บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของธุรกิจดาวเทียม หลังเตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาทบทวนแผนการยิงดาวเทียมดวงใหม่ในวงโคจร 126 องศาตะวันออก ในราคา 9.067 ล้านบาทโดยเป็นชุดวงโคจรที่เคยชนะการประมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช.
การเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมอวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากยุคดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า หรือ GEO ไปสู่ยุคของดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ครอบคลุมกว่า และตอบโจทย์การใช้งานยุคดิจิทัลได้รวดเร็วกว่าระบบเดิม
พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที กล่าวว่า บริษัทเตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัทพิจารณาทบทวนแผนการยิงดาวเทียมดวงใหม่ในวงโคจร 126 องศาตะวันออก ที่ชนะการประมูลจากสำนักงาน กสทช. เมื่อปี 2566 หลังประเมินว่าทิศทางธุรกิจดาวเทียมโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะการเติบโตของดาวเทียม LEO ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทแทนดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า หรือ GEO มากขึ้น
ทั้งนี้ เอ็นทีมีแนวโน้มยุติแผนการยิงดาวเทียมใหม่ และยอมคืนสิทธิวงโคจรให้ กสทช. แม้จะต้องถูกริบเงินค้ำประกันประมาณ 100 ล้านบาท
เนื่องจากมองว่าการลงทุนสร้างดาวเทียม GEO ดวงใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่า 3,000 ล้านบาท อาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป
ตอนที่เอ็นทีเข้าประมูลวงโคจรดาวเทียมเมื่อปี 2566 บริบทของตลาดยังต่างจากวันนี้มาก แต่ในช่วงเวลาเพียง 2-3 ปี เทคโนโลยี LEO เติบโตเร็วมาก ทำให้ดีมานด์และรูปแบบการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
เดิมเอ็นทีเข้าร่วมประมูลวงโคจรดาวเทียมตามนโยบายของรัฐบาลและคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ เพื่อรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศ รวมถึงรองรับภารกิจด้านความมั่นคงและการสื่อสารภาครัฐ และในเวลานั้นถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างธุรกิจดาวเทียมแห่งชาติ
ปัจจัยดังกล่าวทำให้เอ็นที เริ่มปรับบทบาทจาก “เจ้าของดาวเทียม” ไปสู่การเป็น “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและพันธมิตรเชิงระบบ” มากขึ้น แทนการลงทุนสร้างและยิงดาวเทียมด้วยตัวเอง
ปัจจุบัน เอ็นทีมีพันธมิตรด้านดาวเทียมแล้วอย่างน้อย 3 ดวง ประกอบด้วยพันธมิตรจากจีน 2 ราย และจากอังกฤษอีก 1 ราย เพื่อรองรับการให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งในกลุ่ม GEO และ LEO
ประกอบด้วย โครงการ “Spacesail” เครือข่ายดาวเทียม LEO จากจีน ซึ่งดำเนินการโดย Shanghai Spacecom Satellite Technology หรือ SSST ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลเซี่ยงไฮ้และสถาบันวิทยาศาสตร์จีน โดยมีเป้าหมายพัฒนากลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่เพื่อแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX
นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ China Satcom ในการนำดาวเทียม ChinaSat-26 เข้ามาให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงในประเทศไทย โดย ChinaSat-26 เป็นดาวเทียม GEO ประเภท High Throughput Satellite (HTS) ที่ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับทั้งการใช้งานภาคพื้นและบนยานพาหนะ เช่น เรือและเครื่องบิน เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบสื่อสารและรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยทั้ง 2 ดวงที่เอ็นทีเป็นพันธมิตรกับจีนคาดว่าจะให้บริการได้ในไตรมาส 1/2570
ขณะเดียวกัน ยังมีพันธมิตรจากอังกฤษอย่าง Eutelsat OneWeb หรือ ดาวเทียมวันเว็บ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการดาวเทียม LEO รายใหญ่ของโลก โดยปัจจุบันเปิดให้พันธมิตรต่างชาติเข้ามาติดตั้งเกตเวย์และสถานีภาคพื้นในประเทศไทยแล้ว ที่อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี พื่อรองรับการให้บริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมในภูมิภาค
พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่า แม้ดาวเทียม GEO ยังมีบทบาทในบางภารกิจ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการสื่อสารเฉพาะทาง แต่ภาพรวมของตลาดกำลังขยับไปสู่ LEO อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ เอ็นทีต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันและพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนไป
ดังนั้น แทนที่จะลงทุนสร้างดาวเทียมเอง เอ็นทีจึงเลือกใช้แนวทางสร้างพันธมิตรกับผู้ให้บริการดาวเทียมต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนและยุโรป ซึ่งช่วยลดภาระเงินลงทุนมหาศาล ขณะเดียวกันยังทำให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้น
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับบทบาทใหม่ของเอ็นทีที่ต้องการวางตัวเป็น Neutral Infrastructure Provider หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานกลางของประเทศ โดยเน้นการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure Sharing) เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน และสร้างรายได้จากบริการดิจิทัลมากกว่าการแข่งขันเชิงโครงข่ายแบบเดิม
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอ็นทีต้องระมัดระวังการลงทุน คือสถานะทางการเงินขององค์กรในช่วงเปลี่ยนผ่าน
โดยบริษัทคาดการณ์ว่าปี 2569 จะยังขาดทุนประมาณ 5,891 ล้านบาท จากรายได้รวมราว 40,100 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจดาวเทียมคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 ล้านบาท
ปัจจัยหลักมาจากการหายไปของรายได้จากธุรกิจโมบายล์ รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายจากโครงการเกษียณก่อนกำหนดเพื่อปรับลดบุคลากร ซึ่งส่งผลต่อผลประกอบการในระยะสั้น
กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที ย้ำว่า แม้จะชะลอแผนยิงดาวเทียมใหม่ แต่เอ็นทียังเดินหน้าธุรกิจอวกาศในอีกมิติ โดยเฉพาะตลาด LEO ที่มุ่งเน้นบริการเฉพาะทาง เช่น การเชื่อมต่อพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายฝั่งทะเล การใช้งาน IoT ด้านสิ่งแวดล้อมและป้องกันไฟป่า รวมถึงงานด้านความมั่นคงและ Data Sovereignty หรืออธิปไตยข้อมูล ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของหลายประเทศท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก

