วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

TH-AI Passport ชูโมเดล “ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น” เปิดทางคนไทยเข้าถึง AI Pro 30 โมเดล ปลดล็อกทักษะแห่งอนาคต

โครงการ TH-AI Passport เดินหน้าสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะผ่านเวที “TH-AI Passport Forum” โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมชี้แจงแนวคิดและเป้าหมายของโครงการที่มุ่งยกระดับทักษะ AI ของคนไทยในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงการแจกสิทธิ์ใช้งานเทคโนโลยี

สาระสำคัญที่ถูกย้ำบนเวทีคือหลักการ “ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น” (Pay per Use) ซึ่งแตกต่างจากแนวทางจัดซื้อแบบเหมาจ่ายในอดีต โดยภาครัฐจะชำระค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง ผู้ที่ไม่ได้เข้าใช้งานจะไม่ก่อให้เกิดภาระงบประมาณเพิ่มเติม

แนวคิดดังกล่าวถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึง AI ของประชาชน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้การใช้งบประมาณภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะต้นทุนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการใช้งานจริงเท่านั้น

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ครบ 5 ล้านคน แต่คือการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึง เรียนรู้ และประยุกต์ใช้ AI ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา พนักงานบริษัท ข้าราชการ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือประชาชนทั่วไป

AI กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานของโลกยุคใหม่ไม่ต่างจากการใช้อินเทอร์เน็ตหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในอดีต หากคนไทยเข้าถึงและใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน การเรียนรู้ และการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

เปิดทางเข้าถึง AI Pro ไม่ใช่ AI ฟรี

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือคำถามว่าเหตุใดภาครัฐจึงต้องจัดหาแพลตฟอร์มดังกล่าว ทั้งที่ปัจจุบันมี AI เวอร์ชันฟรีให้ใช้งานอยู่แล้ว

ผู้แทนกลุ่มบริษัทคู่สัญญาชี้แจงว่า สิ่งที่โครงการจัดหาไม่ใช่ AI ฟรี แต่เป็นการเปิดสิทธิ์ให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับ Pro และ Premium จากผู้พัฒนา 14 ค่าย รวมกว่า 30 โมเดล บนแพลตฟอร์มเดียว

หากเป็นเพียง AI ฟรี ภาครัฐไม่จำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะประชาชนสามารถเข้าถึงได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่โครงการต้องการคือการลดข้อจำกัดด้านต้นทุนในการเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับสูง ซึ่งปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับนักศึกษา คนทำงาน ผู้ประกอบการรายย่อย และประชาชนทั่วไป

AI เวอร์ชันฟรีที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยมักเหมาะกับการทดลองใช้งานเบื้องต้น เช่น การสรุปข้อมูล เขียนข้อความ แปลภาษา หรือถามตอบทั่วไป แต่เมื่อเข้าสู่การใช้งานจริงในระดับงานอาชีพ ข้อจำกัดต่างๆ จะเริ่มปรากฏชัด

ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดจำนวนข้อความต่อวัน การเข้าถึงโมเดลประสิทธิภาพสูง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การค้นหาข้อมูลจากเว็บแบบเรียลไทม์ การสร้างภาพ การทำวิจัยเชิงลึก หรือการทำงานร่วมกับไฟล์ขนาดใหญ่

ในทางตรงกันข้าม AI ระดับ Pro และ Premium จะเปิดให้ใช้งานโมเดลที่มีความสามารถสูงกว่า ตอบสนองได้รวดเร็วกว่า และรองรับงานที่ซับซ้อนมากกว่า ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ภาคธุรกิจและแรงงานยุคใหม่ต้องการใช้งานจริง

ทลายกำแพงค่าใช้จ่าย AI ระดับโลก

ปัจจุบันบริการ AI ระดับ Pro จากผู้ให้บริการชั้นนำของโลกจำนวนมากมีค่าบริการเฉลี่ยประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือเกือบ 1,000 บาทต่อเดือนต่อแพลตฟอร์ม

สำหรับผู้ที่ต้องใช้งานหลายบริการพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูล สร้างภาพ หรือทำงานวิจัย ต้นทุนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ต้นทุนเหล่านี้กลายเป็น “กำแพงราคา” ที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึง AI ประสิทธิภาพสูงได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะตระหนักถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีก็ตาม

TH-AI Passport จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดช่องว่างดังกล่าว โดยรวบรวม AI ระดับ Pro/Premium จากหลายผู้ให้บริการมาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือที่ปกติต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนในราคาสูง

แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็นการเร่ง “AI Diffusion” หรือการกระจายการเข้าถึง AI ไปสู่คนจำนวนมากที่สุด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการแข่งขันด้านดิจิทัลกับประเทศอื่นในภูมิภาค

Learn to Earn เรียนก่อน ปลดล็อกสิทธิ์ทีหลัง

อีกจุดเด่นสำคัญของ TH-AI Passport คือการเชื่อมการเข้าถึง AI เข้ากับระบบการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn”

แทนที่จะเปิดให้ใช้งาน AI ระดับสูงอย่างเสรี โครงการกำหนดให้ผู้ใช้ต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะตามเส้นทางที่กำหนด เพื่อปลดล็อกสิทธิ์การใช้งานในระดับที่สูงขึ้น

แนวคิดนี้สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการสร้าง “คนใช้ AI เป็น” มากกว่าการสร้างเพียง “คนที่มี AI ใช้”

ระบบการเรียนรู้ภายในแพลตฟอร์มประกอบด้วยหลักสูตรมากกว่า 130 หลักสูตร พัฒนาตามกรอบมาตรฐาน UNESCO AI Competency Framework และเสริมเนื้อหาจากองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Microsoft และ OpenAI

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐานด้าน AI การใช้งานอย่างปลอดภัย การเขียน Prompt การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างเนื้อหา การประยุกต์ใช้ในงาน ไปจนถึงการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ ผู้เรียนยังสามารถรับใบรับรองการผ่านหลักสูตรตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงทักษะและต่อยอดด้านการศึกษาและการทำงานได้ในอนาคต

รองรับผู้ใช้ 5 ล้านคน สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่

ผู้แทนกลุ่มบริษัทคู่สัญญาระบุว่า ระบบได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้งานระดับประเทศ สามารถรองรับผู้ใช้ได้สูงสุดถึง 5 ล้านคน

ในมุมมองของภาครัฐ TH-AI Passport จึงไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มรวมเครื่องมือ AI แต่กำลังถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศในอนาคต

หลายฝ่ายมองว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีเฉพาะทาง ไปสู่ “สาธารณูปโภคดิจิทัล” ที่ประชาชนควรเข้าถึงได้ไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ตในอดีต

เมื่อการแข่งขันด้าน AI ของโลกไม่ได้วัดกันเฉพาะคุณภาพโมเดล แต่รวมถึงความสามารถในการทำให้ประชาชนเข้าถึงและใช้งานได้จริง ประเทศที่สร้างประชากรซึ่งมีทักษะ AI ได้เร็วกว่า ย่อมมีโอกาสเพิ่มผลิตภาพแรงงาน สร้างธุรกิจใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้เหนือกว่า

กระทรวงดีอีย้ำว่า หัวใจของ TH-AI Passport จึงไม่ใช่การ “แจก AI ฟรี” แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างทุนมนุษย์ของประเทศ ผ่านการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึง AI ระดับ Pro ควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อโลกการทำงานยุคใหม่

ภายใต้โมเดล “ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น” และแนวคิด “Learn to Earn” โครงการนี้จึงถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเปลี่ยน AI จากเครื่องมือของคนบางกลุ่ม ให้กลายเป็นโอกาสของคนทั้งประเทศ พร้อมวางรากฐานให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยทักษะและนวัตกรรมในระยะยาว