วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘เอ็นที’ ล้มแผนยิงดาวเทียม จ่อคืนวงโคจร กสทช. รับเกมอวกาศสู่ยุค LEO หันจับมือต่างชาติแทน

‘เอ็นที’ ล้มแผนยิงดาวเทียม จ่อคืนวงโคจร กสทช. รับเกมอวกาศสู่ยุค LEO หันจับมือต่างชาติแทน

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของธุรกิจดาวเทียม หลังเตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาทบทวนแผนการยิงดาวเทียมดวงใหม่ในวงโคจร 126 องศาตะวันออก ในราคา 9.067 ล้านบาทโดยเป็นชุดวงโคจรที่เคยชนะการประมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช.

การเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมอวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากยุคดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า หรือ GEO ไปสู่ยุคของดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ครอบคลุมกว่า และตอบโจทย์การใช้งานยุคดิจิทัลได้รวดเร็วกว่าระบบเดิม

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที กล่าวว่า บริษัทเตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัทพิจารณาทบทวนแผนการยิงดาวเทียมดวงใหม่ในวงโคจร 126 องศาตะวันออก ที่ชนะการประมูลจากสำนักงาน กสทช. เมื่อปี 2566 หลังประเมินว่าทิศทางธุรกิจดาวเทียมโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะการเติบโตของดาวเทียม LEO ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทแทนดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า หรือ GEO มากขึ้น

ทั้งนี้ เอ็นทีมีแนวโน้มยุติแผนการยิงดาวเทียมใหม่ และยอมคืนสิทธิวงโคจรให้ กสทช. แม้จะต้องถูกริบเงินค้ำประกันประมาณ 100 ล้านบาท

เนื่องจากมองว่าการลงทุนสร้างดาวเทียม GEO ดวงใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่า 3,000 ล้านบาท อาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

ตอนที่เอ็นทีเข้าประมูลวงโคจรดาวเทียมเมื่อปี 2566 บริบทของตลาดยังต่างจากวันนี้มาก แต่ในช่วงเวลาเพียง 2-3 ปี เทคโนโลยี LEO เติบโตเร็วมาก ทำให้ดีมานด์และรูปแบบการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

เดิมเอ็นทีเข้าร่วมประมูลวงโคจรดาวเทียมตามนโยบายของรัฐบาลและคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ เพื่อรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศ รวมถึงรองรับภารกิจด้านความมั่นคงและการสื่อสารภาครัฐ และในเวลานั้นถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างธุรกิจดาวเทียมแห่งชาติ

ปัจจัยดังกล่าวทำให้เอ็นที เริ่มปรับบทบาทจาก “เจ้าของดาวเทียม” ไปสู่การเป็น “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและพันธมิตรเชิงระบบ” มากขึ้น แทนการลงทุนสร้างและยิงดาวเทียมด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน เอ็นทีมีพันธมิตรด้านดาวเทียมแล้วอย่างน้อย 3 ดวง ประกอบด้วยพันธมิตรจากจีน 2 ราย และจากอังกฤษอีก 1 ราย เพื่อรองรับการให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งในกลุ่ม GEO และ LEO

ประกอบด้วย โครงการ “Spacesail” เครือข่ายดาวเทียม LEO จากจีน ซึ่งดำเนินการโดย Shanghai Spacecom Satellite Technology หรือ SSST ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลเซี่ยงไฮ้และสถาบันวิทยาศาสตร์จีน โดยมีเป้าหมายพัฒนากลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่เพื่อแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ China Satcom ในการนำดาวเทียม ChinaSat-26 เข้ามาให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงในประเทศไทย โดย ChinaSat-26 เป็นดาวเทียม GEO ประเภท High Throughput Satellite (HTS) ที่ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับทั้งการใช้งานภาคพื้นและบนยานพาหนะ เช่น เรือและเครื่องบิน เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบสื่อสารและรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยทั้ง 2 ดวงที่เอ็นทีเป็นพันธมิตรกับจีนคาดว่าจะให้บริการได้ในไตรมาส 1/2570

ขณะเดียวกัน ยังมีพันธมิตรจากอังกฤษอย่าง Eutelsat OneWeb หรือ ดาวเทียมวันเว็บ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการดาวเทียม LEO รายใหญ่ของโลก โดยปัจจุบันเปิดให้พันธมิตรต่างชาติเข้ามาติดตั้งเกตเวย์และสถานีภาคพื้นในประเทศไทยแล้ว ที่อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี พื่อรองรับการให้บริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมในภูมิภาค

พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่า แม้ดาวเทียม GEO ยังมีบทบาทในบางภารกิจ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการสื่อสารเฉพาะทาง แต่ภาพรวมของตลาดกำลังขยับไปสู่ LEO อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ เอ็นทีต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันและพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนไป

ดังนั้น แทนที่จะลงทุนสร้างดาวเทียมเอง เอ็นทีจึงเลือกใช้แนวทางสร้างพันธมิตรกับผู้ให้บริการดาวเทียมต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนและยุโรป ซึ่งช่วยลดภาระเงินลงทุนมหาศาล ขณะเดียวกันยังทำให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้น

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับบทบาทใหม่ของเอ็นทีที่ต้องการวางตัวเป็น Neutral Infrastructure Provider หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานกลางของประเทศ โดยเน้นการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure Sharing) เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน และสร้างรายได้จากบริการดิจิทัลมากกว่าการแข่งขันเชิงโครงข่ายแบบเดิม

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอ็นทีต้องระมัดระวังการลงทุน คือสถานะทางการเงินขององค์กรในช่วงเปลี่ยนผ่าน

โดยบริษัทคาดการณ์ว่าปี 2569 จะยังขาดทุนประมาณ 5,891 ล้านบาท จากรายได้รวมราว 40,100 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจดาวเทียมคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 ล้านบาท

ปัจจัยหลักมาจากการหายไปของรายได้จากธุรกิจโมบายล์ รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายจากโครงการเกษียณก่อนกำหนดเพื่อปรับลดบุคลากร ซึ่งส่งผลต่อผลประกอบการในระยะสั้น

กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที ย้ำว่า แม้จะชะลอแผนยิงดาวเทียมใหม่ แต่เอ็นทียังเดินหน้าธุรกิจอวกาศในอีกมิติ โดยเฉพาะตลาด LEO ที่มุ่งเน้นบริการเฉพาะทาง เช่น การเชื่อมต่อพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายฝั่งทะเล การใช้งาน IoT ด้านสิ่งแวดล้อมและป้องกันไฟป่า รวมถึงงานด้านความมั่นคงและ Data Sovereignty หรืออธิปไตยข้อมูล ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของหลายประเทศท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก