รัฐบาลจีนกำลังเพิ่มการควบคุมบุคลากรด้านเอไอมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะนักวิจัย ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป และผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ทรัพยากรยุทธศาสตร์” สำคัญของประเทศ
รายงานจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า นักวิจัยเอไอระดับแนวหน้าของจีนจำนวนหนึ่งเริ่มถูกจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะการเดินทางไปยังสหรัฐ ขณะที่ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทเอกชนบางรายต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐก่อนเดินทางออกนอกประเทศ และในบางกรณี รัฐบาลจีนถึงขั้นสั่งห้ามเดินทางชั่วคราว
มาตรการดังกล่าวสะท้อนท่าทีของกรุงปักกิ่งที่เริ่มมองบุคลากรเอไอไม่ต่างจากทรัพยากรสำคัญด้านความมั่นคงของชาติ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์
ทางการจีนเริ่มแนะนำให้นักวิจัยและผู้ก่อตั้งบริษัทเอไอระดับสูงหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสหรัฐ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณแรกๆ ว่ารัฐบาลจีนเริ่มจับตาบุคลากรด้านเอไออย่างใกล้ชิดมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐยังตึงเครียดในหลายด้าน ตั้งแต่สงครามการค้า การควบคุมการส่งออกชิปประมวลผล ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเอไอและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ข้อจำกัดด้านการเดินทางดูเหมือนจะเข้มงวดมากขึ้น หลังรัฐบาลจีนเริ่มตรวจสอบดีลระหว่างบริษัท มานัส (Manus) กับ เมตา (Meta) อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ไฟแนนเชียล ไทมส์ ยังรายงานว่า ทางการจีนสั่งห้ามผู้ร่วมก่อตั้งมานัสสองคนเดินทางออกนอกประเทศ ระหว่างที่หน่วยงานกำกับดูแลกำลังตรวจสอบว่า การเข้าซื้อกิจการมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ของเมตาเข้าข่ายละเมิดกฎการลงทุนจากต่างชาติของจีนหรือไม่
เมตา คือบริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ WhatsApp ส่วนมานัสเป็นสตาร์ตอัปเอไอของจีนที่กำลังได้รับความสนใจในวงการเทคโนโลยี เนื่องจากพัฒนาเทคโนโลยีเอไอที่ถูกมองว่ามีศักยภาพแข่งขันในระดับโลก
ผู้ร่วมก่อตั้งมานัสกำลังพยายามหาทางคลายข้อตกลงดังกล่าวตามความต้องการของรัฐบาลจีน โดยหนึ่งในแนวทางที่กำลังพิจารณาคือ การระดมทุนจากนักลงทุนภายนอกราว 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปซื้อบริษัทกลับคืนจากเมตา
กรณีนี้สะท้อนว่า รัฐบาลจีนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อการที่บริษัทต่างชาติเข้ามาถือครองเทคโนโลยีเอไอ หรือเข้าถึงบุคลากรสำคัญของจีน โดยเฉพาะในช่วงที่เอไอกำลังกลายเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์ระดับโลก
ดัชนี AI Index ล่าสุดของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ระบุว่า ช่องว่างด้านประสิทธิภาพระหว่างโมเดลเอไอชั้นนำของสหรัฐกับจีนลดลงเหลือเพียง 2.7% ณ เดือนมีนาคม 2569 จากเดิมที่ห่างกันราว 31% ในปี 2566
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเอไอได้รวดเร็วมากในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี และเริ่มไล่ทันบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐที่เคยนำห่างอยู่มาก
แม้สหรัฐยังคงเป็นผู้นำในด้านคุณภาพของโมเดลเอไอ และจำนวนสิทธิบัตรที่มีผลกระทบสูงต่ออุตสาหกรรม แต่จีนกำลังไล่ตามอย่างรวดเร็ว หรือในบางด้านอาจแซงหน้าแล้ว เช่น จำนวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ การอ้างอิงผลงานวิชาการ และปริมาณสิทธิบัตรด้านเอไอ
นอกจากการควบคุมการเดินทางของบุคลากรแล้ว รัฐบาลจีนยังเริ่มเข้มงวดกับเงินลงทุนจากสหรัฐที่ไหลเข้าสู่บริษัทเอไอของจีนมากขึ้น บริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง Moonshot AI, StepFun และ ByteDance อาจต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลก่อนรับเงินลงทุนจากนักลงทุนสหรัฐ
ไบต์แดนซ์ (ByteDance) คือบริษัทแม่ของ TikTok ส่วน Moonshot AI และ StepFun เป็นสตาร์ตอัปเอไอที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในจีน และถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมเอไอโลกในอนาคต
ในปี 2568 จีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายากจำนวน 14 ชนิด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอุตสาหกรรมทางทหาร แร่หายากเหล่านี้ถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า ระบบอาวุธ ไปจนถึงชิปประมวลผลและเซิร์ฟเวอร์สำหรับระบบเอไอ
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังสั่งห้ามศูนย์ข้อมูลที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ติดตั้งชิปเอไอจากต่างประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า เอไอไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสนามแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอิทธิพลทางเทคโนโลยีในอนาคต
อ้างอิง: Techcrunch Financial Times และ Bloomberg

