คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช. ผ่านประธานวุฒิสภาให้ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่
รายงานฉบับดังกล่าววางกรอบการพิจารณาหลักไว้ 2 ประเด็น ได้แก่ การที่ ศ.นพ.สรณ ยังคงประกอบวิชาชีพแพทย์และตรวจรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลรามาธิบดี จะเข้าข่าย ลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. หรือไม่ และกรณีได้รับเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จะขัดต่อข้อห้ามตามกฎหมายหรือไม่
การตรวจสอบไม่ได้อาศัยข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้องเพียงด้านเดียว แต่รวบรวมพยานหลักฐานจากหลายหน่วยงาน ทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระรามเก้า ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน กสทช. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสรรพากร รวมถึงคำชี้แจงของ ศ.นพ.สรณ เอง
อ้างกฎหมายหลายมาตราประกอบวินิจฉัย
รายงานอ้างอิง พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรา 7 ข. (12) ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนในนิติบุคคลที่ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ภายในระยะเวลา 1 ปีก่อนเข้ารับการสรรหา
ขณะเดียวกัน มาตรา 8 กำหนดให้กรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระที่มีส่วนได้เสียหรืออาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ขัดแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ยังมีมาตรา 18 ที่กำหนดให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาต้องลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพที่ขัดต่อกฎหมายก่อนนำความขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง มาตรา 20 ว่าด้วยเหตุพ้นจากตำแหน่ง และมาตรา 26 ที่กำหนดให้ประธานและกรรมการ กสทช. ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา
รายงานเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ว่า วันที่ 20 ธันวาคม 2564 วุฒิสภามีมติเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จากนั้นวันที่ 22 ธันวาคม 2564 ประธานวุฒิสภาออกประกาศให้ผู้ได้รับความเห็นชอบแสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพที่อาจขัดต่อกฎหมาย โดย ศ.นพ.สรณ ได้ยื่นหนังสือรับรองการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพ ลงวันที่ 8 มกราคม 2565 และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับเอกสารเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565
ปมหนังสือลาออกขัดข้อมูลมหิดล
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการให้น้ำหนัก คือสถานะของ ศ.นพ.สรณ กับมหาวิทยาลัยมหิดล
รายงานระบุว่า ศ.นพ.สรณ ได้แจ้งลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงลาออกจากการเป็นกรรมการองค์การเภสัชกรรม และได้ประกาศการลาออกผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อเดือนมกราคม 2565 ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการพบว่า หนังสือลาออกดังกล่าวมีข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกับหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดล ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ซึ่งรับรองว่า ศ.นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 หรือเพียงหนึ่งวันก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
รายงานจึงมองว่า ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการรักษาผู้ป่วยในฐานะแพทย์ แต่เชื่อมโยงถึงสถานะการเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และอาจเกี่ยวข้องกับข้อห้ามตามมาตรา 8 และมาตรา 26 โดยตรง
พบข้อมูลออกตรวจทั้งรามาธิบดี-พระรามเก้า
คณะกรรมาธิการยังตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ Premium Clinic ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567 และพบชื่อ ศ.นพ.สรณ อยู่ในตารางแพทย์ลงตรวจประจำวันจันทร์ เวลา 13.30-16.00 น. และวันพฤหัสบดี เวลา 10.00-12.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาราชการ
ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์โรงพยาบาลพระรามเก้า พบชื่อ ศ.นพ.สรณ มีตารางนัดหมายตรวจผู้ป่วยในวันเสาร์ เวลา 09.30-11.30 น.
อย่างไรก็ตาม รายงานยังนำคำชี้แจงของ ศ.นพ.สรณ มาพิจารณาประกอบ โดยอ้างอิงบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2566 ซึ่งระบุว่าไม่ได้ผ่าตัดหัวใจมาแล้วประมาณ 9 เดือน การรักษาผู้ป่วยใช้เวลานอกราชการ ไม่รับผู้ป่วยใหม่ และเป็นการดูแลผู้ป่วยเดิมที่รักษากันมานาน 20-30 ปี
รายงานระบุด้วยว่า ศ.นพ.สรณ ได้ยอมรับในที่ประชุม กสทช. ว่าเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจริง และยังคงรักษาผู้ป่วยอยู่บ้าง
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 ยังปรากฏคลิปแถลงข่าวที่ ศ.นพ.สรณ กล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์แพทย์ การสอนนักศึกษา และการรักษาผู้ป่วยทั้งที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งคณะกรรมาธิการนำมาประกอบการพิจารณาประเด็นการประกอบวิชาชีพอิสระ
ภ.ง.ด.90 และข้อมูลภาษีถูกนำมาประกอบ
รายงานระบุว่า คณะกรรมาธิการไม่ได้พิจารณาเฉพาะตารางตรวจรักษาผู้ป่วยหรือคำชี้แจงของผู้ถูกร้องเท่านั้น แต่ยังใช้ข้อมูลจากกรมสรรพากรและแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด.90 เป็นพยานหลักฐานประกอบ
เมื่อพิจารณาร่วมกับหนังสือจากมหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมาธิการเห็นว่า มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า ศ.นพ.สรณ ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และยังประกอบวิชาชีพอิสระอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.
รายงานยังระบุว่า พบหลักฐานการได้รับค่าจ้างและค่าตอบแทนจาก บริษัท เมอร์ค จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวถูกนำมาพิจารณาประกอบว่า การยังมีรายได้จากวิชาชีพอิสระระหว่างดำรงตำแหน่ง กสทช. เข้าข่ายขัดต่อมาตรา 8 หรือไม่
ปมรามาแชนแนลโยงมาตรา 7 ข.(12)
อีกประเด็นสำคัญที่รายงานให้ความสำคัญคือสถานะของมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก “รามาแชนแนล”
คณะกรรมาธิการเห็นว่า หาก ศ.นพ.สรณ ยังคงมีสถานะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาก่อนเข้ารับการสรรหา ย่อมอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ข. (12) เนื่องจากมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโทรทัศน์ภายใต้ใบอนุญาตของ กสทช.
รายงานยังระบุว่า วันที่ 3 สิงหาคม 2565 ที่ประชุม กสทช. ซึ่งมี ศ.นพ.สรณ เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมและอนุญาตให้มหาวิทยาลัยมหิดลประกอบกิจการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ช่องรามาแชนแนล ต่อไปอีก 2 ปี นับจากวันสิ้นอายุใบอนุญาตเดิม
คณะกรรมาธิการจึงมองว่ามหาวิทยาลัยมหิดลไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้รับใบอนุญาตกิจการโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ด้วย
อย่างไรก็ตาม รายงานยอมรับว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. เคยวินิจฉัยว่า ศ.นพ.สรณ ไม่มีลักษณะต้องห้าม และคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดได้
ปมธนาคารกรุงเทพถูกตรวจสอบเช่นกัน
สำหรับกรณีธนาคารกรุงเทพ รายงานระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการธนาคาร 3 ราย ซึ่งรวมถึง ศ.นพ.สรณ ด้วย ก่อนที่การประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 จะมีมติเลือกให้เป็นกรรมการอิสระของธนาคาร
ต่อมา ศ.นพ.สรณ มีหนังสือแจ้งไม่ขอรับตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ธนาคารกรุงเทพได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชะลอการดำเนินการ เนื่องจากเจ้าตัวได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. และอยู่ระหว่างรอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา
รายงานระบุด้วยว่า สำนักงาน กสทช. แจ้งไม่พบข้อมูลว่าธนาคารกรุงเทพได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ดังนั้น ประเด็นนี้จึงมีน้ำหนักในมิติธรรมาภิบาลและสถานะการดำรงตำแหน่ง มากกว่าประเด็นการถือครองใบอนุญาตด้านสื่อสาร
สรุปเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ
ท้ายที่สุด คณะกรรมาธิการสรุปว่า จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ประกอบกับบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า ศ.นพ.สรณ มีลักษณะเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบมาตรา 18 และมาตรา 20
ข้อสรุปดังกล่าวอาศัยพยานหลักฐานหลายส่วน ทั้งหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดลที่ระบุว่ายังคงปฏิบัติหน้าที่จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้อมูลตารางออกตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลพระรามเก้า คำชี้แจงของ ศ.นพ.สรณ ข้อมูลจากกรมสรรพากรและแบบ ภ.ง.ด.90 รวมถึงสถานะของมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะผู้รับใบอนุญาตช่องรามาแชนแนล
รายงานระบุว่า การพิจารณาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นว่ายังคงรักษาผู้ป่วยหรือไม่ แต่เชื่อมโยงถึงสถานะการเป็นพนักงานหน่วยงานรัฐ การประกอบวิชาชีพอิสระ การปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา ผลประโยชน์ทับซ้อน และความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.
พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการยังอ้างถึงหนังสือลับของมหาวิทยาลัยมหิดล ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ซึ่งลงนามโดย ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณา
ในมุมมองของคณะกรรมาธิการ กรณีดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบสถานะส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. แต่ยังสะท้อนมาตรฐานการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรกำกับดูแลระดับประเทศ ซึ่งมีบทบาทกำกับทรัพยากรสาธารณะสำคัญ ทั้งคลื่นความถี่ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อันเกี่ยวพันโดยตรงกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลภาครัฐ

