ภาครัฐ-แบงก์-สตาร์ตอัป ชี้ความท้าทายยุค AI ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการพัฒนาทักษะคน การปรับรูปแบบการทำงาน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และธุรกิจของไทย ท่ามกลางความท้าทายจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผู้แทนจากภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคสตาร์ตอัป ต่างสะท้อนมุมมองต่อบทบาทของ AI ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การปรับตัวขององค์กร และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อโลกธุรกิจในอนาคต
‘สันติธาร’ ชี้ AI ต้องตอบ 3 โจทย์เศรษฐกิจไทย
ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ควรเชื่อมโยงกับโจทย์สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และการลดความเหลื่อมล้ำ (Inequality)
ในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยยังต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดย AI เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Longevity Economy) ที่ไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกได้
ส่วนด้านผลิตภาพ ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาจำนวนประชากรลดลง และแรงงานขาดแคลน ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดย AI สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับผลผลิตต่อแรงงานได้
สำหรับประเด็นความเหลื่อมล้ำ เขามองว่า AI สามารถเป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย และเอสเอ็มอีเข้าถึงองค์ความรู้ และเครื่องมือทางธุรกิจที่เคยจำกัดอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ใช้บุคลากรจำนวนน้อยแต่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความท้าทาย 3 ด้านของการเปลี่ยนผ่านสู่ AI
ดร.สันติธาร กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเผชิญความท้าทาย 3 ด้าน ได้แก่ Reskill, Redesign และ Reimagine
ด้านแรกคือ การพัฒนาทักษะใหม่ โดยทักษะสำคัญในยุค AI จะเป็นทักษะที่มนุษย์ยังมีความได้เปรียบ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
ด้านที่สองคือ การออกแบบงาน และกระบวนการทำงานใหม่ เพราะแม้บุคลากรจะมีความสามารถเพิ่มขึ้น แต่หากยังใช้กระบวนการเดิม ผลลัพธ์ด้านผลิตภาพอาจไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยบทบาทของมนุษย์จะเปลี่ยนไปสู่การกำหนดโจทย์ ตรวจสอบคุณภาพ และตัดสินใจ ขณะที่ AI ทำหน้าที่สนับสนุนในกระบวนการทำงาน
ส่วน Reimagine หรือการจินตนาการรูปแบบธุรกิจใหม่ ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
เอกชนขับเคลื่อน–รัฐสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อนวัตกรรม
ดร.สันติธาร กล่าวว่า ภาคเอกชนควรเป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม และ AI เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับปัญหา และความต้องการของตลาดมากกว่า ขณะที่ภาครัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา
เขายังเน้นความสำคัญของ Digital Public Infrastructure โดยเฉพาะระบบการชำระเงินดิจิทัล ซึ่งช่วยให้ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างข้อมูลสำหรับต่อยอดทางเศรษฐกิจได้
พร้อมระบุว่า เป้าหมายในระยะยาวคือ การสร้าง “Inclusive Intelligence Economy” หรือระบบเศรษฐกิจที่ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้ โดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ และ AI เพื่อสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง
‘ปิติ’ เตือนองค์กรอย่าเริ่มจากซื้อเทคโนโลยี
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ควรถูกมองเป็นเพียงโครงการด้านไอที แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของทั้งองค์กร
“อย่าเริ่มที่เทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มที่โจทย์” นายปิติ กล่าว พร้อมระบุว่า องค์กรไม่ควรซื้อ AI License แจกพนักงานโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน และไม่ควรผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมีเจ้าของธุรกิจเข้ามารับผิดชอบโดยตรง
เขามองว่า AI จะสร้างผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมบริการ โดยเฉพาะงานที่ไม่ใช่งานแบบตายตัว (Non-routine) ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์ และการตัดสินใจ
วัดผลจาก Business Impact
นายปิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อน AI ต้องอาศัยความสมดุลระหว่าง 3 ปัจจัย ได้แก่ Vision, Velocity และ Value หรือวิสัยทัศน์ ความรวดเร็ว และคุณค่าที่เกิดขึ้น
สำหรับแนวทางของทีทีบี เริ่มจากการสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริหารระดับสูง และทีมปฏิบัติงาน ก่อนมีทีมกลางช่วยคัดกรอง และสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพ
ทั้งนี้ การตัดสินใจว่าโครงการใดควรเดินหน้าต่อ จำเป็นต้องวัดผลกระทบทางธุรกิจอย่างชัดเจน โดยแบ่งผลลัพธ์ออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ การทำงานอัตโนมัติ การเสริมศักยภาพบุคลากร การยกระดับองค์ความรู้ และแนวปฏิบัติ การออกแบบประสบการณ์ใหม่ และการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล
นอกจากนี้ คุณภาพของข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของ AI หากองค์กรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากกว่าคุณภาพข้อมูล และอัลกอริทึม อาจนำไปสู่ความผิดพลาด และทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นในการใช้งาน
“ต้องเริ่มจากผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ต้องการ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูว่าเทคโนโลยีใดตอบโจทย์ ไม่ใช่เริ่มจากซื้อเทคโนโลยีแล้วหวังว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นเอง” นายปิติ กล่าว
‘ไมเคิล เชน’ ชี้คู่แข่งใหม่คือ คนตัวเล็กที่ใช้ AI เป็น
ด้าน นายไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด (BUZZEBEES) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงจาก AI กำลังสร้างการแข่งขันรูปแบบใหม่ โดยคู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่ แต่เป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่สามารถใช้ AI เพื่อสร้างระบบ และขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
เขาระบุว่า อุปสรรคสำคัญขององค์กรในปัจจุบันไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของทัศนคติ และความเข้าใจในการใช้งาน AI ของบุคลากร ซึ่งหลายคนยังมองว่าการใช้ AI หมายถึงเพียงการใช้งาน ChatGPT ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกฝ่ายภายในองค์กรต้องปรับวิธีคิด และรูปแบบการทำงานใหม่
นายไมเคิล ยังมองว่า AI ควรถูกมองเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพของมนุษย์มากกว่าการเข้ามาแทนที่ เพราะแม้ AI จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่มนุษย์ยังมีข้อได้เปรียบด้านอารมณ์ ความเห็นอกเห็นใจ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
“AI ช่วยให้คนทำงานได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การตัดสินใจ และการกำหนดทิศทางยังคงเป็นบทบาทของ มนุษย์” นายไมเคิล กล่าว
พร้อมเตือนว่า องค์กรที่ไม่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ อาจเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุค AI
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





