วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

เปิดรายงาน กมธ.วุฒิสภา ชี้ปมคุณสมบัติ ‘สรณ’ สรุปเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม?

เปิดรายงาน กมธ.วุฒิสภา ชี้ปมคุณสมบัติ ‘สรณ’ สรุปเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม?

คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช. ผ่านประธานวุฒิสภาให้ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่

รายงานฉบับดังกล่าววางกรอบการพิจารณาหลักไว้ 2 ประเด็น ได้แก่ การที่ ศ.นพ.สรณ ยังคงประกอบวิชาชีพแพทย์และตรวจรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลรามาธิบดี จะเข้าข่าย ลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. หรือไม่ และกรณีได้รับเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จะขัดต่อข้อห้ามตามกฎหมายหรือไม่

การตรวจสอบไม่ได้อาศัยข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้องเพียงด้านเดียว แต่รวบรวมพยานหลักฐานจากหลายหน่วยงาน ทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระรามเก้า ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน กสทช. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสรรพากร รวมถึงคำชี้แจงของ ศ.นพ.สรณ เอง

อ้างกฎหมายหลายมาตราประกอบวินิจฉัย

รายงานอ้างอิง พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรา 7 ข. (12) ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนในนิติบุคคลที่ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ภายในระยะเวลา 1 ปีก่อนเข้ารับการสรรหา

ขณะเดียวกัน มาตรา 8 กำหนดให้กรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระที่มีส่วนได้เสียหรืออาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ขัดแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ยังมีมาตรา 18 ที่กำหนดให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาต้องลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพที่ขัดต่อกฎหมายก่อนนำความขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง มาตรา 20 ว่าด้วยเหตุพ้นจากตำแหน่ง และมาตรา 26 ที่กำหนดให้ประธานและกรรมการ กสทช. ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา

รายงานเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ว่า วันที่ 20 ธันวาคม 2564 วุฒิสภามีมติเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จากนั้นวันที่ 22 ธันวาคม 2564 ประธานวุฒิสภาออกประกาศให้ผู้ได้รับความเห็นชอบแสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพที่อาจขัดต่อกฎหมาย โดย ศ.นพ.สรณ ได้ยื่นหนังสือรับรองการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพ ลงวันที่ 8 มกราคม 2565 และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับเอกสารเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565

ปมหนังสือลาออกขัดข้อมูลมหิดล

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการให้น้ำหนัก คือสถานะของ ศ.นพ.สรณ กับมหาวิทยาลัยมหิดล

รายงานระบุว่า ศ.นพ.สรณ ได้แจ้งลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงลาออกจากการเป็นกรรมการองค์การเภสัชกรรม และได้ประกาศการลาออกผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อเดือนมกราคม 2565 ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการพบว่า หนังสือลาออกดังกล่าวมีข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกับหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดล ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ซึ่งรับรองว่า ศ.นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 หรือเพียงหนึ่งวันก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

รายงานจึงมองว่า ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการรักษาผู้ป่วยในฐานะแพทย์ แต่เชื่อมโยงถึงสถานะการเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และอาจเกี่ยวข้องกับข้อห้ามตามมาตรา 8 และมาตรา 26 โดยตรง

พบข้อมูลออกตรวจทั้งรามาธิบดี-พระรามเก้า

คณะกรรมาธิการยังตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ Premium Clinic ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567 และพบชื่อ ศ.นพ.สรณ อยู่ในตารางแพทย์ลงตรวจประจำวันจันทร์ เวลา 13.30-16.00 น. และวันพฤหัสบดี เวลา 10.00-12.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาราชการ

ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์โรงพยาบาลพระรามเก้า พบชื่อ ศ.นพ.สรณ มีตารางนัดหมายตรวจผู้ป่วยในวันเสาร์ เวลา 09.30-11.30 น.

อย่างไรก็ตาม รายงานยังนำคำชี้แจงของ ศ.นพ.สรณ มาพิจารณาประกอบ โดยอ้างอิงบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2566 ซึ่งระบุว่าไม่ได้ผ่าตัดหัวใจมาแล้วประมาณ 9 เดือน การรักษาผู้ป่วยใช้เวลานอกราชการ ไม่รับผู้ป่วยใหม่ และเป็นการดูแลผู้ป่วยเดิมที่รักษากันมานาน 20-30 ปี

รายงานระบุด้วยว่า ศ.นพ.สรณ ได้ยอมรับในที่ประชุม กสทช. ว่าเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจริง และยังคงรักษาผู้ป่วยอยู่บ้าง

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 ยังปรากฏคลิปแถลงข่าวที่ ศ.นพ.สรณ กล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์แพทย์ การสอนนักศึกษา และการรักษาผู้ป่วยทั้งที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งคณะกรรมาธิการนำมาประกอบการพิจารณาประเด็นการประกอบวิชาชีพอิสระ

ภ.ง.ด.90 และข้อมูลภาษีถูกนำมาประกอบ

รายงานระบุว่า คณะกรรมาธิการไม่ได้พิจารณาเฉพาะตารางตรวจรักษาผู้ป่วยหรือคำชี้แจงของผู้ถูกร้องเท่านั้น แต่ยังใช้ข้อมูลจากกรมสรรพากรและแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด.90 เป็นพยานหลักฐานประกอบ

เมื่อพิจารณาร่วมกับหนังสือจากมหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมาธิการเห็นว่า มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า ศ.นพ.สรณ ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และยังประกอบวิชาชีพอิสระอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.

รายงานยังระบุว่า พบหลักฐานการได้รับค่าจ้างและค่าตอบแทนจาก บริษัท เมอร์ค จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวถูกนำมาพิจารณาประกอบว่า การยังมีรายได้จากวิชาชีพอิสระระหว่างดำรงตำแหน่ง กสทช. เข้าข่ายขัดต่อมาตรา 8 หรือไม่

ปมรามาแชนแนลโยงมาตรา 7 ข.(12)

อีกประเด็นสำคัญที่รายงานให้ความสำคัญคือสถานะของมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก “รามาแชนแนล”

คณะกรรมาธิการเห็นว่า หาก ศ.นพ.สรณ ยังคงมีสถานะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาก่อนเข้ารับการสรรหา ย่อมอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ข. (12) เนื่องจากมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโทรทัศน์ภายใต้ใบอนุญาตของ กสทช.

รายงานยังระบุว่า วันที่ 3 สิงหาคม 2565 ที่ประชุม กสทช. ซึ่งมี ศ.นพ.สรณ เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมและอนุญาตให้มหาวิทยาลัยมหิดลประกอบกิจการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ช่องรามาแชนแนล ต่อไปอีก 2 ปี นับจากวันสิ้นอายุใบอนุญาตเดิม

คณะกรรมาธิการจึงมองว่ามหาวิทยาลัยมหิดลไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้รับใบอนุญาตกิจการโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ด้วย

อย่างไรก็ตาม รายงานยอมรับว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. เคยวินิจฉัยว่า ศ.นพ.สรณ ไม่มีลักษณะต้องห้าม และคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดได้

ปมธนาคารกรุงเทพถูกตรวจสอบเช่นกัน

สำหรับกรณีธนาคารกรุงเทพ รายงานระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการธนาคาร 3 ราย ซึ่งรวมถึง ศ.นพ.สรณ ด้วย ก่อนที่การประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 จะมีมติเลือกให้เป็นกรรมการอิสระของธนาคาร

ต่อมา ศ.นพ.สรณ มีหนังสือแจ้งไม่ขอรับตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ธนาคารกรุงเทพได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชะลอการดำเนินการ เนื่องจากเจ้าตัวได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. และอยู่ระหว่างรอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา

รายงานระบุด้วยว่า สำนักงาน กสทช. แจ้งไม่พบข้อมูลว่าธนาคารกรุงเทพได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ดังนั้น ประเด็นนี้จึงมีน้ำหนักในมิติธรรมาภิบาลและสถานะการดำรงตำแหน่ง มากกว่าประเด็นการถือครองใบอนุญาตด้านสื่อสาร

สรุปเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ

ท้ายที่สุด คณะกรรมาธิการสรุปว่า จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ประกอบกับบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า ศ.นพ.สรณ มีลักษณะเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบมาตรา 18 และมาตรา 20

ข้อสรุปดังกล่าวอาศัยพยานหลักฐานหลายส่วน ทั้งหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดลที่ระบุว่ายังคงปฏิบัติหน้าที่จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้อมูลตารางออกตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลพระรามเก้า คำชี้แจงของ ศ.นพ.สรณ ข้อมูลจากกรมสรรพากรและแบบ ภ.ง.ด.90 รวมถึงสถานะของมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะผู้รับใบอนุญาตช่องรามาแชนแนล

รายงานระบุว่า การพิจารณาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นว่ายังคงรักษาผู้ป่วยหรือไม่ แต่เชื่อมโยงถึงสถานะการเป็นพนักงานหน่วยงานรัฐ การประกอบวิชาชีพอิสระ การปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา ผลประโยชน์ทับซ้อน และความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.

พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการยังอ้างถึงหนังสือลับของมหาวิทยาลัยมหิดล ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ซึ่งลงนามโดย ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณา

ในมุมมองของคณะกรรมาธิการ กรณีดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบสถานะส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. แต่ยังสะท้อนมาตรฐานการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรกำกับดูแลระดับประเทศ ซึ่งมีบทบาทกำกับทรัพยากรสาธารณะสำคัญ ทั้งคลื่นความถี่ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อันเกี่ยวพันโดยตรงกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลภาครัฐ