว-ระบบบูรณาการ รับดาต้าเซนเตอร์ยุคใหม่
ประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไปประกอบด้วย การจัดหาพลังงานสีเขียว การออกแบบดาต้าเซนเตอร์ให้รองรับ AI ตั้งแต่เริ่มต้น การบริหารจัดการแร็คความหนาแน่นสูง และการสร้างระบบที่สามารถมองเห็นและบริหารจัดการการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เขากล่าวว่า ลูกค้าไม่ได้สนใจเพียงว่ามีพลังงานเพียงพอหรือไม่ แต่ยังต้องการทราบถึงแหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืนของพลังงานที่ใช้
ซีเมนส์มองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI จำเป็นต้องบูรณาการระบบไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และระบบดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับภาระงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ทั้งนี้อนาคตของอุตสาหกรรมจะไม่ได้ถูกกำหนดโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของผู้เล่นในระบบนิเวศทั้งหมด เนื่องจากไม่มีองค์กรใดสามารถแก้โจทย์ดังกล่าวได้เพียงลำพัง
ความเป็นผู้นำในยุค AI จะไม่ได้เป็นของผู้ที่สร้างได้ใหญ่กว่า แต่เป็นของผู้ที่สร้างได้ดีกว่า ทั้งในด้านการออกแบบ การบูรณาการ และความอัจฉริยะของระบบ


