ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน บริษัทปัญญาประดิษฐ์ แอนโทรปิก (Anthropic) ปรากฏตัวต่อสาธารณะในสองเวทีที่มีเนื้อหาแตกต่างกันอย่างชัดเจน
เวทีแรกเป็นงานสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในกรุงลอนดอน ซึ่งบริษัทนำเสนอความสามารถของ Claude เครื่องมือเอไอ สำหรับการเขียนโปรแกรม และพูดถึงโอกาสใหม่ๆ ที่เทคโนโลยีกำลังสร้างขึ้นให้กับวงการซอฟต์แวร์
อีกเวทีหนึ่งเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โดย แจ็ก คลาร์ก (Jack Clark) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่เอไออาจพัฒนาไปสู่ระดับที่มนุษย์ควบคุมได้ยากขึ้น และเรียกร้องให้โลกเริ่มคิดถึงกลไกที่จะช่วยชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีได้หากจำเป็น
ความแตกต่างของสองเวทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แอนโทรปิกกำลังเติบโต จนมีรายงานว่า นักลงทุนเอกชนประเมินมูลค่าบริษัทไว้ใกล้ระดับ 9 แสนล้านดอลลาร์ และกำลังเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้แอนโทรปิกกลายเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้นครั้งแรกที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และสูงกว่ามูลค่าของ OpenAI คู่แข่งรายสำคัญ
คลาร์ก ย้ำว่า การพูดถึงความเสี่ยงของเอไอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาด แต่เป็นความพยายามที่จะสะท้อนให้สาธารณชนเห็นภาพเดียวกับที่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีกำลังเห็นอยู่ภายในบริษัท ว่า “เอไอกำลังก้าวหน้าไปในทิศทางใดและรวดเร็วเพียงใด”
แจ็ก คลาร์ก เตือนเอไออาจก้าวสู่จุดที่พัฒนาตัวเองได้
คลาร์ก ขึ้นบรรยายที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ ผลกระทบระยะยาวของเอไอ เขากล่าวว่า แม้โอกาสจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน แต่เขามองว่า เอไออาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษยชาติได้ และไม่ควรตัดความเป็นไปได้นี้ทิ้ง
คลาร์ก คาดการณ์ว่าภายในปี 2571 หรืออาจเร็วกว่านั้น เอไออาจเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า Recursive Self-Improvement หรือการที่ระบบเอไอสามารถช่วยพัฒนาเอไอรุ่นถัดไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องพึ่งมนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยเอไอจับตามองมาเป็นเวลานาน เพราะหากเกิดขึ้นจริง มนุษย์อาจสูญเสียการควบคุมระบบเอไอได้
ในรายงาน When AI builds itself ของแอนโทรปิก บริษัทอธิบายว่า ในอดีต มนุษย์เป็นผู้ขับเคลื่อนทุกขั้นตอนของการพัฒนาเอไอ แต่ปัจจุบันแอนโทรปิกกำลังมอบหมายงานพัฒนาเอไอส่วนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ให้กับระบบเอไอด้วยกันเอง ซึ่งช่วยเร่งความเร็วในการทำงานของบริษัท หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปไกลพอและมีทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพียงพอ ปลายทางคือระบบเอไอที่สามารถออกแบบและพัฒนาผู้สืบทอดของตัวเองได้อย่างอิสระ
คลาร์ก กล่าวว่า มนุษย์ไม่เคยเผชิญเทคโนโลยีที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน และมองว่าสังคมจำนวนมากยังประเมินความสามารถของเอไอต่ำกว่าความเป็นจริง
Mythos โมเดลที่ไม่ได้เปิดให้ใช้งานทั่วไป
อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในช่วงที่ผ่านมา คือ Mythos โมเดลเอไอรุ่นใหม่ของแอนโทรปิก ซึ่งเปิดตัวในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
บริษัทระบุว่า โมเดลดังกล่าวมีความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เชิงรุกในระดับที่เทียบได้กับรัฐชาติ สามารถวิเคราะห์ช่องโหว่ของระบบคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนได้ ด้วยเหตุนี้ แอนโทรปิกจึงตัดสินใจไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงโมเดลดังกล่าว แต่เปิดใช้งานในวงจำกัดผ่านโครงการที่บริษัทเรียกว่า Project Glasswing สำหรับบางหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไซเบอร์
ในช่วงสัปดาห์แรกของโครงการ Mythos พบช่องโหว่ระดับสูงและวิกฤติในระบบซอฟต์แวร์สำคัญของโลกมากกว่าหนึ่งหมื่นรายการ จนจุดคอขวดของการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่ติดอยู่ที่การค้นหาช่องโหว่ กลายเป็นการอุดช่องโหว่ให้ทันกับที่พบ
วิศวกรของแอนโทรปิกบางส่วนได้ทำงานร่วมกับสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (NSA) ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน Mythos ด้านความมั่นคงไซเบอร์ ทั้งนี้แม้ว่าก่อนหน้านี้ แอนโทรปิกจะเคยมีข้อพิพาทกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เกี่ยวกับการนำเอไอไปใช้ในการเฝ้าระวังและสงครามอัตโนมัติ
สตีเวน เมอร์ดอช (Steven Murdoch) ศาสตราจารย์จากยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า แอนโทรปิกอาจดูอบอุ่นและเป็นมิตร แต่นิยามของพวกเขาในเรื่อง AI safety นั้นแคบมาก และการสนับสนุนหน่วยงานของสหรัฐในการพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุกไม่เคยเป็นสิ่งที่บริษัทพูดถึงในแง่ต่อต้าน
บางส่วนในวงการก็ตั้งคำถามถึงการประกาศเปิดตัว Mythos เช่นกัน ไฮดี คลาฟ (Heidy Khlaaf) นักวิทยาศาสตร์เอไอหลักจาก AI Now Institute ระบุว่าการประกาศดังกล่าวเป็น “โพสต์การตลาด” โดยชี้ว่าคำอธิบายความสามารถของโมเดลมีความคลุมเครือเกินไปจนยากจะประเมินได้อย่างชัดเจน
คลาร์ก กล่าวว่าทีมงานของบริษัทเองก็ประหลาดใจกับระดับความสามารถของโมเดลดังกล่าว และยอมรับว่าความก้าวหน้าของเอไอเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เขาเล่าว่าเมื่อ Mythos เสร็จสิ้นการฝึก บริษัทรู้สึกเหมือน “มันมาแล้ว มันมาเร็วกว่าที่เราคิด และเราเตรียมตัวน้อยเกินไป”
เรียกร้องให้โลกมี ‘คันเบรก’ สำหรับเอไอ
มารีนา ฟาวาโร (Marina Favaro) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยของบริษัท และคลาร์ก เสนอให้ห้องปฏิบัติการเอไอชั้นนำ รัฐบาล และนักวิจัย หารือร่วมกันเกี่ยวกับกลไกที่จะช่วยชะลอการพัฒนาเอไอระดับแนวหน้าได้ในกรณีที่จำเป็น โดยเปรียบเทียบกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการติดตามการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมเน้นย้ำว่า โลกไม่มีเวลาอีกหลายสิบปีแล้วสำหรับการรอคอยข้อตกลงดังกล่าว
บริษัทระบุว่า โลกควรมีทางเลือกในการหยุดหรือชะลอการพัฒนาเอไอชั่วคราว เพื่อให้การกำกับดูแล เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย และการเตรียมพร้อมของสังคม สามารถตามทันความก้าวหน้าของระบบเอไอ
ทั้งนี้ บริษัทระบุด้วยว่า หากบริษัทเอไอชั้นนำในหลายประเทศยืนยันได้อย่างตรวจสอบได้ว่าจะหยุดพัฒนาพร้อมกัน แอนโทรปิกก็พร้อมทำเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทยอมรับว่าการหยุดโดยฝ่ายเดียวนั้นทำได้ทันที แต่แทบไม่มีประโยชน์ เพราะจะเปลี่ยนแค่ว่าใครจะเป็นผู้นำในการแข่งขัน โดยไม่ได้สร้างกระบวนการหารือที่โลกต้องการ
คลาร์กเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับยุคน้ำมันในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ว่าสังคมในขณะนั้นตอบสนองด้วยการสร้างกรอบนโยบายและกฎระเบียบที่ทำให้ผู้คนมั่นใจในประโยชน์ของน้ำมัน และ “นั่นคือจุดที่เราต้องไปให้ถึงกับเอไอด้วย” เขากล่าวกับ BBC Newsnight
พร้อมเปรียบว่า อุตสาหกรรมเอไอมีคันเร่งที่ผลักดันการแข่งขันให้ดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่มีคันเบรกที่ทำให้สังคมสามารถชะลอความเร็วลงได้เมื่อจำเป็น
อย่างไรก็ตาม แม้แอนโทรปิกจะเรียกร้องให้มีมาตรการรับมือความเสี่ยง บริษัทก็สนับสนุนคำสั่งฝ่ายบริหารด้านเอไอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งไม่ได้บังคับให้บริษัทผู้พัฒนาเอไอต้องนำระบบของตนเข้ารับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากรัฐบาลก่อนเปิดใช้งาน และบริษัทเอไอรายใหญ่รวมถึงแอนโทรปิกก็ยังไม่ได้ประกาศหยุดหรือชะลอการวิจัยของตนเอง
เมอร์ดอช มองว่า การเรียกร้องของแอนโทรปิกครั้งนี้เป็นการย้ำเตือนถึงสิ่งที่บริษัทห่วงใยมาตลอด และไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด “แอนโทรปิกพยายามดึงดูดความสนใจของผู้กำหนดนโยบายมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท” เขากล่าว
เมื่อเอไอเริ่มมีบทบาทในการสร้างเอไอ
ข้อมูลอีกส่วนที่ได้รับความสนใจคือ การเปิดเผยของแอนโทรปิกว่า เดือนพฤษภาคม 2569 โค้ดมากกว่า 80% ที่ถูกนำเข้าสู่ระบบพัฒนาซอฟต์แวร์ของบริษัทถูกสร้างขึ้นโดย Claude ก่อนที่ Claude Code จะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ตัวเลขนี้อยู่ในระดับหลักเดียว
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนในปริมาณงานของวิศวกรแต่ละคน โดยในไตรมาสที่สองของปี 2569 วิศวกรโดยเฉลี่ยสามารถผลักดันโค้ดได้มากกว่าปี 2567 ถึง 8 เท่า เนื่องจาก Claude เป็นผู้เขียนโค้ดส่วนใหญ่ ขณะที่วิศวกรทำหน้าที่กำกับทิศทางและตรวจสอบผลงาน แทนที่จะพิมพ์โค้ดด้วยตัวเอง
แม้วิศวกรยังคงเป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่รายงานของแอนโทรปิกยังระบุด้วยว่าคุณภาพของโค้ดที่ Claude เขียนนั้นกำลังปิดช่องว่างกับมนุษย์อย่างรวดเร็ว โดยที่ปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน และบริษัทคาดว่าโค้ดของ Claude จะดีกว่ามนุษย์ได้ภายในหนึ่งปี
นอกจากนี้ ในเดือนเมษายน Claude ยังแก้ไขข้อผิดพลาดประเภทหนึ่งในระบบ API ของบริษัทได้กว่า 800 รายการ ลดอัตราข้อผิดพลาดลงได้ถึงหนึ่งพันเท่า โดยวิศวกรที่ดูแลงานนี้ประเมินว่าหากเป็นมนุษย์ทำงานชิ้นเดียวกัน จะต้องใช้เวลาถึงสี่ปี
คลาร์กระบุว่า สัดส่วนโค้ดที่เอไอสร้างขึ้นอาจเพิ่มเป็น 100% ภายในสองปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งวิธีการทำงานของบริษัทเทคโนโลยีและความต้องการแรงงานในสายงานนี้ในอนาคต
ในบริบทนี้ คลาร์กบอกกับ BBC Newsnight ว่าคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความอยากรู้อยากเห็น อ่านหนังสือมาก และมีความสนใจหลากหลาย อาจได้เปรียบในโลกที่เอไอเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเอไอสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง และปัจจุบันแอนโทรปิกเองก็ถูกจำกัดด้วยการขาดแคลนแนวคิดที่ดี มากกว่าการขาดแคลนวิศวกรที่จะนำแนวคิดเหล่านั้นไปพัฒนาต่อ
งานสำหรับนักพัฒนาในลอนดอน
ตามการรายงานของ The Guardian งาน Code w/ Claude จัดขึ้นในย่านอีสต์ลอนดอน ถือเป็นงานมุ่งเน้นนักพัฒนาครั้งแรกของแอนโทรปิกในยุโรป
ภายในงานมีการบรรยายเกี่ยวกับการใช้เอไอเพื่อช่วยเขียนโปรแกรม พัฒนาซอฟต์แวร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผ่านสองเวที โดยผู้บริหารแอนโทรปิกนำเสนอรายละเอียดเชิงเทคนิคและกราฟที่แสดงแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เพื่อกระตุ้นให้นักพัฒนาใช้งาน Claude Code ให้เต็มศักยภาพ
บอริส เชอร์นี (Boris Cherny) ผู้สร้าง Claude Code กล่าวว่าการมาถึงของเอไอทำให้เขานึกถึงความรู้สึกมหัศจรรย์ที่เคยมีครั้งแรกที่หัดเขียนโปรแกรมบนเครื่องคิดเลขในโรงเรียน ขณะที่นักพัฒนาหลายคนในงานพูดถึงสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็น “ยุคฟื้นฟูการเขียนโปรแกรม” ที่มีโอกาสมากกว่าคนที่จะคว้ามันได้
ระหว่างการบรรยายครั้งหนึ่ง นักวิจัยของแอนโทรปิกถามผู้เข้าร่วมงานว่ามีใครบ้างที่เคยนำโค้ดที่ Claude สร้างขึ้นไปใช้งานจริงโดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดก่อน มีผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่งยกมือขึ้น ก่อนที่นักวิจัยจะกล่าวว่าแนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยง และควรมีการตรวจสอบผลงานของเอไอก่อนนำไปใช้งานจริง
ตลอดทั้งงาน เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การใช้งานเอไอและศักยภาพของเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา ขณะที่ประเด็นเรื่องความเสี่ยงของเอไอแทบไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง
อ้างอิง: TIME BBC Business Insider Euronews The Guardian และ Anthropic

