‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ เปิดวิสัยทัศน์ AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก ดันอไรซ์เป็นหัวหอกเชื่อม AI–ดาต้า–การเงินดิจิทัล ปูทาง “Ascend Bank” ธนาคารไร้สาขาแห่งเครือซีพี ชูภารกิจแก้หนี้นอกระบบ ขยายโอกาสคนเข้าถึงสินเชื่อ
ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมธนาคารดิจิทัลที่กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ “ศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด หรือ อไรซ์ กำลังเดินเกมครั้งใหญ่เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน “AI” ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย พร้อมปูทางสู่ “Ascend Bank” ธนาคารไร้สาขาของเครือซีพี ที่เตรียมเปิดให้บริการภายในเดือนกรกฎาคมนี้
แม้ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ CPALL วันที่ 29 พฤษภาคม จะเป็นจุดตัดสินสำคัญของแผนโยกย้ายธุรกิจเคาน์เตอร์เซอร์วิส ไทยสมาร์ทคาร์ด และ CPAXT เข้าไปอยู่ใต้โครงสร้างธุรกิจ Virtual Bank แต่นายศุภชัยยืนยันว่า ไม่ต้องการแสดงความเห็นต่อมติผู้ถือหุ้น และยังเชื่อมั่นว่าธนาคารไร้สาขาของกลุ่มจะสามารถเปิดดำเนินการได้ตามแผน
เขาระบุว่า การเปิดก่อนหรือหลังคู่แข่งเพียงไม่กี่วัน “ไม่มีนัยสำคัญ” เมื่อเทียบกับความพร้อมของระบบ เพราะเป้าหมายสำคัญไม่ใช่การแข่งเรื่องเวลา แต่คือการสร้างแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับ AI และโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ได้จริง
“Ascend Bank” จึงไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงธนาคารดิจิทัลทั่วไป แต่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ AI ที่เชื่อม e-Wallet, Digital Bank, Data Center และเทคโนโลยี AI เข้าด้วยกัน ภายใต้ อไรซ์ ซึ่งกำลังถูกผลักดันให้เป็นกลไกหลักของเครือซีพีในยุค AI Economy
นายศุภชัย มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI จะสร้างแรงสั่นสะเทือนใหญ่กว่ายุคอินเทอร์เน็ตหลายเท่า เพราะ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบการสื่อสาร แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของเศรษฐกิจ การศึกษา การเงิน สุขภาพ อุตสาหกรรม หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงสงครามในอนาคต
ยุคอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนโลกไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ AI จะเปลี่ยนทุกอย่างเร็วและแรงกว่าเดิม และประเมินว่า ผลกระทบจาก AI และการกำกับดูแล AI อาจรุนแรงกว่าสงครามหรือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์หลายพื้นที่รวมกัน เพราะ AI จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงในระดับโครงสร้าง
ดังนั้น ภายใต้ข้อจำกัดและโอกาสจากอิทธิพลของ AI ดังกล่าวนี้ อไรซ์ จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่มากกว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ที่ต้องทำให้คนเข้าถึงบริการสำคัญได้จริง โดยเฉพาะการเงิน การศึกษา สุขภาพ และเทคโนโลยี AI
หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการแก้ปัญหาคนเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน หรือ Underserved ผ่าน Virtual Bank และ AI โดยนายศุภชัยมองว่า เทคโนโลยี AI จะช่วยให้ระบบการเงินสามารถเข้าถึงคนที่อยู่นอกระบบธนาคาร ลดปัญหาหนี้นอกระบบ และขยายโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางการเงินได้มากกว่าที่ระบบเดิมเคยทำได้
เขามองว่า ในอดีตแม้จะมีการออกใบอนุญาต Digital Bank แต่การแก้ปัญหาทางการเงินของคนฐานรากยังเกิดขึ้นได้จำกัด ทว่าเมื่อ AI เข้ามาผสานกับข้อมูลและแพลตฟอร์มดิจิทัล จะทำให้การวิเคราะห์ความเสี่ยง การเข้าถึงสินเชื่อ และการออกแบบบริการทางการเงินทำได้แม่นยำขึ้น
ขณะเดียวกัน อไรซ์ ยังเดินหน้าขยาย AI ไปสู่ภาคสุขภาพและการศึกษา โดยศุภชัยเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Preventive Healthcare ในระดับประชากรจำนวนมหาศาลได้
เขายกตัวอย่างว่า AI จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ พันธุกรรม อาหาร การพักผ่อน และพฤติกรรมของแต่ละบุคคล เพื่อให้คำแนะนำสุขภาพได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งระบบเดิมไม่สามารถดูแลคนระดับหลายสิบล้านคนพร้อมกันได้
ในด้านการศึกษา เขามองว่า AI จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี คือ “ธรรมาภิบาล AI” เพราะหากขาดกรอบกำกับที่เหมาะสม เทคโนโลยีอาจไม่สามารถสร้างคุณค่าให้สังคมได้จริง
นายศุภชัย ยังเปรียบเทียบว่า หากย้อนกลับไปในอดีต คนอาจไม่เคยคิดว่าคอมพิวเตอร์จะมาอยู่ในมือทุกคน แต่สมาร์ตโฟนได้ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว และในอนาคต AI ก็จะเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือเข้าไปอยู่ในทุกอุปกรณ์ ทุกระบบเศรษฐกิจ และทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
อีก 3-5 ปีจากนี้ โลกจะเข้าสู่ยุค AI All-in โดย AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ฝังอยู่ในทุกสิ่ง ตั้งแต่ระบบธุรกิจ การเงิน สุขภาพ การผลิต ไปจนถึงการใช้ชีวิตของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า การเติบโตของ AI ต้องเดินคู่กับธรรมาภิบาล ความยั่งยืน และความรับผิดชอบต่องคม เพราะหากเทคโนโลยีสร้างผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมหรือคุณภาพชีวิตของมนุษย์ สุดท้ายการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะไม่ยั่งยืน
สำหรับประเทศไทย ศุภชัยมองว่า นี่คือจังหวะสำคัญในการกำหนดตำแหน่งของประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งการแข่งขันด้าน AI การย้ายห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากมหาอำนาจ
เขาระบุว่า ไทยกำลังอยู่ในจุดที่สามารถเป็น “พื้นที่กลาง” ของโลกใหม่ได้ หากมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะขณะนี้ทั้งจีน สหรัฐฯ และยุโรป ต่างกำลังมองหาฐานลงทุนใหม่ในภูมิภาค
ท้ายที่สุด นายศุภชัยย้ำว่า หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่คือ “การสร้างคน” ผ่านการศึกษาและการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่คิดสิ่งใหม่ เพราะหากระบบการศึกษายังไม่เปลี่ยน ประเทศก็จะติดอยู่ในวงจรเดิม

