วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

OpenAI เตรียมปรับลดค่าบริการ แข่ง Anthropic ตลาดเริ่มวัดกันที่ความคุ้มค่า

เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า โอเพนเอไอ (OpenAI) บริษัทผู้พัฒนาแชตบอต ChatGPT กำลังพิจารณาปรับราคาค่าบริการเอไอลง โดยมีเป้าหมายเพื่อแข่งขันกับ แอนโทรปิก (Anthropic) คู่แข่งสำคัญที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดเอไอสำหรับองค์กร

โอเพนเอไอกำลังหารือภายในเกี่ยวกับการลดราคาค่าบริการที่คิดตามจำนวน “โทเคน” (Token) ซึ่งเป็นหน่วยวัดการใช้งานที่บริษัทเอไอใช้คำนวณค่าใช้จ่ายของลูกค้า โดยโทเคนเปรียบได้กับหน่วยนับของข้อความที่ส่งเข้าและส่งออกจากระบบ ยิ่งใช้งานมากก็ยิ่งใช้โทเคนมาก และต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นจากความคาดหมายว่า แอนโทรปิกอาจปรับลดราคาค่าบริการในลักษณะเดียวกัน ทำให้โอเพนเอไอต้องเตรียมพร้อมรับมือเพื่อรักษาฐานลูกค้าและดึงดูดลูกค้ารายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรที่ใช้งานเอไอในปริมาณมาก

ช่วงที่ผ่านมา บริษัทจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านเอไอที่เพิ่มสูงขึ้น แม้เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่การนำมาใช้ในระดับองค์กรก็ต้องแลกกับต้นทุนที่ไม่น้อย

แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโอเพนเอไอ ยอมรับว่า ต้นทุนการใช้งานเอไอกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับลูกค้าหลายราย

“ผมคิดว่าเราจะมีหลายวิธีที่จะช่วยให้ผู้คนได้รับคุณค่ามากขึ้น ในขณะที่ใช้จ่ายน้อยลง” อัลท์แมน กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากโอเพนเอไอ และแอนโทรปิก ตัดสินใจลดราคาครั้งใหญ่จริง ก็อาจกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของทั้งสองบริษัท เพราะธุรกิจเอไอยังคงมีต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านศูนย์ข้อมูล ชิปประมวลผล และพลังงานที่ใช้ในการประมวลผลคำสั่งและสร้างคำตอบให้ผู้ใช้งาน

แม้รายได้ของบริษัทเอไอจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่หลายบริษัทยังคงขาดทุนเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงมาก

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แอนโทรปิกกลายเป็นหนึ่งในบริษัทเอไอที่เติบโตเร็วที่สุด หลังจาก Claude Code เครื่องมือช่วยเขียนโปรแกรมของบริษัทได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักพัฒนาและวิศวกรซอฟต์แวร์ ส่งผลให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น จนทำให้มูลค่ากิจการของแอนโทรปิกแซงหน้าโอเพนเอไอเป็นครั้งแรก 

หลังจากนั้น โอเพนเอไอก็หันมาให้ความสำคัญกับ Codex เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดของตนมากขึ้น เพื่อแข่งขันกับ Claude Code โดยตรง 

เอไอถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร แต่เมื่อการใช้งานขยายตัวมากขึ้น หลายบริษัทก็เริ่มหันกลับมาตั้งคำถามว่า ผลลัพธ์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับต้นทุนที่ต้องจ่ายหรือไม่

สัญญาณดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นในหลายองค์กรขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น อูเบอร์ (Uber) ที่ผู้บริหารเปิดเผยว่า บริษัทใช้งบประมาณสำหรับ Agentic AI หรือเอไอที่สามารถทำงานบางอย่างได้ด้วยตนเอง จนเต็มกรอบงบประมาณที่วางไว้สำหรับปี 2569 แล้ว

อูเบอร์ยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุนด้านเอไอ โดยผู้บริหารอีกรายของบริษัทระบุว่า แม้เครื่องมือเอไอจะช่วยให้นักพัฒนาเขียนโค้ดได้เร็วขึ้น แต่ก็ยังยากที่จะบอกได้ว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นนั้นแปรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ รายได้ใหม่ หรือผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด

ข้อกังวลลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่อูเบอร์ แต่กำลังเกิดขึ้นในหลายบริษัทของซิลิคอนวัลเลย์ จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับแนวคิดที่เรียกว่า “โทเคนแม็กซิง” (Tokenmaxxing)

โทเคนแม็กซิง หมายถึง การใช้เอไอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเชื่อว่าการใช้โทเคนจำนวนมากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายบริษัทเริ่มตั้งคำถามว่าการใช้งานที่เพิ่มขึ้นนั้นสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจคุ้มค่ากับต้นทุนที่จ่ายไปจริงหรือไม่

หากโอเพนเอไอ และแอนโทนปิก เปิดศึกตัดราคากันจริง อาจถือเป็นบททดสอบสำคัญของโมเดลธุรกิจเอไอในช่วงเวลาที่ทั้งสองบริษัทกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งสองบริษัทกวาดรายได้ส่วนใหญ่จากกระแสเอไอบูม และได้รับการประเมินมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุน

แต่หนึ่งในความกังวลที่นักลงทุนพูดถึงมานานคือ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเอไอแต่ละรายเริ่มมีความสามารถใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนจากผู้ให้บริการรายหนึ่งไปใช้อีกรายได้ไม่ยาก หากพบว่ามีราคาถูกกว่า หรือให้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน

ด้วยเหตุนี้ การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันเฉพาะว่าใครมีโมเดลที่ฉลาดกว่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงว่าใครสามารถให้บริการในราคาที่คุ้มค่ากว่าได้ด้วย

โอเพนเอไอยื่นเอกสารเพื่อเตรียมการเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (IPO) แบบไม่เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะแล้ว ตามหลังแอนโทรปิกที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ อัลท์แมนส่งข้อความถึงพนักงานผ่าน Slack ว่า โอเพนเอไอมีแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายในช่วงประมาณ 1 ปีข้างหน้า ขณะที่บริษัทระบุในเอกสารยื่นขอ IPO ว่า ยังมีบางเรื่องที่บริษัทต้องการดำเนินการซึ่งอาจทำได้ง่ายกว่าในฐานะบริษัทเอกชน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

อ้างอิง: The Wall Street Journal