วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จาก Cloud First สู่ Cloud Control พาโล อัลโต เตือนไทยอย่ามองภัยไซเบอร์ต่ำเกินไป

จาก Cloud First สู่ Cloud Control พาโล อัลโต เตือนไทยอย่ามองภัยไซเบอร์ต่ำเกินไป

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks) บริษัทผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์จากสหรัฐ จัดงาน Ignite on Tour Bangkok เพื่อนำเสนอภาพรวมของภัยคุกคามในยุคเอไอและแนวทางรับมือสำหรับองค์กรในประเทศไทย โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากสำนักงานใหญ่และทีมในไทยร่วมให้ข้อมูล

หัวใจของการประชุมครั้งนี้คือ ข้อมูลจากหน่วยวิจัย Unit 42 ของพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ที่ระบุว่า ภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้แค่ซับซ้อนขึ้น แต่เร็วขึ้นในระดับที่มนุษย์ตามไม่ทัน การโจมตีไซเบอร์ที่เร็วที่สุด 25% ในปัจจุบัน สามารถเจาะระบบและขโมยข้อมูลออกไปได้ภายในเวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วโมง หรือเฉลี่ยเพียงกว่าหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ลดลงอย่างมากจากปีก่อนที่ยังใช้เวลาราว 4.8 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน เอไอยังทำให้แฮกเกอร์สามารถสร้างเครื่องมือโจมตีรูปแบบใหม่ได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที เพิ่มความเร็วในการโจมตีได้มากขึ้นถึง 4 เท่า และทำให้การโจมตีผ่านห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ เพิ่มขึ้นถึง 348 เท่า

ปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยีขาด แต่เครื่องมือมากเกินไป

มีราห์ ราจาเวล (Meerah Rajavel) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศระดับโลกของพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ชี้ว่า ปัญหาใหญ่ขององค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ใช่ว่าไม่มีเครื่องมือ แต่คือมี มากเกินไป 

โดยเฉลี่ยแล้ว องค์กรหนึ่งแห่งใช้เครื่องมือด้านความปลอดภัยจากผู้ให้บริการต่างกันถึง 29 ราย รวมกัน 83 เครื่องมือ ซึ่งทำให้การมองภาพรวมของภัยคุกคามเป็นเรื่องยาก เปรียบเหมือนกับการเล่นเกม “ตีตุ่น” ที่ไม่มีวันจบสิ้น

ราจาเวล กล่าวว่า แนวทางที่ถูกต้องคือ การออกจากกับดักของเครื่องมือที่กระจัดกระจาย แล้วหันมาใช้ แพลตฟอร์มเดียวที่ทำงานแบบเรียลไทม์ ซึ่งสามารถครอบคลุมผู้ใช้และแอปพลิเคชันทุกส่วนได้ในที่เดียว

นอกจากนี้ เธอยังเน้นถึงแนวคิด “shift left” หรือการฝังเอไอเข้าไปในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ตั้งแต่ต้น ก่อนที่ระบบจะถูกนำไปใช้งานจริง เพื่อค้นพบช่องโหว่ก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะค้นพบมันก่อน

ราจาเวล ยังเล่าว่า ในชีวิตส่วนตัวที่ซิลิคอนวัลเลย์ เธอเลือกนั่งรถไร้คนขับเมื่อต้องพูดคุยเรื่องสำคัญ เพราะไม่อยากให้มนุษย์คนอื่นได้ยิน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า เอไอกำลังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้วอย่างเต็มตัว

ไทยและกลยุทธ์เอไอของชาติ

วัชระ จิรเจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า นโยบายเอไอแห่งชาติของไทย กำลังผลักดันการเติบโตของนวัตกรรมในหลายภาคส่วน แต่สิ่งที่ต้องควบคู่กันไปคือ การคิดใหม่เรื่องความปลอดภัยตั้งแต่รากฐาน

เขาระบุว่า การรักษาความปลอดภัยเอไอที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การนำเครื่องมือจำนวนมากมาวางซ้อนกัน แต่ต้องเป็นการปกป้องระบบเอไอตลอดทั้งกระบวนการทำงานขององค์กร ตั้งแต่การยืนยันตัวตนของระบบ ไปจนถึงเอไอเอเจนต์ และระบบประมวลผลทุกส่วนที่ใช้งานอยู่ภายในองค์กรเดียวกัน

วัชระ ยังชี้ว่า พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์รับมือกับการโจมตีกว่า 3 หมื่นล้านครั้งต่อวัน และประมวลผล 5 แสนล้านรายการต่อวัน โดยอาศัยเอไอเอเจนต์ของตัวเอง ซึ่งทำงานอัตโนมัติได้ในระดับที่ไม่ต้องรอมนุษย์ในหลายกระบวนการ

จาก Cloud First สู่ Cloud Control พาโล อัลโต เตือนไทยอย่ามองภัยไซเบอร์ต่ำเกินไป

สามเทรนด์ใหญ่ที่องค์กรต้องรู้

ในช่วงถาม-ตอบ ผู้บริหารได้อธิบายภาพรวมของสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงในโลกความปลอดภัยไซเบอร์ โดยแบ่งเป็น 3 เรื่องหลัก

1. โมเดลเอไอที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โมเดลเอไอรุ่นใหม่ออกมาเรื่อยๆ และแต่ละรุ่นก็สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้นตามลำดับ แต่ในขณะเดียวกัน โมเดลใหม่แต่ละตัวก็นำมาซึ่งช่องโหว่และความเสี่ยงใหม่ที่ต้องรับมือเช่นกัน ทีม Unit 42 พบว่าการไล่ตามโมเดลใหม่ไม่ใช่แค่การอัปเดต แต่คือการเรียนรู้ว่าโมเดลนั้นสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้อย่างไร และมีความเสี่ยงอะไรใหม่เพิ่มมาด้วย

2. เอไอเข้าถึงได้โดยทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เรียนมาสายไหน ตอนนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงเอไอได้แล้ว ซึ่งหมายความว่าพนักงานที่ไม่ใช่สายไอทีก็สามารถสร้างเอไอเอเจนต์ของตัวเองได้ สิ่งนี้ทำให้พื้นผิวของความเสี่ยงในองค์กรขยายตัวออกไปในทิศทางที่คาดเดาได้ยาก

3. ความปลอดภัยเป็นเรื่องของทุกขนาดธุรกิจ สมัยก่อน องค์กรขนาดเล็กมักมองว่าเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่ปัจจุบันแฮกเกอร์ไม่เลือกขนาดองค์กร ดังนั้นทุกธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่ากัน

กรณีตัวอย่าง: เอไอโจมตีซอฟต์แวร์ที่เขียนมา 25 ปี

ราจาเวล ยกกรณีที่เกิดขึ้นจริงว่า เอไอถูกนำมาใช้ค้นหาช่องโหว่ใน BSD ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่เขียนมานานกว่า 25 ปีแล้ว ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาของกระบวนการระยะยาว ที่ไม่มีใครรู้ว่ายังมีช่องโหว่ซ่อนอยู่ในโค้ดเก่าเก่าตรงไหนบ้าง

เธอยังอ้างถึงกรณีที่กูเกิล (Google) เปิดเผยว่า พบแฮกเกอร์ใช้เอไอสร้างระบบสแกนหาช่องโหว่ในระบบเก่าโดยอัตโนมัติ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าฝั่งผู้โจมตีพัฒนาเร็วกว่าที่หลายองค์กรคิด

บทบาทของมนุษย์ในโลกที่เอไอทำงานแทนได้มากขึ้น

ประเด็นหนึ่งที่ถูกถามในงานคือ เมื่อเอไอป้องกันภัยไซเบอร์ได้ดีขึ้นมาก บทบาทของทีม IT security ในองค์กรจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ราจาเวล อธิบายว่า เอไอยังไม่ได้ทำงานได้ครบถ้วนสมบูรณ์โดยไม่ต้องมีมนุษย์ดูแล เหตุผลสำคัญมีสองประการ ประการแรก คนที่จะเปิดสวิตช์ให้เอไอทำงานสู้กับเอไอฝั่งตรงข้ามได้ ยังคงต้องเป็นมนุษย์

ประการที่สอง คือการตัดสินใจในหลายสถานการณ์ยังต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องบริบท ยกตัวอย่างเช่น หากให้เอไอเอเจนต์เข้าไปรีเซ็ตนโยบายไฟร์วอลล์ของลูกค้า เอไออาจไม่เข้าใจว่า policy บางส่วนมีข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานขององค์กร ดังนั้น แม้เอไอจะช่วยวิเคราะห์และดำเนินการได้มากขึ้น แต่มนุษย์ก็ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้อนุมัติการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ดี

เธอสรุปว่า ถ้าสมัยก่อนเรามองว่า “เอไอช่วยมนุษย์ทำงาน” ตอนนี้กลายเป็น “มนุษย์ช่วยเอไอทำงาน” กล่าวคือ มนุษย์ทำหน้าที่กดยืนยันในจังหวะที่ต้องการบริบทและการตัดสินใจจริงๆ

ในทางปฏิบัติ ระบบ SOC (Security Operations Center) ของพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์รับข้อมูลเข้ามาสูงถึง 9.6 เทราไบต์ต่อวัน โดยงานส่วนใหญ่เอไอจัดการเองได้ แต่ยังมีบางส่วนที่ต้องส่งให้มนุษย์อนุมัติก่อนดำเนินการ

สิ่งที่ควรเลิกใช้ในยุค Agentic AI

ผู้บริหารพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ระบุชัดเจนว่า ในยุคเอไอเอเจนต์มีเครื่องมือบางประเภทที่ควรพิจารณาเลิกใช้แล้ว ได้แก่

  • Traditional Firewall แบบดั้งเดิมที่ยังไม่เข้าใจ AI traffic
  • Traditional Identity Solution ที่ไม่รองรับความซับซ้อนของ machine identity และ AI agent
  • Traditional SOC ที่ยังต้องให้มนุษย์นั่งดูข้อมูลและตัดสินใจเองทุกขั้นตอน

สิ่งที่ต้องมีแทน คือระบบความปลอดภัยแบบเอเจนต์ ที่มีคุณสมบัติสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ มีความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินใจได้เอง สามารถตอบสนองหรือดำเนินการบางอย่างได้อัตโนมัติ และเชื่อมโยงทุกระบบเข้าด้วยกันให้อยู่บนแพลตฟอร์มเดียว ไม่ใช่ทำงานแยกส่วนเหมือนในอดีต

คำแนะนำสำหรับ CEO และ CIO ไทย

ราจาเวล กล่าวถึงแนวทางสำหรับผู้บริหารองค์กรว่า การมีเพียงนโยบายและกระบวนการทำงานบนกระดาษไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะปัจจุบันหลายอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนไปสู่ระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ

สิ่งสำคัญคือ องค์กรต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า อุตสาหกรรมที่ตัวเองอยู่มีความเสี่ยงเฉพาะด้านอะไรบ้าง เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีลักษณะความเสี่ยงไม่เหมือนกัน เช่น ภาคการผลิตกับภาคการเงินย่อมเผชิญภัยคุกคามคนละรูปแบบ

หลังจากนั้นจึงค่อยออกแบบนโยบายด้านความปลอดภัยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงเหล่านั้น และนำระบบเอไอหรือโซลูชันอัตโนมัติเข้ามาช่วยทำให้นโยบายเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริงโดยอัตโนมัติ แทนที่จะอาศัยเพียงการรอให้พนักงานปฏิบัติตามเอง

Cloud First ต้องมาพร้อมการควบคุมบนคลาวด์

ช่วงท้ายของงาน มีการถามถึงคำแนะนำสำหรับหน่วยงานภาครัฐไทยที่กำลังผลักดันนโยบาย “Cloud First” หรือการย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์เป็นหลัก

ราจาเวล อธิบายว่า หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยในหลายประเทศ คือการคิดว่าเมื่อย้ายระบบไปอยู่กับผู้ให้บริการคลาวด์แล้ว ความปลอดภัยทั้งหมดจะเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง ความปลอดภัยบนคลาวด์กับความปลอดภัยของระบบภายในองค์กรเดิม เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

เธอเปรียบเทียบว่า การนำระบบขึ้นคลาวด์ก็เหมือนการเข้าไปอยู่ในชุมชนขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานนับล้านราย ผู้ให้บริการคลาวด์ไม่ได้เข้ามานั่งดูแลความปลอดภัยให้ทีละองค์กร ดังนั้นแต่ละองค์กรยังต้องมีหน้าที่ดูแลและควบคุมระบบของตัวเองอยู่เสมอ

ปัจจุบันแทบไม่มีองค์กรไหนที่ไม่พึ่งพาเครื่องมือจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์ (Microsoft) กูเกิล ซูม (Zoom) หรือบริการอื่นๆ ซึ่งล้วนทำงานอยู่บนคลาวด์ทั้งหมด นั่นหมายความว่า ทุกองค์กรในยุคนี้กลายเป็นองค์กรแบบไฮบริดโดยปริยาย และไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ได้อีกต่อไป

คำแนะนำสำคัญที่เธอฝากถึงประเทศไทยคือ นโยบาย Cloud First จำเป็นต้องเดินควบคู่กับ Cloud Control หรือการควบคุมและตรวจสอบระบบอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่ย้ายระบบขึ้นคลาวด์แล้วจบ แต่ต้องมีระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบแบบเรียลไทม์อยู่ตลอดเวลา เพราะแม้คลาวด์จะขับเคลื่อนเร็วอยู่แล้ว แต่เอไอกำลังพัฒนาเร็วกว่าไปอีกขั้น และกำลังเปลี่ยนรูปแบบของภัยคุกคามอย่างรวดเร็วกว่าเดิมมาก