วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน 2569

Login
Login

'ดีอี' ติดดาบ ‘ETDA’ จ่ออัปเวลกฎหมาย ลั่นพ.ร.ฏ.ต้องมีอำนาจกำกับแพลตฟอร์ม

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้เร่งติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ) การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือ กฎหมาย DPS ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เพื่อยกระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากกฎหมายปัจจุบันยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านอำนาจบังคับใช้ แม้ ETDA จะมีหน้าที่ดูแลแพลตฟอร์มโดยตรงก็ตาม 

ภายในสัปดาห์นี้ ETDA จะต้องรายงานต่อกระทรวงดีอีว่า การทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย DPS ดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว และมีประเด็นใดที่ต้องเร่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องอำนาจกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล

เธอ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ETDA ทำได้หลักๆ ในส่วนของการรับแจ้งการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์ม แต่ยังไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายเพียงพอในการเข้าไปตรวจสอบ กำกับ หรือดำเนินการกับปัญหาที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

'ดีอี' ติดดาบ ‘ETDA’ จ่ออัปเวลกฎหมาย ลั่นพ.ร.ฏ.ต้องมีอำนาจกำกับแพลตฟอร์ม

ทั้งนี้ กระทรวงดีอี เห็นว่า การกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรับแจ้งข้อมูลจากผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาไปสู่ระบบกำกับดูแลที่สามารถดำเนินการได้จริง โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบต่อผู้ค้า ผู้บริโภค และการแข่งขันในตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม หรือ ค่า GP เงื่อนไขการให้บริการ อำนาจต่อรองระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ขาย รวมถึงพฤติกรรมทางธุรกิจที่อาจสร้างความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

น.ส.แนน กล่าวว่า แนวทางในระยะนี้มีแนวโน้มใช้วิธีแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเดิม มากกว่าการยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ เนื่องจากหากเริ่มจัดทำกฎหมายใหม่ทั้งหมดจะต้องใช้เวลานาน ทั้งขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น การจัดทำร่างกฎหมาย และกระบวนการพิจารณาตามระบบราชการ

ขณะที่ปัญหาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังขยายตัวรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในวงกว้าง ดังนั้น การแก้ไขกฎหมาย DPS จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือกำกับดูแลที่ทันต่อสถานการณ์ ทั้งการออกแบบกฎหมายต้องทำอย่างสมดุล โดยควรมีกลไกหรือผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งระบบราชการและภาคเอกชนเข้ามาช่วยพิจารณา เพราะหากปล่อยให้ภาครัฐกำหนดกรอบเพียงฝ่ายเดียว กฎหมายอาจให้น้ำหนักกับมุมมองของราชการมากเกินไป แต่หากเปิดให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากเกินไป ก็อาจทำให้กติกาเอนเอียงไปตามผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการออกแบบกฎหมายให้คุ้มครองทุกฝ่าย และสามารถบังคับใช้ได้จริง

นอกจากนี้ กระทรวงดีอี ยังต้องประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีข้อมูลจากปัญหาหน้างานของผู้ประกอบการค้า และสามารถนำมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายของ ETDA ได้ เนื่องจากการค้าหน้าร้านกับการค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์มีหลักพื้นฐานคล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนพื้นที่การซื้อขายจากหน้าร้านจริงไปอยู่บนระบบดิจิทัล

ดังนั้น ประสบการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องการกำกับดูแลการค้า การคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย และการป้องกันพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม จึงสามารถนำมาเป็นโจทย์สำคัญให้ ETDA ใช้ประกอบการปรับปรุงกฎหมาย DPS โดยเฉพาะการกำกับเงื่อนไขทางการค้า และการป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ใช้อำนาจเหนือตลาดจนกระทบต่อการแข่งขัน

สำหรับบริการที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม เช่น บริการขนส่งหรือไรเดอร์ น.ส.แนน กล่าวว่า จำเป็นต้องแยกประเด็นการกำกับดูแลเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน โดยในระยะเริ่มต้นอาจยังไม่ลงลึกถึงรายละเอียดทั้งหมดของธุรกิจไรเดอร์ แต่สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการก่อนคือการยืนยันตัวตนของผู้ให้บริการ โดยเฉพาะการผลักดันให้ผู้ขับขี่มีใบขับขี่สาธารณะ เพื่อให้สามารถตรวจสอบตัวตน ประวัติ และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการได้ชัดเจนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน หากพบกรณีการใช้บัญชีของบุคคลอื่นในการให้บริการบนแพลตฟอร์ม ก็เป็นอีกประเด็นที่ ETDA ต้องเข้าไปดูแล เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบยืนยันตัวตน ความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการผู้ให้บริการในระบบของตนเอง

โดยเป้าหมายสำคัญของการปรับปรุงกฎหมาย DPS คือการทำให้ ETDA มีอำนาจกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลได้จริง ไม่ใช่มีบทบาทเพียงการรับแจ้งข้อมูลจากผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น โดยกฎหมายใหม่ต้องทำให้รัฐสามารถติดตาม ตรวจสอบ และจัดการปัญหาบนแพลตฟอร์มได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลเกิดขึ้นบนกติกาที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม