ฟังความเห็นอีกด้านของ "นักวิชาการเทคโนโลยี" ในไทย โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ตั้งเป้าใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับโลก กำลังกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก มีการตั้งคำถามสำคัญในหลายๆ มิติ ทั้งในเชิงเทคนิคและในเชิงนโยบาย
ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี นักวิชาการด้านเทคเอไอของไทย วิเคราะห์ถึงข้อกำหนดทางเทคนิค (TOR) ของโครงการนี้ ชี้ให้เห็นว่าคุณสมบัติส่วนใหญ่ที่ระบุไว้ในข้อ 4.2.2.1 (ตาม ทีโออาร์) เช่น การอัปโหลดไฟล์วิเคราะห์ข้อมูล การสร้างภาพ หรือการเขียนโค้ด แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ AI รุ่นฟรีในปี 2026 จะสามารถทำได้อยู่แล้ว ขณะที่ฟีเจอร์ระดับ “Pro” ที่แท้จริง อย่างเช่น Reasoning Model รุ่นท็อป, ระบบ Deep Research หรือ Agent Mode กลับไม่มีระบุไว้ในสเปกอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ดร.ธนชาติ ยังกังวลถึงเรื่อง “ปริมาณ Token” หรือโควตาการใช้งาน ซึ่งไม่ได้ถูกระบุไว้ใน TOR ทั้งที่เป็นหัวใจสำคัญของต้นทุน หากต้องรองรับคน 5 ล้านคนด้วยโมเดลระดับโลก (Frontier Model) งบประมาณที่มีอยู่อาจรองรับการใช้งานได้เพียงไม่กี่สิบครั้งต่อคนต่อปีเท่านั้น อาจบีบให้ผู้รับจ้างต้องเลี่ยงไปใช้โมเดลราคาถูกแทน ทำให้ประชาชนไม่ได้สัมผัสประสิทธิภาพระดับ Pro อย่างแท้จริง
อีกหนึ่งประเด็นทางเทคนิคที่ย้อนแย้ง คือ การกำหนดให้ใช้โมเดลระดับ Top 5 ของโลก แต่ต้องเก็บข้อมูลและประมวลผลในประเทศไทย 100% ซึ่งในทางปฏิบัติโมเดลชั้นนำส่วนใหญ่เป็นระบบปิดที่ไม่เปิดให้ติดตั้งเองในไทยได้โดยตรง ส่งผลให้โครงการอาจต้องถอยไปใช้โมเดลระดับรองลงมาแทน
อธิปไตยทาง AI คำถามความคุ้มค่าเชิงนโยบาย
ด้านนายปฐม อินทโรดม ผู้บริหารวงการเทคเอไอ กล่าวแสดงความเห็นว่า ประเด็นงบ AI Pro วงเงิน 1,600 ล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการเทคโนโลยีไทย เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ซื้อ AI มาแจก” แต่กำลังสะท้อนวิธีคิดของประเทศไทยต่ออนาคตดิจิทัลทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า ฝั่งรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเตรียมข้อมูลมาดีกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะการอธิบายภาพใหญ่เรื่อง AI Adoption ของไทยที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก รวมถึงการชี้ให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่เคยใช้ AI อย่างจริงจังในชีวิตการทำงาน และการอธิบายว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตกเพียงไม่กี่สิบบาทต่อเดือนต่อคน หรือการเปรียบเทียบว่าประเทศไทยกำลังตามหลังสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ
ด้านการเข้าถึง AI ก็ถือว่าเป็นการวาง Narrative ที่เข้าใจง่าย และฟังดูสมเหตุสมผลในเชิงนโยบาย เพราะหากมองในมุมของประชาชนทั่วไป AI วันนี้ก็เหมือนอินเทอร์เน็ตยุคแรก คนที่เข้าถึงก่อน เรียนรู้ก่อน และใช้งานเป็นก่อน ย่อมได้เปรียบกว่าเสมอ
แต่สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ ประเด็นที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่พยายามอภิปรายในช่วงที่ผ่านมา กลับเป็นอีกชั้นหนึ่งของคำถาม ซึ่งลึกกว่าเรื่อง “คนไทยได้ใช้ AI หรือยัง”
คำถามของภาวุธ คือ ประเทศไทยกำลัง “สร้างความสามารถทางเทคโนโลยี” หรือกำลัง “ใช้งบประมาณเพื่อเร่งให้คนไทยกลายเป็น User ของแพลตฟอร์มต่างชาติ” นี่คือจุดที่น่าคิดมาก
เพราะหากมองตามความเป็นจริง เงิน 1,600 ล้านบาทก้อนนี้ ไม่ได้ไหลไปสร้างโมเดล AI ของไทย ไม่ได้สร้าง GPU Infrastructure ของไทย ไม่ได้สร้าง Foundation Model ของไทย และไม่ได้สร้าง Deep Tech Ecosystem ของไทย
แต่กำลังถูกใช้เพื่อซื้อสิทธิ์การเข้าถึงบริการบนแพลตฟอร์มของบริษัทต่างชาติเป็นหลัก หรือพูดอีกแบบคือ เรากำลังลงทุนกับ “การใช้งาน” มากกว่า “การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี” ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีคำตอบง่าย ๆ ว่าถูกหรือผิด
หากเพราะโลกยุค AI จำเป็นต้องมีทั้งสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งประเทศต้องเร่งให้คนส่วนใหญ่เข้าถึง AI ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้แรงงานไทยตกขบวนโลกใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศก็ต้องเริ่มสร้างขีดความสามารถของตัวเองเช่นกัน ไม่เช่นนั้นสุดท้ายเราจะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีตลอดไป นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศเริ่มลงทุนหนักในสิ่งที่เรียกว่า AI Sovereignty หรืออธิปไตยทาง AI
จีนลงทุนสร้างโมเดลของตัวเอง ซาอุฯ ลงทุนสร้าง GPU และ Data Center ขนาดใหญ่ สิงคโปร์พยายามดึง AI Lab และบริษัทระดับโลกเข้าประเทศ พร้อมสร้าง Talent ไปพร้อมกัน
แต่ไทยในวันนี้ ดูเหมือนกำลังเริ่มจาก “การแจกสิทธิ์ใช้งาน” ซึ่งอาจไม่ผิด แต่คำถามสำคัญคือ “หลังจากนั้น” เพราะการมี AI Pro ไม่ได้แปลว่าประเทศจะมี Productivity เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ หากองค์กรยังไม่มี Digital Workflow หากคนส่วนใหญ่ยังใช้ AI เพียงเพื่อถามเล่น หรือหากระบบการศึกษายังไม่สามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นทักษะในการทำงานจริง
สุดท้าย AI ก็อาจกลายเป็นเหมือนหลายโครงการดิจิทัลในอดีต ที่คนตื่นเต้นในช่วงแรก แต่ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริง
ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจและเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คือ รัฐและเอกชน ควรเริ่มถกกันจริงจังว่า ประเทศควรอยู่ตรงไหนในโลก AI ...เราจะเป็นเพียงประเทศที่ “ใช้ AI เก่ง” หรือจะเป็นประเทศที่ “สร้างอำนาจต่อรองทางเทคโนโลยี” ได้ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม นายภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.พรรคประชาชน ผู้ยื่นกระทู้ถามโครงการ TH-AI Passport กับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ข้อมูลใหม่ผ่านรายการ “เนชั่นวิเคราะห์” โดยระบุว่า ได้ตรวจสอบพบโครงการ OKMD AI Playground https://playground.okmd.or.th/auth ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มศูนย์รวมปัญญาประดิษฐ์ (AI Aggregator) ที่พัฒนาโดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เพื่อให้คนไทยเข้าถึง AI ชั้นนำระดับโลกได้ฟรีในเว็บเดียว โดยไม่ต้องสมัครสมาชิกแยกหลายค่าย
นายภาวุธ บอกว่า ได้ทดลองใช้และตรวจสอบข้อมูลของแพลตฟอร์มนี้ พบว่าใกล้เคียงกับโครงการ TH-AI Passport ของ "กระทรวงดีอี" อย่างมาก แต่ใช้งบประมาณแค่ 2.4 ล้านบาทเท่านั้น จากแพลตฟอร์ม OKMD Playground ทำให้เกิดคำถามมากขึ้นว่า โครงการ TH-AI Passport มีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงทุนไปแค่ไหน ทั้งที่ โครงการเหมือนกัน OKMD ใช้งบแค่ 2.4 ล้าน
นอกจากนี้ พบว่า 5 ล้านสิทธิ์ในโครงการ TH-AI Passport ใช้งานจริงได้แค่ร้อยกว่าคนต่อชั่วโมง
ย้อนเป้าหมายกระทรวงดีอีดัน AI
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานแถลงข่าวชี้แจงกระบวนการดำเนิน “โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)” ร่วมกับนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)
นายพชร ระบุว่า โครงการ TH-AI Passport เป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI ของประชาชน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 5.91 ล้านล้านบาท และกำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจหลักของประเทศในอนาคต
กระทรวงดีอีมองว่า AI จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร ลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนโยบาย Upskill-Reskill ที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีกำหนดไว้
สำหรับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1,600 ล้านบาท (เป็นงบประมาณจากกองทุนดีอี) มีเป้าหมายให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึงการใช้งาน AI ระดับ Pro เป็นระยะเวลา 1 ปี
ปลัดกระทรวงดีอี ย้ำว่า โครงการนี้ใช้งบจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณ จึงไม่จำเป็นต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ดำเนินการภายใต้กรอบของ พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2560 โดยเฉพาะมาตรา 23 และมาตรา 26 ที่ให้อำนาจกองทุนในการสนับสนุนโครงการด้านดิจิทัลและการพัฒนาศักยภาพประเทศ

