วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ดีอีเร่งปักธง ’อธิปไตยเคเบิ้ลใต้น้ำ‘ ดัน ’เอ็นที‘ คุมโครงข่ายป้องวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

ดีอีเร่งปักธง ’อธิปไตยเคเบิ้ลใต้น้ำ‘ ดัน ’เอ็นที‘ คุมโครงข่ายป้องวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

“แนน บุณย์ธิดา” รมช.ดีอี เดินหน้าผลักดันเอ็นทีสู่แกนหลักบริหารโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ชูภารกิจสร้าง “อธิปไตยเคเบิ้ลใต้น้ำ” ลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หลังไทยพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดินสูงถึง 80% เสี่ยงกระทบการสื่อสารระหว่างประเทศหากเกิดความขัดแย้งชายแดนหรือวิกฤติในภูมิภาค

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยภายหลังรับฟังแผนการดำเนินงานจาก พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ว่า กระทรวงดีอีต้องการผลักดันให้เอ็นทีกลับมามีบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ

แม้เอ็นทีจะไม่สามารถแข่งขันกับเอกชนในธุรกิจโทรศัพท์มือถือได้โดยตรง แต่ยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายสื่อสาร อาคาร และทรัพย์สินทั่วประเทศ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นบริการสำคัญให้ภาครัฐได้

ทั้งนี้ กระทรวงดีอีเตรียมให้เอ็นทีจัดทำรายละเอียดบทบาทและบริการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐแต่ละแห่งอย่างชัดเจน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน และสร้างรายได้ใหม่ให้กับองค์กรในระยะยาว

ประเด็นสำคัญที่กระทรวงดีอีให้ความสำคัญเร่งด่วน คือ “นโยบายสร้างสมดุลทราฟฟิกระหว่างประเทศ” หลังพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาโครงข่ายเชื่อมต่อภาคพื้นดินมากถึง 80% ขณะที่ทราฟฟิกผ่านเคเบิ้ลใต้น้ำมีเพียง 20% เท่านั้น

ดีอีเร่งปักธง ’อธิปไตยเคเบิ้ลใต้น้ำ‘ ดัน ’เอ็นที‘ คุมโครงข่ายป้องวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

ดีอีเร่งปักธง ’อธิปไตยเคเบิ้ลใต้น้ำ‘ ดัน ’เอ็นที‘ คุมโครงข่ายป้องวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

สถานการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” เพราะโครงข่ายภาคพื้นดินจำนวนมากเชื่อมผ่านพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทันทีหากเกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือเกิดวิกฤติด้านความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์เคเบิ้ลใต้น้ำที่มีเพียง 20 % ก็ไม่เพียงพอ เพราะในภาพรวมมีเพียง 7-8 เส้น แต่ชำรุดและใช้ได้เต็ม 100% เพียง 2-3 เส้น ซึ่งเสี่ยงมากเช่นกันหากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าสิ้นสุด และอนาคตปัญหานี้อาจจะมีอีก

รมช.ดีอี ยอมรับว่า การลงทุนเคิเบิ้ลใต้น้ำต้องลงทุนระดับหลายพันล้าน แต่เมื่อเทียบความมั่นคงด้านไซเบอร์จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการสร้างความสมดุล ขณะเดียวกันปัญหาจุดขึ้นบกโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่ต่างคนต่างทำทั้งเส้นสงขลา 3 แห่ง และ สตูล 4 แห่ง นอกจากนี้ในพื้นที่สตูลก็ยังเป็นพื้นที่อุทยานทั้ง 4 แห่ง ทำให้กำกับดูแลไม่ทั่วถึง สร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ 

ดีอีเร่งปักธง ’อธิปไตยเคเบิ้ลใต้น้ำ‘ ดัน ’เอ็นที‘ คุมโครงข่ายป้องวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

ดังนั้น เอ็นที จึงได้ขอรับการสนับสนุนนโยบายเพื่อจำกัดและกำหนดจุดเชื่อมต่อ ตลอดจนจุดขึ้นบกให้เหมาะสม และบริหารจัดการใบอนุญาตประเภทที่ 3 แบบเฉพาะเจาะจง

สำหรับ 6 บริการที่มีศักยภาพที่เอ็นทีนำเสนอต่อ รมช.ดีอี ประกอบด้วย 

1.โครงการจัดสร้างโครงข่ายสื่อสารความปลอดภัยสาธารณะ (PSMN) LTE / 4G ระยะที่ 1 แต่ยังติดปัญหารอการพิจารณาอนุมัติคลื่นความถี่ 850 MHz จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช. โดยเอ็นทีได้ยื่นเรื่องไปเมื่อ 21 มี.ค.2569 ซึ่งอยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล โดยใช้งบลงทุน (ระยะที่ 1) 1,894.27 ล้านบาท งบทำการต่อปีที่ 362.80 ล้านบาท 

2.โครงการบำรุงรักษาระบบวิทยุติดต่อเรือเดินทะเล ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงคมนาคม ที่ให้เอ็นทีทำ แต่ในปีงบประมาณ 2570 กระทรวงคมนาคมจะนำไปทำเองและจะจ้างเอ็นทีทำงานต่อเนื่อง โดยโครงการนี้มีงบประมาณ 127.51 ล้านบาทต่อปี แต่ที่ผ่านมา เอ็นทีได้รับงบประมาณปี 2569 เพียง 77.40 ล้านบาท 

3.โครงการพัฒนาบริการโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยด้านดิจิทัล หรือ โครงการคลาวด์ภาครัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่ภาครัฐให้ความสำคัญและจะจัดสรรงบประมาณให้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนของภาครัฐโดยรวม 

4.นโยบายสร้างสมดุลทราฟฟิกระหว่างประเทศ

5.การยกระดับโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ซึ่ง รมช.ดีอี มองว่า เป็นเรื่องเดียวกันที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ

6.การบูรณาการโครงข่ายและสิทธิแห่งทางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐที่ได้รับใบอนุญาตประเภท 3 และสร้างโครงข่ายแยกส่วนกัน จนเกิดความซ้ำซ้อน ไม่คุ้มค่า และมีการใช้งานทรัพย์สินของรัฐไม่เต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.),การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ,การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ เอ็นที 

ดังนั้นจึงต้องการผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติให้เอ็นทีเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการโครงข่ายและสิทธิแห่งทางของรัฐแบบบูรณาการ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เอ็นทีได้เดินหน้าปักธงยกระดับศักยภาพโทรคมนาคมของประเทศ ประกาศเปิดใช้งานโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ Asia Direct Cable (ADC) อย่างเป็นทางการ พร้อมบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อข้อมูลความเร็วสูงระหว่างประเทศในเอเชีย ต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยสู่เวทีภูมิภาค

โครงข่าย ADC มีระยะทางรวมกว่า 9,988 กิโลเมตร เชื่อมโยงจุดยุทธศาสตร์ไอทีในทวีปเอเชีย ได้แก่ จีน (ฮ่องกงและมณฑลกวางตุ้ง), ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม ถือเป็นการเสริมขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานสื่อสารระหว่างประเทศ และรองรับความต้องการใช้ข้อมูลมหาศาลในอนาคต ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีรับ–ส่งสัญญาณสำคัญของโครงข่ายนี้

ทั้งนี้ เส้นทางเคเบิลใต้น้ำนี้ถูกออกแบบให้มีความล้ำสมัย รองรับเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก เช่น 5G, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), คลาวด์คอมพิวติ้ง, IoT, Smart Cities รวมถึง Big Data เพื่อเตรียมพร้อมตอบโจทย์การขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัล