สถาบันการเงินทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากภัยคุกคามทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ AI Agents ซึ่งถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญต่ออุตสาหกรรมการเงินในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
ผลสำรวจล่าสุดยังพบว่า ประเทศไทยอาจเผชิญความเสี่ยงและความเสียหายจากการฉ้อโกงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก
ผลสำรวจผู้บริหารด้านการบริหารจัดการการทุจริต การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแล จำนวน 1,440 คน จาก 25 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดทำโดย BioCatch ผู้ให้บริการเทคโนโลยีป้องกันการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงินผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ พบว่า 84% ของผู้บริหารธนาคารทั่วโลกมองว่า AI Agents จะเป็นช่องโหว่สำคัญที่อาชญากรใช้ก่ออาชญากรรมทางการเงินในอนาคตอันใกล้
สำหรับประเทศไทย ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญอาวุโสในภาคธนาคารจำนวน 80 คนที่เข้าร่วมการสำรวจ ต่างเห็นตรงกัน 100% ว่า
AI Agents เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งที่อุตสาหกรรมการเงินต้องเฝ้าระวังในปีหน้า
ความเสียหายจากการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นทั่วโลก
แนวโน้มการฉ้อโกงที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนองค์กรที่รายงานว่าพบความพยายามฉ้อโกงเพิ่มขึ้น ขยับจาก 71% ในปี 2025 เป็น 81% ในปี 2026 ขณะที่องค์กรที่ระบุว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เพิ่มจาก 59% เป็น 76%
มูลค่าความเสียหาย เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจทั่วโลกระบุว่าองค์กรของตนสูญเสียเงินจากการฉ้อโกงมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดย 20% สูญเสียมากกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และ 5% สูญเสียมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
กาดี มาซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BioCatch กล่าวว่า การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นทั้งในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและบริการทางการเงินกำลังเปลี่ยนรูปแบบการก่ออาชญากรรมทางการเงิน ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการตรวจสอบที่สามารถประเมินพฤติกรรม เจตนา และความน่าเชื่อถือของผู้ใช้งานได้ลึกกว่าการยืนยันตัวตนแบบเดิม
ไทยเผชิญความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ผลสำรวจพบว่าสถาบันการเงินของไทยเผชิญความเสี่ยงด้านการฉ้อโกงในหลายมิติสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านความเสียหายจากการฉ้อโกง ผู้บริหารธนาคารไทย 88% ระบุว่าความเสียหายภายในองค์กรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 76%
ขณะที่ 49% ระบุว่าองค์กรของตนสูญเสียเงินจากการฉ้อโกงมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ในด้านปริมาณภัยคุกคาม 96% ของผู้ตอบแบบสำรวจในไทยระบุว่าความพยายามในการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในสัดส่วนเท่ากันเชื่อว่า AI ทำให้รูปแบบการฉ้อโกงมีความซับซ้อนมากขึ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 88%
Agentic AI – Automated Phishing ภัยคุกคามหลัก
ผลสำรวจยังชี้ว่า 93% ของธนาคารในไทยเคยเผชิญการโจมตีจาก Agentic AI แล้ว ขณะที่ 61% กำลังรับมือกับภัยคุกคามจาก Automated Phishing ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 80% และ 48% ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารธนาคารไทยแสดงความกังวลต่อความท้าทายในการรับมือภัยคุกคามจาก AI มากกว่าประเทศอื่นที่เข้าร่วมการสำรวจ โดย 94% ระบุว่าการแยกแยะ AI Agent ที่ถูกต้องตามกฎหมายออกจาก AI Agent ที่เป็นภัยคุกคามเป็นเรื่องยากหรือยากอย่างยิ่ง เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 72%
นอกจากนี้ 84% ยังแสดงความกังวลอย่างมากต่อการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการฉ้อโกงในภูมิภาค สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 76%
หนุนแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคาร
ผู้บริหารภาคธนาคารไทยซึ่งกว่า 56% อยู่ในระดับ C-suite มองว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น
96% เชื่อว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างธนาคารจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 85% ขณะที่ 93% ระบุว่าการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับบัญชีปลายทางของธุรกรรมระหว่างธนาคาร จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการตรวจจับและยับยั้งการหลอกลวงได้โดยตรง สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 86%
มองไทยมีจุดแข็งด้านการตรวจจับ 'บัญชีม้า'
แม้จะเผชิญความเสี่ยงด้านการฉ้อโกงในระดับสูง แต่ผลสำรวจสะท้อนว่าระบบการเงินไทยยังมีจุดแข็งด้านการตรวจจับบัญชีม้า โดยมีผู้บริหารธนาคารไทยเพียง 14% ที่ระบุว่าธนาคารของตนมักตรวจพบบัญชีม้าหลังจากเงินถูกโอนออกจากระบบแล้ว เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 31%
ในภาพรวม การรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้ายังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของสถาบันการเงินทั่วโลก โดยมากกว่า 96% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าองค์กรของตนติดตามอัตราการสูญเสียลูกค้าที่เกิดจากประสบการณ์ถูกฉ้อโกงหรือหลอกลวง และ 39% ระบุว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการตัดสินใจลงทุนด้านการป้องกันการฉ้อโกง
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารธนาคารทั่วโลก 68% มองว่ามาตรการป้องกันการฉ้อโกงและนโยบายการชดเชยความเสียหายขององค์กร อาจส่งผลให้สูญเสียลูกค้าบางส่วน โดย 56% เชื่อว่าเกิดจากการไม่ได้รับการชดเชยความเสียหายจากการฉ้อโกง
ขณะที่อีก 44% ระบุว่าลูกค้าเลือกยุติการใช้บริการเนื่องจากกระบวนการรักษาความปลอดภัยที่สร้างความยุ่งยากต่อการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวัน


