วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

คัดเน้นๆ เปิด 7 คำถาม-คำตอบ คลายข้อสงสัยโครงการ TH-AI Passport

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 มิ.ย.69 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โครงการ TH-AI Passport โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าร่วม 

เปิด 7 คำถาม-คำตอบ คลายข้อสงสัยโครงการ TH-AI Passport

1. ทำไมต้องซื้อ AI ผ่าน “ตัวกลาง”

เพราะโครงการไม่ได้ซื้อสิทธิ AI เพียงอย่างเดียว แต่รวม AI กว่า 30 โมเดลจาก 14 ค่าย พร้อมระบบเรียนออนไลน์ การสอบวัดผล กิจกรรม Boot Camp และการบริหารผู้ใช้งาน 5 ล้านคน จึงต้องมีผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) เชื่อมทุกบริการเข้าด้วยกัน

2. งบ 1,621 ล้านบาท แพงเกินไปหรือไม่

ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 27-28 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 330 บาทต่อปี ครอบคลุม AI ระดับ Pro/Premium หลักสูตรอบรม และกิจกรรมพัฒนาทักษะ ซึ่งต่ำกว่าค่าบริการเอกชนหลายราย ซึ่งถือว่าโครงการไม่แพง

3. ทำไมไม่ใช้ ChatGPT หรือ Gemini เวอร์ชันฟรี

เพราะ TOR กำหนดให้ใช้ AI ระดับ Pro/Premium เนื่องจากเวอร์ชันฟรีมีข้อจำกัดด้านการใช้งาน การวิเคราะห์เชิงลึก และฟีเจอร์ขั้นสูง ขณะที่เป้าหมายคือ การใช้งานจริงเพื่อเรียน และทำงาน

4. วัดผลความสำเร็จอย่างไร

วัดจากการเพิ่มอัตราการใช้ AI ของประเทศจาก 10.7% เป็น 20% ภายในปี 2570 รวมถึงจำนวนผู้ใช้งานจริง ผู้จบหลักสูตร ผู้ได้รับใบรับรอง และการใช้งาน AI อย่างต่อเนื่อง

 

5. ยกเลิกโครงการหรือแก้ TOR ได้หรือไม่

ปลัดดีอียืนยันว่าโครงการเข้าสู่ขั้นตอนบริหารสัญญาแล้ว จึงไม่สามารถแก้ไข TOR ได้ แต่ยังสามารถปรับรายละเอียดการดำเนินงานภายใต้กรอบสัญญาได้ 

6. ผู้รับสัญญาได้รับเงินแล้วหรือยัง

กิจการร่วมค้าทีเอช ผู้ชนะโครงการ ระบุว่ายังไม่ได้รับเงินจากโครงการ เนื่องจากการเบิกจ่ายต้องเป็นไปตามงวดงาน และเงื่อนไขการส่งมอบที่กำหนดไว้ในสัญญา

7. ถ้าคนใช้งานจริงน้อย รัฐต้องจ่ายเต็มหรือไม่

ยังอยู่ระหว่างหารือ โดยภาครัฐยึดหลัก “ใช้จริง จ่ายจริง” ตามจำนวนผู้ใช้งานจริง (Active User) ขณะที่ผู้รับสัญญาระบุว่ามีต้นทุนระบบล่วงหน้า แต่พร้อมหารือรูปแบบการจ่ายเงินที่เหมาะสม

สำหรับภายในเวทีรับฟังความเห็นนั้น นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า โครงการ TH-AI Passport ถูกออกแบบขึ้นจากความจำเป็นในการยกระดับทักษะดิจิทัล และ AI ของประชาชนในวงกว้าง หลังตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยเฉพาะด้าน AI ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนไทยอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และอันดับในเวทีโลกถอยลงมาอยู่ราวอันดับ 89 ขณะที่เมื่อเทียบในอาเซียน ไทยยังไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

นายพชร กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงดีอีได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทางมาเป็นระยะ ทั้งกลุ่มเทคโนโลยี บุคคล และนิติบุคคล ผ่านเครือข่ายของกระทรวง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังไม่ขยับดีขึ้นเท่าที่ควร จึงต้องออกแบบโครงการที่เข้าถึงประชาชนได้กว้างขึ้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะและเสริมทักษะ หรือ Upskill-Reskill ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำ

คัดเน้นๆ เปิด 7 คำถาม-คำตอบ คลายข้อสงสัยโครงการ TH-AI Passport

คัดเน้นๆ เปิด 7 คำถาม-คำตอบ คลายข้อสงสัยโครงการ TH-AI Passport

 

เข้าถึง 5 ล้านคนตามสัดส่วนประชากร

สำหรับที่มาของวงเงินโครงการ นายพชร ระบุว่า ในช่วงเริ่มต้น กระทรวงมีเงินกองทุนดีอี ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณราว 1,800-1,900 ล้านบาท จึงพิจารณาทดลองทำโครงการขนาดใหญ่เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง AI มากที่สุด โดยประเมินจากประชากรที่ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และสามารถเพิ่มทักษะได้ราว 50 ล้านคน จากนั้นกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำ 10% หรือประมาณ 5 ล้านคน แม้ในเชิงเป้าหมายเดิมอยากขยายให้ถึง 10 ล้านคน แต่ต้องพิจารณาตามกรอบวงเงินที่มีอยู่

นายพชร ย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่การแจกแล้วจบ แต่เป็นการเสริมทักษะ และพัฒนาทักษะ เพื่อให้ประชาชนที่ยังไม่เคยเข้าถึงโลกดิจิทัลหรือ AI ได้เริ่มเรียนรู้ว่า AI คืออะไร และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

ดังนั้น โครงการจึงต้องมีกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ และการมีส่วนร่วมประกอบด้วย แทนที่จะจัดหาเครื่องมือ AI มาแล้วปล่อยให้ประชาชนเข้าร่วมตามยถากรรม

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของโครงการกำหนดขั้นต่ำเป็นประชาชนทั่วไปอายุเกิน 15 ปี และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนักเรียน และนักศึกษา ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับภูมิภาคได้ชัดเจนที่สุด กลุ่มบุคลากรภาครัฐ ซึ่งสามารถนำ AI ไปช่วยลดระยะเวลาการทำงาน และเพิ่มความครบถ้วนของข้อมูล และกลุ่มประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยนายพชร อธิบายว่า สาเหตุที่เอสเอ็มอีถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลัง เนื่องจากกระทรวงมีกลไกช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่แล้ว

คัดเน้นๆ เปิด 7 คำถาม-คำตอบ คลายข้อสงสัยโครงการ TH-AI Passport

นอกจากนี้ กระทรวงยังเห็นความแตกต่างของการเข้าถึง AI ระหว่างเมืองใหญ่กับพื้นที่ภูมิภาค โดยไม่ได้หมายถึงกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่รวมถึงหัวเมืองใหญ่ด้วย ดังนั้น โครงการจึงต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่อื่นสามารถเข้าถึงเครื่องมือ และทักษะ AI ได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น

กรอบงบประมาณทำตามขั้นตอน

ส่วนประเด็นการใช้เงินนอกงบประมาณกว่า 1,621 ล้านบาท นายพชร ชี้แจงว่า แม้เงินกองทุนจะเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่การใช้จ่ายยังต้องดำเนินการตามกฎหมาย และระเบียบราชการทุกประการ โดยเฉพาะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งต้องอิงตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง 100% เช่นเดียวกับเงินงบประมาณปกติ ความแตกต่างมีเพียงเงินกองทุนที่เหลือเมื่อสิ้นปีงบประมาณไม่ต้องนำส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่นดินเท่านั้น

นายพชร กล่าวอีกว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้มีเพียงช่วงประกาศเชิญชวน 34 วันตามที่ถูกวิจารณ์ เพราะช่วงดังกล่าวเป็นเพียงท่อนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมดเท่านั้น ก่อนหน้านั้นต้องผ่านการพิจารณา และกลั่นกรองจากคณะกรรมการหลายชุด รวมถึงคณะกรรมการกองทุน ซึ่งมีประธานในระดับนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย โดยภาพรวมใช้เวลาเกือบ 5 เดือนกว่าจะนำไปสู่การลงนามในสัญญา

คัดเน้นๆ เปิด 7 คำถาม-คำตอบ คลายข้อสงสัยโครงการ TH-AI Passport

สำหรับข้อกังวลเรื่องการทำราคากลาง และการเปิดโอกาสให้เอกชนที่ให้ข้อมูลราคากลางเข้าร่วมประมูล นายพชร อธิบายว่า การสืบค้นราคากลางจำเป็นต้องอ้างอิงจากผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นโดยตรง เพราะโครงการนี้เป็นงานด้านไอที และดิจิทัล จึงไม่สามารถไปสืบราคาจากผู้ประกอบการก่อสร้างหรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องได้ ขณะเดียวกัน หากกำหนดว่าผู้ให้ข้อมูลราคากลางห้ามเข้าร่วมประมูล ก็อาจไม่มีเอกชนรายใดให้ข้อมูลราคาแก่ภาครัฐ และหากให้ราชการกำหนดราคาเองก็อาจไม่สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม นายพชร ระบุว่า กระทรวงสืบค้นราคาจากเอกชน 8 ราย ขณะที่การเสนอราคามีผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่มและ 1 ราย โดยกลุ่มใหญ่รายหนึ่งไม่ได้อยู่ในชุดข้อมูลที่กระทรวงใช้สืบค้นราคากลาง แต่เข้ามาร่วมประมูลเอง

ทั้งนี้ ผู้ที่ชนะการประมูลเป็นกลุ่มบริษัทที่อยู่ในกลุ่มที่เคยให้ข้อมูลราคากลางจริง แต่กระบวนการทั้งหมดเป็นการเปิดทั่วไปและประกาศสาธารณะทุกขั้นตอน ตั้งแต่ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้าง ประชาพิจารณ์ และประกาศเชิญชวน ทั้งผ่านช่องทางของกระทรวง และกรมบัญชีกลาง

ในประเด็นข้อสงสัยเรื่องงวดงาน นายพชร ชี้แจงว่า โครงการแบ่งการส่งมอบออกเป็น 5 งวด โดยงวดที่ 1 ผู้รับจ้างต้องเสนอทั้งแผนดำเนินงาน และผลการดำเนินงานเบื้องต้น ไม่ใช่เพียงส่งเอกสารไม่กี่แผ่นแล้วรับเงิน เนื่องจากเมื่อเริ่มโครงการแล้ว ระบบต้องมีการทดสอบ ทดลองใช้งานกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง และตรวจสอบความพร้อมก่อนเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการหรือขยายวงกว้าง

ยอมถอยปรับสัญญาใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น

นายพชร ยังระบุว่า ขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นตอนการบริหารสัญญาแล้ว ทำให้ไม่สามารถแก้ TOR ได้ เนื่องจาก TOR เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่แนบท้ายหลังการลงนาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังสามารถทำได้คือ การกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมภายใต้งวดงาน เพื่อให้การบริหารสัญญาเกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน

โดยยึดหลักตามนโยบายรัฐมนตรีว่า “ใช้งานจริง ใช้บัญชีเท่าไร จ่ายเท่านั้น” และผลจากเวทีรับฟังความคิดเห็นจะถูกนำไปใช้ประกอบรายละเอียดเพื่อแนบท้ายสัญญาในการบริหารโครงการต่อไป

นายพชร ยืนยันด้วยว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพียงเพื่อให้ครบขั้นตอน แต่เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี รวมถึงรัฐบาล ที่ต้องการเปิดรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับรายละเอียดโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ส่วนคำถามว่าทำไมรัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งที่ประชาชนสามารถใช้ AI เวอร์ชันฟรี เช่น Gemini หรือ ChatGPT ได้อยู่แล้ว นายพชรชี้แจงว่า ตาม TOR กำหนดชัดเจนว่าผู้รับจ้างต้องจัดหา Generative AI ในระดับ Pro หรือ Premium ขึ้นไปเท่านั้น ไม่ใช่เวอร์ชันฟรี เนื่องจากบริการฟรีมักมีข้อจำกัดในการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อใช้ถามต่อเนื่อง ถามเชิงลึก หรือใช้งานจริงในระดับทำงาน อาจถูกจำกัดจำนวนครั้งหรือต้องรอใช้งานในวันถัดไป

ยันเวอร์ชันฟรีต่างจากในโครงการ

น.ส.พาขวัญ วงศ์พลทวี กรรมการบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ผู้ชนะโครงการดังกล่าว ที่มาจาก กิจการค้าร่วมทีเอช เป็นการร่วมกันระหว่าง 2 บริษัท คือ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด กล่าวว่า ผู้รับสัญญายังไม่ได้รับเงินจากโครงการแม้แต่บาทเดียว พร้อมย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นการนำ AI มาแจกฟรีโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเรียนรู้จากการใช้งานจริง ผ่านเครื่องมือ Generative AI ระดับ Pro หรือ Premium ซึ่งมีข้อแตกต่างจากเวอร์ชันฟรีอย่างชัดเจน

น.ส.พาขวัญ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันประชาชนจำนวนหนึ่งสามารถใช้ AI เวอร์ชันฟรีได้อยู่แล้ว แต่หากพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการยกระดับความสามารถด้าน AI ของประเทศในวงกว้าง เครื่องมือฟรีอาจยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการใช้งานเชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูล การทำงานต่อเนื่อง หรือการสร้างผลงานที่ต้องใช้หลายโมเดลร่วมกัน ดังนั้น การเรียนรู้ AI อย่างเป็นระบบจำเป็นต้องมีเครื่องมือให้ประชาชนได้ทดลองใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงการเรียนในเชิงทฤษฎีเท่านั้น

คัดเน้นๆ เปิด 7 คำถาม-คำตอบ คลายข้อสงสัยโครงการ TH-AI Passport

รวบรวม AI จาก 14 ค่าย 30 โมเดล

ทั้งนี้ ระบบ TH-AI Passport ที่ผู้รับสัญญาเตรียมไว้จะรวม AI จาก 14 ค่าย 30 โมเดล หรือในบางช่วงของการชี้แจงระบุว่า 31 โมเดล ครอบคลุมการใช้งานหลากหลายประเภท เช่น การสนทนา การวิเคราะห์เชิงลึก การทำ Deep Research การสร้างภาพ การสร้างวิดีโอ และการทำเพลง โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะสามารถเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ภายใต้เงื่อนไขการเรียนรู้ และสะสมคะแนน

น.ส.พาขวัญ อธิบายว่า ระบบจะใช้แนวคิด Learn to Earn หรือเรียนเพื่อสะสมสิทธิในการใช้งาน โดยผู้เข้าร่วมโครงการต้องเรียนผ่านระบบ Learning Management System ซึ่งออกแบบหลักสูตรตามกรอบ UNESCO Framework เดิม 96 หลักสูตร และเพิ่มเติมหลักสูตรจากเจ้าของโมเดล AI รวมถึงพันธมิตรเทคโนโลยี ทำให้ปัจจุบันมีหลักสูตรรวม 130 หลักสูตร ครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เช่น AI คืออะไร การใช้งาน AI อย่างปลอดภัย การเขียนพรอมต์ การสรุปรายงาน การทำพรีเซนเทชัน การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการใช้ AI ในงานธุรกิจ การตลาด การขาย การบริการลูกค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

นอกจากนี้ ผู้เรียนจะได้รับใบประกาศนียบัตรหลังผ่านหลักสูตร ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการสมัครงานหรือเพิ่มโอกาสทางอาชีพได้ โดยผู้รับสัญญายืนยันว่าหลักสูตรที่เตรียมไว้ไม่ใช่เนื้อหาทั่วไปแบบที่ค้นหาได้ตามแพลตฟอร์มวิดีโอ แต่เป็นหลักสูตรที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และเชื่อมโยงกับการใช้งานเครื่องมือ AI จริง

สำหรับรูปแบบการเข้าถึงระบบ โครงการจะแบ่งผู้ใช้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับผู้เริ่มต้น และระดับผู้สร้างสรรค์ โดยผู้เข้าร่วมใหม่จะได้รับคะแนนเริ่มต้น 100 คะแนน เพื่อทดลองเข้าถึงเครื่องมือ AI ในระบบก่อน อย่างไรก็ตาม หากในเดือนถัดไปไม่มีการเรียนรู้เพิ่มเติมหรือไม่สะสมคะแนน สถานะจะกลับไปเป็นผู้เริ่มต้น และจะไม่สามารถเข้าถึงโมเดลทั้งหมดได้ต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ใช้ต้องเรียน และสะสมคะแนนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ 12 เดือน

ราคาที่รัฐจ่ายเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน

น.ส.พาขวัญ ยังชี้แจงประเด็นความคุ้มค่าของราคา โดยเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มลักษณะใกล้เคียงกันในตลาดที่รวมหลายโมเดลไว้ในระบบเดียว ซึ่งมีค่าบริการราว 259 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ราคาที่รัฐจ่ายในโครงการ TH-AI Passport อยู่ที่ประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน พร้อมตั้งคำถามว่า หากเทียบกับจำนวนโมเดล หลักสูตร ระบบการเรียนรู้ และโควตาการใช้งานที่จัดเตรียมไว้ ราคาดังกล่าวถือว่าแพงหรือไม่

ด้าน นายเชาวลิต รัตนกรไกรศรี รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโซลูชันองค์กร บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สิ่งที่อยู่ในแพลตฟอร์ม AI ของกระทรวงมีลักษณะใกล้เคียงกับบริการเอกชนที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งหากประชาชนต้องการใช้บริการลักษณะเดียวกันอาจต้องจ่ายเองในระดับ 259 บาทต่อเดือน แต่ในโครงการนี้รัฐเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายแทนประชาชนในอัตราประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน

คัดเน้นๆ เปิด 7 คำถาม-คำตอบ คลายข้อสงสัยโครงการ TH-AI Passport

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์