กสทช.ชี้ กระแสข่าวเอ็นทีเตรียมถอยจากโครงการดาวเทียมวงโคจร 126 องศาตะวันออก สะท้อนโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมอวกาศไทยในวันที่ตลาดเปลี่ยนผ่านสู่ยุค LEO ขณะที่ กสทช. ย้ำยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ พร้อมชี้กฎหมายไม่มีช่องให้ “คืนสิทธิ” แต่ไอทียูยึดคืนโดยปริยาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ส่งสัญญาณทบทวนแผนการลงทุนดาวเทียมวงโคจร 126 องศาตะวันออก กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งความท้าทายของอุตสาหกรรมดาวเทียมไทย และโจทย์การบริหารสิทธิวงโคจรของประเทศในยุคที่เทคโนโลยีอวกาศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แหล่งข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ เอ็นทียังไม่ได้มีหนังสือแจ้งมายังสำนักงาน กสทช. อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการยุติหรือคืนสิทธิวงโคจรดาวเทียม 126 องศาตะวันออก แม้จะมีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่าบริษัทมีแนวโน้มจะล้มแผนการลงทุนดังกล่าว
แหล่งข่าวระบุว่า ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตของ กสทช. ในปัจจุบัน ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบที่เปิดช่องให้ผู้ได้รับสิทธิสามารถ “คืนสิทธิ” วงโคจรดาวเทียมได้เหมือนการยกเลิกใบอนุญาตทั่วไป เนื่องจากสิทธิวงโคจรเป็นทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และมีเงื่อนไขเฉพาะที่แตกต่างจากการประมูลคลื่นความถี่หรือใบอนุญาตโทรคมนาคมรูปแบบอื่น
อย่างไรก็ตาม กรณีของเอ็นทีมีความซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากวงโคจร 126 องศาตะวันออกที่บริษัทชนะการประมูลเมื่อปี 2566 ยังอยู่ในสถานะ “สิทธิขั้นประสานงาน” หรือ Coordination Stage ซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองสิทธิอย่างสมบูรณ์จากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู
ตามกฎของไอทียูสิทธิในขั้นตอนดังกล่าวจะมีอายุผูกพันประมาณ 7 ปี หากภายในระยะเวลาที่กำหนดไม่สามารถดำเนินกระบวนการประสานงานความถี่และพัฒนาดาวเทียมจนเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ สิทธิดังกล่าวจะสิ้นสภาพลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งในกรณีนี้คาดว่าจะครบกำหนดในปี 2570
แหล่งข่าวมองว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ เอ็นทีไม่สามารถเดินหน้าโครงการได้ อาจไม่ได้มาจากประเด็นด้านผลตอบแทนทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความยากลำบากในการประสานงานกับประเทศต่าง ๆ ที่มีดาวเทียมอยู่ในพื้นที่วงโคจรใกล้เคียง
วงโคจรดาวเทียมไม่ได้หมายความว่าเมื่อได้สิทธิแล้วจะสามารถใช้งานได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะยังต้องเจรจากับประเทศอื่นที่มีดาวเทียมอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียง เพื่อป้องกันการรบกวนของสัญญาณคลื่นความถี่ การเจรจาลักษณะนี้มีความซับซ้อนและใช้เวลานาน โดยเฉพาะเมื่อมีประเทศขนาดใหญ่ เช่น จีน และญี่ปุ่น อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง
แหล่งข่าวอธิบายว่า โดยปกติผู้ประกอบการสามารถปรับรูปแบบการใช้งาน เช่น การหันลำคลื่น (Beam) หรือปรับมุมการทำงานของระบบสื่อสาร เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนกันได้ แต่ในบางกรณีการเจรจาอาจไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะเมื่อมีดาวเทียมที่ใช้งานอยู่แล้วในตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ยิ่งโครงการล่าช้าเท่าใด โอกาสในการประสานงานให้สำเร็จก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
ประเด็นที่ถูกจับตามองอีกด้านคือเรื่องบทลงโทษทางการเงิน หลังมีกระแสข่าวว่าเอ็นทีอาจต้องสูญเสียเงินค้ำประกันมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท หากยกเลิกโครงการ
สำหรับวงโคจร 126 องศาตะวันออกนั้น เอ็นทีชนะการประมูลด้วยมูลค่าประมาณ 9 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมการอนุญาตที่ได้ชำระไปแล้ว หากโครงการไม่สามารถเดินหน้าต่อ เงินส่วนนี้จะสูญเปล่าทันที
ด้าน พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่เอ็นที กล่าวก่อนหน้านี้ โดยยอมรับว่า บริษัทกำลังทบทวนแผนการลงทุนดาวเทียมดังกล่าว หลังประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมอวกาศโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเติบโตของ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจสื่อสารผ่านดาวเทียม
บริษัทประเมินว่า การลงทุนสร้างดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า หรือ GEO ดวงใหม่อาจต้องใช้เงินมากกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจดาวเทียมในปัจจุบันยังมีขนาดไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับภาระทางการเงินขององค์กร ทำให้การลงทุนลักษณะดังกล่าวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ เอ็นทีเริ่มปรับยุทธศาสตร์จากการเป็น “เจ้าของดาวเทียม” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐาน” โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการดาวเทียมจากต่างประเทศ ทั้งในกลุ่ม GEO และ LEO มากขึ้น

