การอภิปรายรายงานผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประจำปี 2566 ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการพิจารณารายงานประจำปีตามกลไกรัฐสภา หากแต่กลายเป็นเวทีสะท้อน “วิกฤติศรัทธา” ต่อองค์กรอิสระที่เคยถูกคาดหวังให้เป็นผู้คุมกติกาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม กิจการโทรทัศน์ และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่งมีขุมทรัพย์รวมกันนับแสนล้านบาท
ตลอดหลายชั่วโมงของการอภิปรายในสภาของ สส.จากทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ต่างตั้งคำถามไปในทิศทางเดียวกันว่า เหตุใดองค์กรที่มีงบประมาณมากกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี มีบุคลากรกว่า 2,000 คน ฐานเงินเดือนสูงลิ่ว 52,700 บาท และถือครองอำนาจกำกับกิจการสื่อสารทั้งประเทศ กลับไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้
หลายๆ ภารกิจหลักกลับถูกตั้งคำถาม ทั้ง การคุ้มครองผู้บริโภค การกำกับโทรคมนาคม การจัดระเบียบสายสื่อสาร การกำกับบริการเสริมบนโครงข่ายโทรคมนาคม (โอเวอร์ เดอะ ท็อป หรือ โอทีที : OTT) และความโปร่งใสของงบประมาณ บางช่วงถึงขั้นระบุว่า กสทช.กลายเป็น “จำเลยของสังคม” และตั้งคำถามว่าถึงเวลาต้อง “ยุบ กสทช. เพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่” หรือไม่
เบื้องหลังคำวิจารณ์เหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากปัญหาเฉพาะหน้าเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่สะสมมาจากความล้มเหลวเชิงนโยบายหลายด้าน ที่สะท้อนภาพการบริหารงานแบบไร้เอกภาพ บอร์ดแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขัดแย้งกันเอง และไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศได้อย่างทันท่วงที
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 4 ประเด็นใหญ่ ที่ถูกมองว่าเป็น “รอยแผล” สำคัญของบอร์ด กสทช. ชุดปัจจุบัน ตั้งแต่การปล่อยให้เกิดโครงสร้างตลาดโทรคมนาคมแบบผูกขาดสองราย การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ที่ยืดเยื้อไร้จุดจบ การไร้ทิศทางอนาคตทีวีดิจิทัล ไปจนถึงความล่าช้าในการกำกับแพลตฟอร์ม OTT ในยุคที่โลกสื่อเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
“ตราบาป” ควบรวมทรู-ดีแทค กับวันที่ตลาดมือถือเหลือผู้เล่นใหญ่แค่ 2 ราย
หนึ่งในประเด็นที่ถูกอภิปรายหนักที่สุด คือ การควบรวมกิจการระหว่างทรู และดีแทค ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์” ที่ทำให้ตลาดโทรคมนาคมไทยเข้าสู่ยุค Duopoly หรือการแข่งขันแบบผู้เล่นรายใหญ่เพียงสองราย ได้แก่ เอไอเอส และ ทรู อย่างเบ็ดเสร็จ
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ถึงกับเรียกดีลนี้ว่าเป็นตราบาปของ กสทช.เพราะบอร์ดในเวลานั้นตีความอำนาจตัวเองว่า มีหน้าที่เพียง “รับทราบ” ไม่ใช่อนุญาตการควบรวม ส่งผลให้ดีลประวัติศาสตร์มูลค่าหลายแสนล้านบาทเกิดขึ้นโดยไม่มีมาตรการคุ้มครองการแข่งขันที่เข้มข้นเพียงพอ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ตลาดมือถือไทยที่เคยแข่งขันกันดุเดือด กลับเข้าสู่ภาวะนิ่งสงบแพ็กเกจค่าบริการมีรูปแบบใกล้เคียงกัน สงครามราคาแทบหายไป ขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการกลับมีผลประกอบการแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะทรู ที่หลังควบรวมสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิหลายพันล้านบาท พร้อมจ่ายเงินปันผลสูง ขณะที่เอไอเอส ก็ยังเติบโตต่อเนื่องทั้งรายได้ และฐานลูกค้า 5G
ดังนั้น ภาพดังกล่าวยิ่งตอกย้ำคำถามสำคัญว่า กสทช.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลได้ทำหน้าที่ “รักษาสมดุลการแข่งขัน” หรือไม่
แม้ก่อนหน้านี้ กสทช.จะประกาศมาตรการพิเศษ 5 ด้านเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งการลดค่าบริการเฉลี่ย 12% การเปิดโครงข่ายให้ MVNO และการคงคุณภาพสัญญาณ แต่เวลาผ่านมากว่า 3 ปี กลับแทบไม่เห็นผลเชิงรูปธรรม
ก่อนหน้านี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ตรงกันว่า หลายมาตรการไม่เคยเกิดขึ้นจริงขณะที่ข้อร้องเรียนเรื่องคุณภาพสัญญาณ และค่าบริการยังคงมีต่อเนื่อง แต่ไม่ปรากฏการใช้มาตรการลงโทษอย่างจริงจังจาก กสทช.
สำนักงานใหม่ 2.6 พันล้าน กับสัญลักษณ์ของระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตี คือ โครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน กสทช.แห่งใหม่ บริเวณ แยกแคราย จ.นนทบุรี มูลค่า 2,643 ล้านบาท ที่ลากยาวมากว่าทศวรรษ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ
แม้ปัจจุบันสำนักงานจะระบุว่าโครงการมีความคืบหน้าแล้วกว่า 80-90% และคาดว่าจะเสร็จในช่วงปี 2571-2572 แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เต็มไปด้วยปัญหาการปรับแบบ ยกเลิกสัญญา เปลี่ยนสเปกวัสดุ และความล่าช้าจากการบริหารจัดการ
ข้อวิจารณ์สำคัญไม่ได้อยู่แค่ สร้างช้าแต่คือ คำถามเรื่องธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพการใช้เงิน
ข้อมูลจากสำนักงาน กสทช. ระบุว่า มีการเบิกจ่ายงบไปแล้วกว่า 1,598 ล้านบาท หรือกว่า 60% ของวงเงินทั้งหมด ทั้งที่โครงการยังไม่เสร็จ และต้องกลับมาแก้แบบใหม่อีกหลายส่วน
สิ่งที่น่าตั้งคำถามมากกว่านั้นคือ ในช่วงที่โลกดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีกลับใช้เวลากว่าสิบปีไปกับการสร้างอาคารสำนักงานใหม่ โดยไม่สามารถบริหารโครงการให้จบตามกรอบเวลาเดิมได้
สำหรับหลายฝ่าย อาคารแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างล่าช้า แต่กลายเป็น “สัญลักษณ์” ของระบบบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ และไร้เอกภาพของบอร์ดชุดปัจจุบัน
ทีวีดิจิทัลไร้อนาคต บอร์ดยื้อโรดแมปจนเอกชนเริ่มหมดความอดทน
ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากทีวีแบบดั้งเดิมไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ประเทศไทยกลับยังไม่มีความชัดเจนว่า หลังใบอนุญาตทีวีดิจิทัลสิ้นสุดในปี 2572 ประเทศจะเดินต่ออย่างไร
แม้ร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 รวมถึง โรดแมปทีวีดิจิทัล พ.ศ.2569-2573 จะถูกพูดถึงมานาน แต่จนถึงวันนี้ บอร์ด กสทช.ก็ยังไม่สามารถเคาะทิศทางได้
หลายครั้งที่วาระสำคัญถูกเลื่อนออกไป ท่ามกลางกระแสข่าวความเห็นไม่ลงรอยกันภายในบอร์ด และการถกเถียงเชิงอำนาจที่กินเวลายาวนาน
แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลยอมรับตรงกันว่า เวลานี้ภาคเอกชนอยู่ในภาวะกังวลมากเพราะการไร้โรดแมป หมายถึงไม่สามารถวางแผนธุรกิจ การลงทุน และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีได้
ปัญหาสำคัญคือ เวลาของทีวีดิจิทัลกำลังนับถอยหลัง แต่หน่วยงานกำกับกลับยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ประเทศจะเดินสู่โมเดลใหม่แบบใด
สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอีกด้านหนึ่งของบอร์ด กสทช. นั่นคือ การไม่สามารถตัดสินใจเชิงนโยบายระยะยาวได้ แม้เรื่องนั้นจะกระทบทั้งระบบอุตสาหกรรม
OTT กับความล่าช้าที่ทำให้ไทยเสียเปรียบแพลตฟอร์มโลก
อีกประเด็นที่สะท้อนภาวะ “ตามไม่ทันโลก” คือ การกำกับดูแล OTT หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิงออนไลน์อย่าง YouTube, Netflix, Disney+ Hotstar หรือ Prime Video และ Facebook
ทั้งที่โลกสื่อปัจจุบันเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคออนไลน์เต็มรูปแบบ แต่ กสทช.กลับใช้เวลาถกเถียงเรื่อง “นิยาม” และ “อำนาจหน้าที่” กันยาวนานหลายปี
การประชุมบอร์ดเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ถึงขั้นใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง เพื่อถกเพียงว่า กสทช.มีอำนาจกำกับ OTT หรือไม่ แม้สุดท้ายจะมีข้อสรุปว่า กสทช.สามารถกำกับดูแลได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนภาพความล่าช้า และความไร้เอกภาพภายในองค์กรอย่างชัดเจน
ในช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ เดินหน้าออกกฎเกณฑ์ควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างจริงจัง ไทยกลับยังอยู่ในขั้นถกนิยาม
ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งภายในบอร์ดยังทำให้หลายวาระสำคัญต้องเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดเสียงวิจารณ์ว่า กสทช.กำลังเสียเวลาไปกับ “เกมการเมืองภายในองค์กร” มากกว่าการกำหนดอนาคตอุตสาหกรรมสื่อของประเทศ
จากองค์กรอิสระ สู่ภาพบอร์ดที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของบอร์ด กสทช.ไม่ได้สะท้อนความเป็นองค์กรอิสระมืออาชีพเหมือนในอดีต แต่กลับเต็มไปด้วยข่าวความขัดแย้ง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และการเปิดศึกกันเองในที่สาธารณะ
หลายวาระสำคัญถูกยืดเยื้อเพราะกรรมการมีความเห็นแตกต่างรุนแรง ขณะที่บางกรณีถึงขั้นมีการร้องเรียน ฟ้องร้อง หรือใช้กลไกตรวจสอบตอบโต้กันเอง
ผลลัพธ์คือ นโยบายสำคัญของประเทศจำนวนมากไม่สามารถเดินหน้าได้ทันเวลา ตั้งแต่โทรคมนาคม ทีวีดิจิทัล ไปจนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์
คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ว่า กสทช.มีอำนาจมากเพียงใด แต่คือ องค์กรยังมี “ศักยภาพในการใช้อำนาจ” เพื่อขับเคลื่อนอนาคตประเทศหรือไม่
เพราะในวันที่เทคโนโลยีโลกเปลี่ยนเร็ว แต่เรกูเลเตอร์กลับติดอยู่ในวังวนความขัดแย้งภายใน ความล่าช้าที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการหรือผู้บริโภค แต่กำลังทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาวด้วย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

