ETDA เดินหน้าเฟสใหม่ของ Digital ID ยกระดับสู่ “Trust Infrastructure” ของประเทศ หลังเชื่อมบริการภาครัฐแล้ว 1,797 บริการ ดันนิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงธุรกรรมดิจิทัล พร้อมปูทางสู่ยุคเอกสารดิจิทัลเต็มรูปแบบและการเชื่อมต่อข้ามพรมแดน
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคที่ “ความน่าเชื่อถือทางดิจิทัล” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ต่างจากระบบไฟฟ้า ถนน หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือ “Digital ID” หรือระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ที่ถูกวางให้เป็นกลไกหลักในการเชื่อมประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้ากับบริการออนไลน์อย่างปลอดภัยและไร้รอยต่อ
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังผลักดันให้ Digital ID ก้าวขึ้นเป็น “Trust Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมั่นของประเทศ เพื่อรองรับการทำธุรกรรมออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกภาคส่วน
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบการพัฒนา Digital ID Framework ระยะที่ 2 (ปี 2568-2570) ซึ่งมุ่งให้ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลกลายเป็นรากฐานกลางสำหรับบริการดิจิทัลทั้งภาครัฐและเอกชน ลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงตัวตน การฉ้อโกงออนไลน์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงบริการของประชาชน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ETDA ทำหน้าที่ทั้งในฐานะผู้กำกับดูแลและผู้ผลักดันระบบนิเวศ Digital ID ผ่านการออกกฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการใช้งานจริงในวงกว้าง
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการ Digital ID ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว 28 ใบอนุญาต จาก 23 หน่วยงาน ขณะที่ผู้ให้บริการ Sub Certification Authority (Sub CA) ที่ผ่านการรับรองจาก National Root Certification Authority (NRCA) มีจำนวน 3 ราย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบพิสูจน์ตัวตนทางดิจิทัลของประเทศ
หนึ่งในความก้าวหน้าที่เห็นผลเป็นรูปธรรม คือ การเชื่อมต่อระบบ Digital ID ผ่านบริการ ThaID เข้ากับบริการภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Service แล้วกว่า 1,797 บริการ ครอบคลุมตั้งแต่การเสียภาษี การย้ายทะเบียนบ้าน การจองทะเบียนรถ การชำระค่าน้ำค่าไฟ ไปจนถึงการตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลและบริการสำคัญอื่น ๆ
เขา กล่าวว่า การขยายตัวดังกล่าวสะท้อนผ่านจำนวนบัญชีผู้ใช้งาน Digital ID ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569 พบว่ามีบัญชีสะสมผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น ThaID, ทางรัฐ, หมอพร้อม, เป๋าตัง และ NDID รวมกันกว่า 162.63 ล้านบัญชี
อย่างไรก็ตาม ETDA มองว่าความสำเร็จของ Digital ID ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ใช้งานหรือจำนวนบริการที่เชื่อมต่อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม
ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในภารกิจสำคัญของปี 2569 คือการเร่งปลดล็อกข้อจำกัดของ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ นิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งยังเผชิญอุปสรรคในการทำธุรกรรมออนไลน์
สำหรับภาคธุรกิจ ETDA เตรียมต่อยอดกระบวนการทำธุรกรรมนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การตรวจสอบผู้มีอำนาจ การมอบอำนาจออนไลน์ การลงนามแทนนิติบุคคล การยืนยันตัวตน ไปจนถึงการจัดทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านการส่งเสริมแพลตฟอร์ม Integrated Document Signing Platform (IDSP)
โครงการดังกล่าวจะถูกทดสอบร่วมกับหน่วยงานสำคัญ อาทิ กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมศุลกากร และสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อช่วยลดขั้นตอน ลดการใช้เอกสารกระดาษ และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ETDA ยังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพิสูจน์ตัวตนของคนต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักลงทุน นักศึกษา หรือแรงงานต่างชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
เขา เสริมว่า แนวทางดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการปกครอง และกรมศุลกากร ผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลอ้างอิง (Authoritative Source) สำหรับตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าว พร้อมเตรียมทดลองใช้ในกลุ่มนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างด้าวก่อนขยายผลในอนาคต
อีกกลุ่มที่ได้รับความสำคัญไม่แพ้กันคือ กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้เยาว์ ผู้พิการ และผู้ดูแล ซึ่งมักประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการดิจิทัล ETDA จึงเตรียมพัฒนารูปแบบการพิสูจน์ตัวตนที่เหมาะสม โดยเฉพาะในบริการด้านสาธารณสุขและบริการภาครัฐที่จำเป็น ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากการขยายการเข้าถึง Digital ID แล้ว ETDA ยังวางเป้าหมายผลักดัน “เอกสารรับรองดิจิทัล” หรือ Verifiable Credentials (VC) และ “กระเป๋าเอกสารดิจิทัล” หรือ Digital Document Wallet ให้เกิดการใช้งานจริงมากขึ้น
ในปี 2569 จะมีการนำร่องเอกสารสำคัญอย่างน้อย 3 ประเภท ได้แก่ บัตรประชาชน ใบอนุญาตขับขี่ และใบรับรองผลการศึกษา รวมถึงเอกสารอนุญาตจากภาครัฐบางประเภท เพื่อให้ประชาชนสามารถเก็บและใช้เอกสารในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย ตรวจสอบได้ และใช้งานข้ามหน่วยงานได้สะดวกยิ่งขึ้น
ก้าวต่อไปคือการผลักดันการยอมรับเอกสารดิจิทัลข้ามพรมแดน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารโลก W3C และ APDI ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในมุมของการพัฒนากำลังคน ETDA ยังเดินหน้าสร้างบุคลากรด้าน Digital Trust ผ่านโครงการ ETDA Bootcamp 2026 เพื่อบ่มเพาะนักพัฒนาและคนรุ่นใหม่ให้สามารถต่อยอดเทคโนโลยี Digital ID, Verifiable Credential และ Digital Document Wallet ไปสู่บริการที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

