วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569

Login
Login

โจทย์ใหม่ยุค AI แค่ถูกมองเห็นไม่พอ ต้องสร้าง 'ความน่าเชื่อถือ'

โจทย์ใหม่ยุค AI แค่ถูกมองเห็นไม่พอ ต้องสร้าง 'ความน่าเชื่อถือ'

Generative Engine Optimization (GEO) หรือการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับระบบ AI search กำลังเปลี่ยนจากการเน้นการมองเห็นของแบรนด์ ไปสู่การแข่งขันด้าน “ความน่าเชื่อถือของคำตอบ AI”

เบอร์สัน เอเจนซี่ด้านการสื่อสารระดับโลก เผยรายงานวิจัยฉบับใหม่ “The Credibility Paradox” ซึ่งวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของคำตอบจาก AI ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์และองค์กรทั่วโลก

ผลวิจัยพบว่า AI มีแนวโน้มให้คะแนนความน่าเชื่อถือสูงกับข้อมูลที่มีหลักฐานจับต้องได้ ได้แก่ นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และสภาพแวดล้อมการทำงาน

ในทางกลับกัน ประเด็นที่ขึ้นอยู่กับการตีความ เช่น ภาวะผู้นำ ธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม มีระดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

โดย Generative AI ยังคงพึ่งพาข้อมูลจากแหล่งอิสระ เช่น ข่าว รายงานภายนอก รีวิวผู้ใช้ และคอนเทนต์บนโซเชียล มากกว่าคำสื่อสารจากองค์กรโดยตรง

‘Zero-click era’ ทำ AI เป็นผู้กำหนดภาพลักษณ์องค์กร

คอรีย์ ดูโบรวา ซีอีโอของเบอร์สัน กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในยุค “Zero-Click” ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากได้รับคำตอบจาก AI โดยไม่ต้องคลิกไปยังแหล่งข้อมูลต้นทาง

AI ทำหน้าที่ทั้งสร้าง สรุป และส่งมอบข้อมูลถึงผู้ใช้โดยตรง การทำให้แบรนด์ปรากฏในคำตอบของ LLM จึงสำคัญ แต่ไม่เพียงพออีกต่อไป

องค์กรต้องสร้างหลักฐานและข้อมูลสนับสนุนที่แข็งแรง เพื่อให้ AI สร้างคำตอบที่น่าเชื่อถือสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน

รายงานพบว่า สภาพแวดล้อมการทำงาน (Work Environment) เป็นหนึ่งในมิติที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนทั่วไป

ข้อมูลที่ AI นำมาใช้มักมาจากแหล่งภายนอก เช่น แพลตฟอร์มรีวิวพนักงาน รายงานตลาดแรงงาน และสื่อข่าว ทำให้คะแนนความน่าเชื่อถือในหมวดนี้อยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบางมิติของภาพลักษณ์องค์กร

ภาวะผู้นำ ยังเป็นจุดอ่อนของข้อมูลในระบบ AI

ขณะที่ “ภาวะผู้นำ” เป็นมิติที่ทำคะแนนความน่าเชื่อถือต่ำที่สุดในทุกอุตสาหกรรมที่ศึกษา

ในบางอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยีและการบิน แม้จะทำคะแนนได้ดีกว่า แต่หลักฐานที่ AI ใช้อ้างอิงมักมาจากโครงสร้างองค์กร ผลประกอบการ และข้อมูลจากบุคคลที่สาม มากกว่าการสื่อสารจากผู้บริหารโดยตรง

รายงานยังพบว่า ความน่าเชื่อถือของคำตอบ AI แตกต่างกันตามกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจมีแนวโน้มเชื่อถือคำตอบจาก AI มากกว่าประชาชนทั่วไปประมาณ 10%

ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า องค์กรต้องออกแบบเนื้อหาแบบ “segment-based” ไม่ใช่ใช้ข้อความเดียวกันกับทุกกลุ่มผู้รับสาร

ธุรกิจโฟกัส ‘การมองเห็น’ มากกว่าความน่าเชื่อถือ

เรด เซอร์ทิดา หัวหน้าฝ่าย Intelligence & Transformation ภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิก เบอร์สัน ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังให้ความสำคัญกับการทำให้แบรนด์ “ปรากฏในคำตอบ AI” มากกว่าความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของคำตอบ

AI ไม่ได้เป็นแค่ช่องทางค้นหา แต่เป็นตัวกลางที่กำหนดการรับรู้และภาพลักษณ์องค์กร

ดังนั้นองค์กรต้องไม่เพียงถูกมองเห็น แต่ต้องมีหลักฐานสนับสนุนที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความไว้วางใจในระยะยาว

จาก ‘การถูกพบเห็น’ สู่กลไกสร้าง ‘ความน่าเชื่อถือ’

สตีฟ รูเบล รองประธานบริหารฝ่าย Media Insights & Measurement เบอร์สัน วิเคราะห์ว่า GEO กำลังเปลี่ยนบทบาทจากการวัดการมองเห็นของแบรนด์ ไปสู่การประเมินความแข็งแรงของชื่อเสียงองค์กรในระบบ AI

ไม่ใช่แค่การทำให้แบรนด์ถูกอ้างอิงใน AI search แต่เป็นบททดสอบว่าองค์กรมีความน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ที่จะถูกใช้เป็นแหล่งอ้างอิง และนี่กำลังกลายเป็นศาสตร์ใหม่ของการบริหารชื่อเสียงองค์กร

เบอร์สันชี้ว่า การแข่งขันในยุค Generative AI ไม่ได้จบที่การทำให้แบรนด์ “ถูกพบเห็น” ในคำตอบของ AI อีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การทำให้ข้อมูลขององค์กร “ถูกเชื่อถือ” และ “ถูกอ้างอิงอย่างมีน้ำหนัก” ในระบบนิเวศของ AI ที่กำลังกลายเป็นตัวกลางหลักของการรับรู้ข้อมูล

เกี่ยวกับการศึกษา :

การศึกษานี้ดำเนินการร่วมกับ Profound วิเคราะห์คำตอบจากแพลตฟอร์ม AI ชั้นนำ 7 ราย ครอบคลุม 85 บริษัททั่วโลก รวมข้อมูลกว่า 55,000 รายการ

กรอบวิเคราะห์อ้างอิง Reputation Capital ของเบอร์สัน ครอบคลุม 8 มิติ และใช้เครื่องมือ Decipher ร่วมกับ Limbik โดยแบ่งผู้รับสารเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ประชาชนทั่วไป, Opinion Elites และผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจ