เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ระบบเศรษฐกิจอีกระลอก เมื่อองค์กรทั่วโลกลุยปลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง และนำเอไอเข้ามาทำงานแทนที่เพื่อลดต้นทุน แต่เมื่อคนทำงานถูกเลิกจ้าง สูญเสียรายได้ กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายสินค้าบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
งานวิจัย The AI Layoff Trap หรือ ‘กับดักเลิกจ้างด้วยเอไอ’ บ่งชี้ว่า แม้เอไอจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ และลดต้นทุนให้ธุรกิจ แต่การแทนที่แรงงานวงกว้างอาจทำให้รายได้ และกำลังซื้อผู้คนลดลงกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ที่ไม่กระทบเฉพาะคนทำงาน แต่รวมถึงธุรกิจ และเศรษฐกิจทั้งระบบด้วย
นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ปลายปี 2568 บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดลเอไอ ขณะที่องค์กรภาคธุรกิจเริ่มทดลองนำเอไอมาใช้ในงานหลายประเภท ตั้งแต่งานบริการลูกค้า งานการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม ไปจนถึงงานเอกสาร และงานธุรการ
การพูดคุยเกี่ยวกับเอไอช่วงแรก มักเน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หลายองค์กรชูภาพเอไอในฐานะ “ผู้ช่วย” ที่จะช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น และสร้างผลงานได้มากขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คำถามเริ่มเปลี่ยนจาก “เอไอช่วยคนทำงานอย่างไร” ไปสู่ “เอไอจะเข้ามาแทนคนได้มากแค่ไหน”
บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากปรับโครงสร้างองค์กรคู่กับการลงทุนเอไอ ผู้บริหารบางราย เผยว่า ตำแหน่งงานบางประเภทไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนอีกต่อไป ขณะที่บางองค์กรเริ่มทดลองใช้ระบบอัตโนมัติทำงานแทนพนักงาน ทำให้เกิดความกังวลในตลาดแรงงานทั่วโลกว่า การปฏิวัติด้านเอไอกำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับแรงงานไปจากเดิม
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เอไอแต่คือแรงจูงใจธุรกิจ
งานวิจัยเรื่อง The AI Layoff Trap หรือ “กับดักการเลิกจ้างด้วยเอไอ” โดย เบรตต์ เฮเมนเวย์ ฟอล์ก (Brett Hemenway Falk) จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และ เจอร์รี ซูคาลาส (Gerry Tsoukalas) จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนในระบบเศรษฐกิจยุคเอไอ นั่นคือ การแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆ อาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเลิกจ้างมากเกินกว่าที่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม จนท้ายที่สุดกระทบทั้งแรงงาน และตัวบริษัทเอง
นักวิจัยตั้งคำถามว่า หากทุกบริษัทต่างรู้ว่าการเลิกจ้างในวงกว้างอาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว เหตุใดจึงยังไม่มีใครยอมชะลอการใช้เอไอ
งานวิจัยยกตัวอย่างบริษัท Block ของ แจ็ก ดอร์ซีย์ ที่ประกาศลดพนักงานจำนวนมาก พร้อมระบุว่า เอไอทำให้งานบางตำแหน่งไม่จำเป็นอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลในสหรัฐพบว่าปี 2568 มีการเลิกจ้างมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง และราว 55,000 ตำแหน่งเชื่อมโยงกับการนำเอไอมาใช้งานโดยตรง
พนง.ไม่ได้เป็นต้นทุนแต่เป็นฟันเฟืองศก.
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เทคโนโลยีมักเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ตลาดแรงงานสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยุคของเอไอไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า กระบวนการสร้างงานใหม่จะเกิดขึ้นเร็วพอที่จะชดเชยการหายไปของงานเดิมหรือไม่ งานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การแทนที่แรงงานมีแนวโน้มเกิดขึ้นเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างงานใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้น
นักวิจัยอธิบายว่า มุมของแต่ละบริษัท การใช้เอไอแทนแรงงานถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถแข่งขัน แต่ผลกระทบจากลดการจ้างงาน กลับไม่ได้หยุดอยู่ภายในองค์กร เมื่อพนักงานสูญเสียรายได้ กำลังซื้อผู้บริโภคก็ลดลงตาม ส่งผลต่อยอดขายของสินค้า และบริการในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทแห่งหนึ่งลดพนักงานลงหลายพันคน บริษัทอาจเห็นต้นทุนลดลง แต่พนักงานกลุ่มดังกล่าวเคยเป็นผู้บริโภคที่ใช้จ่ายในภาคค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เมื่อรายได้หายไป การใช้จ่ายก็ลดลงตาม และผลกระทบดังกล่าวจะกระจายไปยังธุรกิจอื่นทั้งระบบ
จุดสำคัญที่งานวิจัยพยายามชี้ให้เห็นคือ บริษัทที่ลดจำนวนพนักงานได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอย่างเต็มที่ แต่ผลเสียจากกำลังซื้อที่หายไปกลับถูกกระจายไปยังผู้เล่นรายอื่นในตลาด
บริษัทมองเห็นกำไรแต่ไม่เห็นต้นทุนระบบ
ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้บริหารจะตระหนักว่าการเลิกจ้างงานอาจสร้างความเสียหายในระยะยาว แต่แรงกดดันจากการแข่งขันก็ยังผลักดันให้ทุกบริษัทเดินหน้าใช้เอไอเพื่อลดต้นทุนต่อไป เพราะไม่มีใครต้องการเสียเปรียบคู่แข่ง
สำหรับผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง การเลิกจ้างพนักงาน 1,000 คน อาจช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล แต่กำลังซื้อที่หายไปจากคน 1,000 คนนั้นถูกกระจายสู่ธุรกิจอีกหลายพันแห่ง ผลกระทบที่ย้อนกลับมาหาบริษัทต้นทางจึงเล็กน้อย งานวิจัยพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า การใช้เอไอแทนพนักงานเป็น “กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสมอ”
ในภาษาทฤษฎีเกม เรียกสิ่งนี้ว่า Dominant Strategy หรือกลยุทธ์ที่ครอบงำ ถ้าบริษัท ก อยากเป็นฝ่ายยับยั้งตัวเองโดยไม่ใช้เอไอ แต่คู่แข่งทุกรายใช้เอไอหมด บริษัท ก ก็ยังได้รับผลเสียจากกำลังซื้อที่ลดลงอยู่ดี แต่กลับไม่ได้ประหยัดต้นทุนแม้แต่บาทเดียว ทางกลับกัน ถ้าบริษัท ก ใช้เอไอ ก็ประหยัดต้นทุน ขณะที่แบกรับผลเสียเพียงส่วนหนึ่ง ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์เป็นแบบไหน การใช้เอไอก็ให้ผลดีกว่าการไม่ใช้เสมอในระดับปัจเจกบริษัท
นักวิจัยเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การแข่งขันสู่หน้าผา” (Race to the Cliff) หรือการแข่งขันที่ทุกฝ่ายรู้ว่าปลายทางอาจสร้างปัญหา แต่ไม่มีใครสามารถหยุดตัวเองได้ เพราะหากบริษัทใดชะลอใช้เอไอขณะที่คู่แข่งเดินหน้าต่อ บริษัทนั้นอาจเสียเปรียบด้านต้นทุนทันที
เสนอเก็บภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ
นักวิจัยยังทดสอบข้อโต้แย้งหลายรูปแบบที่มักถูกเสนอในเวทีนโยบายสาธารณะ เช่น การฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัท การจัดสรรรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) การเก็บภาษีรายได้จากทุน หรือแม้แต่การเจรจากันเองระหว่างบริษัทต่างๆ ผลคือ มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแก้แรงจูงใจพื้นฐานที่ผลักดันให้แต่ละบริษัทเร่งใช้เอไอได้
ข้อเสนอที่ผู้วิจัยมองว่าตรงจุดที่สุดคือ “ภาษีการใช้ระบบอัตโนมัติ” หรือ Automation Tax ในลักษณะเดียวกับภาษีที่ใช้จัดการผลกระทบภายนอกทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “ภาษี Pigouvian” ตั้งชื่อตาม อาร์เธอร์ ซีซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ
แนวคิดคือ รัฐเก็บภาษีต่อพนักงานหนึ่งคนที่ถูกแทนที่ด้วยเอไอ ในอัตราที่เท่ากับผลเสียที่บริษัทก่อขึ้นต่อผู้อื่นในตลาดแต่ไม่ได้รับผิดชอบ โดยให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการลดการจ้างงาน
รายได้จากภาษีสามารถนำไปใช้สนับสนุนการฝึกทักษะใหม่หรือช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และลดผลกระทบต่อกำลังซื้อในระยะยาว นักวิจัยมองว่า ภาษีนี้อาจเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเศรษฐกิจปรับตัวได้
นักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic เตือนว่า การแทนที่แรงงานด้วยเอไอจะ “สร้างความปั่นป่วนมากกว่าปกติ” กว้างกว่าและเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีต
บทสรุปของงานวิจัยคือ การถกเถียงเรื่องเอไอไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าแรงงานที่ถูกแทนที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างไร แต่ควรถามด้วยว่าโครงสร้างการแข่งขันในเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ใช้เอไอเร็วเกินกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะรองรับได้หรือไม่ เพราะหากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เริ่มต้นจากตลาดแรงงานอาจย้อนกลับมากระทบภาคธุรกิจเองในที่สุด
เทคสหรัฐปลดคนแล้วกว่า 1.5 แสนคน
ขณะที่ การปลดพนักงานในภาคเทคโนโลยีของสหรัฐ ปี 2026 ยังดำเนินต่อไป มีจำนวนรวมมากกว่า 150,000 ตำแหน่งแล้ว แม้รายงานการจ้างงานเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาจะออกมาแข็งแกร่ง แต่ “ภาคเทคโนโลยี” ยังลดพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทชาลเลนเจอร์ เกรย์ แลนด์คริสต์มาส ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีปลดพนักงาน 38,242 คนในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการลดตำแหน่งงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี และนับตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน มีตำแหน่งงานในภาคเทคโนโลยีหายไปแล้วมากกว่า 123,000 ตำแหน่ง ขณะที่รายงานของบริษัททรูอัป ประเมินตัวเลขดังกล่าวไว้สูงกว่าที่ 150,526 ตำแหน่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนพ.ค. ได้แก่ Meta เริ่มปลดพนักงาน 8,000 คนตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้า ส่วน Intuit ปลดพนักงานราว 3,000 คน ทั้งยังมีการปลดพนักงานครั้งใหญ่จาก Wix, Cisco, LinkedIn และ GM ส่วนเดือนเม.ย. มีพนักงานเกือบ 12,000 คนถูกปลดออกจากงาน รวมถึงจาก Disney, Amazon และ Snap ส่วนเดือนมี.ค. เป็นเดือนที่มีตัวเลขสูงที่สุด โดยมีผู้ได้รับผลกระทบเกือบ 50,000 คน
หลายบริษัทต่างระบุถึงสาเหตุสำคัญของการปลดพนักงานว่า มาจากการเพิ่มการลงทุนใน AI
ทรูอัประบุว่า การปลดพนักงานดูเหมือนจะเกิดขึ้นในอัตราที่ “เร็วกว่าปีก่อน” โดยตลอดปี 2025 มีพนักงานในภาคเทคโนโลยีมากกว่า 245,000 คนถูกเลิกจ้าง
Oracle-Meta นำทีมเลิกจ้าง
ภาคเทคโนโลยีที่ประกาศลดจำนวนพนักงานในปีนี้ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ให้บริการคลาวด์ ไปจนถึงบริษัทเกมรายใหญ่ หลายแห่งระบุว่าปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น
Oracle ปรับลดพนักงานจำนวนมากในเดือนมี.ค. ท่ามกลางรายงานว่าบริษัทต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้าน Meta เริ่มทยอยปลดพนักงานราว 8,000 คนในเดือนพ.ค. พร้อมยกเลิกตำแหน่งงานที่เปิดรับอีก 6,000 ตำแหน่ง เพื่อเปิดทางสำหรับการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้น ขณะที่ Cisco ประกาศปลดพนักงานเกือบ 4,000 คน โดยจะนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจชิป เครือข่าย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้ AI ภายในองค์กร
ส่วน LinkedIn เตรียมลดพนักงาน 5% หรือประมาณ 875 คน ขณะที่ Coinbase, Cloudflare, ClickUp และ Wix ต่างประกาศลดจำนวนพนักงานพร้อมส่งสัญญาณชัดเจนถึงการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ด้าน Salesforce หนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกเริ่มปลดพนักงานในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ AI และระบบคลาวด์
ไม่ได้เลย์ออฟแค่ในภาคเทคโนโลยี
กระแสลดจำนวนพนักงานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคเทคโนโลยี แต่ลามไปยังหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน ค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต ไปจนถึงโลจิสติกส์
เอสเต ลอเดอร์ (Estee Lauder) บริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่ของโลก เพิ่มเป้าลดจำนวนพนักงานเป็น 9,000-10,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่วางแผนไว้ไม่เกิน 7,000 ตำแหน่ง
ไฮเนเกน (Heineken) ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก เผยว่ากำลังลดพนักงานสูงสุด 6,000 ตำแหน่ง ท่ามกลางภาวะตลาดเบียร์ที่ซบเซา และการปิดโรงงานผลิตบางแห่งนอกทวีปยุโรป
ยูพีเอส (UPS) บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์รายใหญ่ของสหรัฐ เตรียมลดพนักงานด้านปฏิบัติการเพิ่มเติมอีก 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ หลังจากเพิ่งปลดพนักงานไปแล้ว 48,000 ตำแหน่งในปี 2025 ส่งผลให้ยอดลดพนักงานสะสมในช่วงสองปีแตะ 78,000 ตำแหน่ง ส่วนไนกี้ (Nike) ก็ประกาศลดพนักงานรอบที่สองของปี พนักงานได้รับผลกระทบ 1,400 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสายงานเทคโนโลยี หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดพนักงานไปแล้ว 775 คน ส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยงานกระจายสินค้า


