ไปรษณีย์ไทยเร่งพลิกเกมสู้ศึกโลจิสติกส์ ดัน OTOP ขายบน ThailandPostMart ชูจุดแข็งคุณภาพ-เครือข่ายทั่วประเทศ ลุยขนส่งอัญมณี เจาะลูกค้ากำลังซื้อสูง
ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงของธุรกิจโลจิสติกส์ไทยที่ผู้ประกอบการเอกชนเดินหน้าสงครามราคาอย่างหนัก “ไปรษณีย์ไทย” กำลังถูกผลักเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากองค์กรขนส่งดั้งเดิมสู่ “พาร์ทเนอร์เชิงยุทธศาสตร์” ของภาครัฐ และผู้ให้บริการโลจิสติกส์พรีเมียมที่เน้นคุณภาพมากกว่าการแข่งขันด้านราคา
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรตามนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หลังได้รับมอบนโยบายจาก น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ให้เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยจะเร่งต่อยอดแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ให้เป็นช่องทางหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME และสินค้า OTOP เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและพันธมิตรทางธุรกิจในหลายภาคส่วน
ไปรษณีย์ไทยพร้อมพัฒนาองค์กรให้ตอบโจทย์ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ รวมถึงการต่อยอดศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อสร้างรายได้ใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
พลิกบทบาทสู่ “พาร์ทเนอร์รัฐ”
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การยกระดับบทบาทของไปรษณีย์ไทยจากผู้ให้บริการจัดส่งทั่วไป สู่การเป็น “พาร์ทเนอร์หลัก” ของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะการให้บริการขนส่งสำหรับกิจกรรม งานแสดงสินค้า และอีเวนต์ของทุกกระทรวงและทุกกรม
แนวทางดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของกระทรวงดีอีที่ต้องการให้ไปรษณีย์ไทยมีรายได้ระยะยาวที่มั่นคงมากขึ้น แทนการพึ่งพางานลักษณะขอความร่วมมือปีต่อปี ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง
น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดโลจิสติกส์ไทยแข่งขันรุนแรงจากผู้เล่นเอกชนที่ใช้กลยุทธ์ตัดราคาอย่างหนัก จนโครงสร้างธุรกิจแทบไม่สามารถทำกำไรได้ ส่งผลให้ไปรษณีย์ไทยไม่สามารถใช้แนวทางแข่งขันด้านราคาได้อีกต่อไป
สิ่งที่ไปรษณีย์ไทยต้องทำคือใช้จุดแข็งที่มีอยู่ ทั้งคุณภาพบริการ ความตรงต่อเวลา ความปลอดภัยของสินค้า และเครือข่ายจัดส่งทั่วประเทศ ซึ่งเอกชนบางรายยังทำไม่ได้เทียบเท่า
กระทรวงดีอีจึงมอบหมายให้ไปรษณีย์ไทยเร่งรวบรวมข้อมูลกิจกรรม งานแสดงสินค้า และอีเวนต์ของหน่วยงานรัฐทั้งหมด เพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระยะยาว ให้ไปรษณีย์ไทยเป็นผู้ให้บริการขนส่งหลักของภาครัฐอย่างเป็นระบบ
ดัน ThailandPostMart โตต่อ
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือ การผลักดันแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ให้เป็นตลาดออนไลน์สำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า OTOP และสินค้า SME ที่ต้องการช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ
ปัจจุบัน ThailandPostMart มียอดขายประมาณ 700 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลมองว่ายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะตลาดสินค้า OTOP ซึ่งมียอดขายออนไลน์กระจายอยู่ในแพลตฟอร์มอื่นรวมกว่า 300-400 ล้านบาทต่อปี
น.ส.แนน เปิดเผยว่า ในฐานะผู้กำกับดูแลไปรษณีย์ไทย ได้เริ่มหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อผลักดันให้สินค้า OTOP ทั่วประเทศใช้บริการของไปรษณีย์ไทยเป็นทางเลือกหลัก ทั้งด้านการขายสินค้าและระบบขนส่ง
นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนสินค้า “เมด อิน ไทยแลนด์” และผู้ประกอบการ SME ให้เข้ามาจำหน่ายบน ThailandPostMart เพิ่มขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลมองว่าเป็นแต้มต่อของไปรษณีย์ไทย คือ คะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่สูงถึง 98% ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นด้านคุณภาพบริการและความน่าเชื่อถือขององค์กร
เล็งตลาด “อัญมณี-ลักชัวรี”
นอกจากธุรกิจขนส่งทั่วไป ไปรษณีย์ไทยยังได้รับโจทย์ใหม่ให้เร่งศึกษาตลาดขนส่งพรีเมียม โดยเฉพาะกลุ่มอัญมณี เครื่องประดับ และสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและต้องการระบบขนส่งที่มีความปลอดภัยระดับสูง
เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าและส่งออกอัญมณีสำคัญของโลก ทำให้มีความต้องการใช้บริการขนส่งที่สามารถตรวจสอบได้ มีมาตรฐานความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า
รัฐบาลมองว่า จุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือและเครือข่ายของไปรษณีย์ไทย สามารถต่อยอดสู่ตลาดดังกล่าวได้ โดยเฉพาะการจับมือกับผู้จัดงานแฟร์อัญมณีระดับนานาชาติ เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูง
ดร.ดนันท์ กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียมมากขึ้น ทั้งด้านระบบติดตามสินค้า การรักษาความปลอดภัย และมาตรฐานการจัดส่งสำหรับสินค้ามูลค่าสูง
รับมือยุค “Paperless”
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของไปรษณีย์ไทย คือ แนวโน้มการลดลงของรายได้จากการส่งเอกสารราชการ หลังรัฐบาลเดินหน้านโยบายดิจิทัลและลดการใช้กระดาษ หรือ Paperless Government
ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยยังเป็นผู้ให้บริการจัดส่งเอกสารหลักของหน่วยงานภาครัฐ แต่ในอนาคตสัดส่วนรายได้ดังกล่าวอาจลดลงต่อเนื่อง ทำให้องค์กรจำเป็นต้องเร่งสร้างรายได้ใหม่เข้ามาทดแทน
นอกจากตลาดพรีเมียมแล้ว ไปรษณีย์ไทยยังมีแผนต่อยอดบริการใหม่ เช่น Digital Post ID หรือรหัสดิจิทัลประจำที่อยู่ ซึ่งจะเปิดให้ลูกค้าสามารถเลือก “เลขสวย” สำหรับใช้งานเฉพาะบุคคลหรือธุรกิจ คล้ายแนวคิดทะเบียนรถเลขสวย
ดันพี่ไปรฯ ใช้ EV ลดต้นทุน
ด้านนโยบายความยั่งยืน รัฐบาลยังเตรียมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับบุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 คนทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว
เบื้องต้น กระทรวงดีอีได้สั่งการให้ไปรษณีย์ไทยสำรวจความต้องการของบุรุษไปรษณีย์ เพื่อนำมารวบรวมเป็นคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยลดราคาซื้อรถ EV และทำให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดนำสินทรัพย์และที่ดินของไปรษณีย์ไทยที่ไม่ได้ใช้งานมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทั้งการเปิดพื้นที่เช่า จัดอีเวนต์ หรือพัฒนาเป็นสำนักงาน เพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่องค์กร แทนการปล่อยทรัพย์สินรกร้าง
สำหรับร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการไปรษณีย์ฉบับใหม่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของกระทรวงดีอี ซึ่งอาจมีการปรับรายละเอียดบางส่วน เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของไปรษณีย์ไทยในอนาคต

