“Amazon” เดินหน้าขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วงเงินรวมราว 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2582 ครอบคลุม 4 ประเทศหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย
บริษัทประเมินว่า การลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมราว 64,000 ล้านดอลลาร์ และรองรับการจ้างงานเฉลี่ยมากกว่า 56,300 ตำแหน่งต่อปีในห่วงโซ่อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และบริการที่เกี่ยวข้อง
เดวิด ซาโพลสกี ประธานฝ่ายกิจการระดับโลกและกฎหมาย ของ Amazon ระบุว่า เป้าหมายของบริษัทในภูมิภาคนี้ครอบคลุมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงานท้องถิ่น และการสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในระดับสากล
ปักธงอาเซียน ขยาย AWS Region
ในปี 2568 เพียงปีเดียว Amazon ระบุว่าได้ลงทุนมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ในภูมิภาคครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและค่าตอบแทนพนักงานในธุรกิจหลัก ได้แก่ Stores, Amazon Web Services (AWS), Global Selling, Devices และ Entertainment
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน AWS มีการเปิดให้บริการ AWS Region ในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญในการรองรับความต้องการด้านคลาวด์และ AI เวิร์กโหลด ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค
Amazonระบุว่า AWS ถูกนำไปใช้งานในหลายอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและเอกชนในอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวของ AI จากระดับโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การใช้งานจริงในกระบวนการธุรกิจและภาครัฐมากขึ้น
เสริมทักษะ AI เชื่อมต่อพื้นที่ห่างไกล
Amazon ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา บริษัทได้ดำเนินโครงการฝึกอบรมทักษะด้านคลาวด์และ AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้วมากกว่า 2.7 ล้านคน โดยมองว่าการพัฒนาทักษะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายการใช้งาน AI ในระบบเศรษฐกิจ
จากนี้ยังคงมีแผนขยายความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการศึกษาในภูมิภาค เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานด้าน AI และ Generative AI รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชันในมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย พร้อมโครงการจับคู่ทักษะแรงงานกับตลาดแรงงานดิจิทัล
ในมิติของโครงสร้างพื้นฐานการเข้าถึงข้อมูล รายงานจาก Access Partnership ระบุว่า ยังมีประชากรราว 150 ล้านคนในอาเซียนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตคุณภาพสูง หากสามารถลดช่องว่างดังกล่าวได้ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มราว 47,800 ล้านดอลลาร์ต่อปี และรองรับการจ้างงานได้ถึง 3.8 ล้านตำแหน่ง
เพื่อรองรับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อในบางพื้นที่ Amazonยังเดินหน้าโครงการดาวเทียมวงโคจรต่ำ “Amazon Leo” เพื่อขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล
โครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้รองรับบริการดิจิทัลพื้นฐาน เช่น การแพทย์ทางไกล (telemedicine) การชำระเงินดิจิทัล และการเรียนออนไลน์ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการขยายเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคที่ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดิน
ท่าทีต่อกรอบดิจิทัลอาเซียน
ในมิติด้านนโยบาย Amazonแสดงท่าทีสนับสนุนความร่วมมือด้านกฎระเบียบภายใต้กรอบ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน การกำกับดูแล AI และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
โดยระบุว่าการควบคุมข้อมูลและการใช้งานคลาวด์เป็นองค์ประกอบสำคัญของ “อธิปไตยดิจิทัล” (digital sovereignty) และส่งผลโดยตรงต่อความสามารถของแต่ละประเทศในการนำ AI ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซาโพลสกี ระบุว่า แนวคิดอธิปไตยดิจิทัลมีความหมายแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยมุมมองของAmazonคืออธิปไตยไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติของผู้ให้บริการ แต่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและกลไกการควบคุม เช่น การกำหนดตำแหน่งการจัดเก็บข้อมูล การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง และการเลือกใช้งานโมเดล
การขยายการลงทุนของ Amazon สะท้อนแนวโน้มการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และคลาวด์ที่ทวีความเข้มข้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ภูมิภาคกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดของโลกในทศวรรษหน้า
แนวโน้มดังกล่าวทำให้บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรองรับเวิร์กโหลดด้าน AI แต่ขยายไปสู่การกำหนดศักยภาพทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศในระยะยาว

